ประเพณีภาคอิสาน บุญผะเหวด

ประเพณีภาคอิสาน บุญผะเหวด

ประเพณีภาคอิสาน บุญผะเหวด

ประเพณีภาคอิสาน บุญผะเหวด

” เป็นสําเนียงชาวอีสานที่มาจากคําว่า “บุญพระเวส”หรือพระเวสสันดร เป็นประเพณีตามคติความเชื่อของชาวอีสานที่ว่า หากผู้ใดได้ฟัง เทศน์เรื่องพระเวสสันดรทั้ง 13 กัณฑ์จบภายในวันเดียว จะได้เกิดร่วมชาติภพกับพระศรีอริยเมตไตย บุญผะเหวดนี้จะทําติดต่อกันสามวัน วันแรกจัดเตรียมสถานที่ตกแต่ง ศาลาการเปรียญวันที่สองเป็นวันเฉลิมฉลองพระเวสสันดร ชาว

บ้านร่วมทั้งพระภิกษุสงฆ์จากหมู่บ้านใกล้เคียงจะมา ร่วมพิธีมีทั้งการจัดขบวนแห่เครื่องไทยทานฟังเทศน์และแห่พระเวส โดยการแห่ผ้าผะเหวด (ผ้าผืนยาวเขียนภาพเล่าเรื่องพระ

เวสสันดร) ซึ่งสมมติเป็น การแห่พระเวสสันดรเข้าสู่เมือง เมื่อถึงเวลาค่ำจะมีเทศน์เรื่องพระมาลัย ส่วนวันที่สามเป็นงานบุญพิธี ชาวบ้านจะร่วมกันตักบาตรข้าวพันก้อน พิธีจะมี ไปจนค่ำ ชาวบ้านจะแห่แหน ฟ้อนรําตั้งขบวนเรียงรายตั้งกัณฑ์มาถวายอานิสงฆ์อีกกัณฑ์หนึ่ง จึงเสร็จพิ

ธมูลเหตุของพิธีกรรมพระสงฆ์จะเทศน์เรื่อง เวสสันดรชาดกจนจบและเทศน์ จากเรื่องในหนังสือมาไลยหมื่นมาไลยแสนกล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระมาลัยเถระได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุเกษแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และได้พบปะสนทนากับพระศรีอริยเมนไตย ผู้ที่จะมาเป็น

พระพุทธเจ้าในอนาคตและพระศรีอริยเมตไตยได้สั่งความมากับ พระมาลัยว่า “ถ้ามนุษย์อยากจะพบและร่วมเกิดในศาสนาของพระองค์แล้วจะต้องปฏิบัติตนดังต่อไปนี้คือ

“1. จงอย่าฆ่าพ่อตีแม่ สมณพราหมณ์2. จงอย่าทําร้ายพระพุทธเจ้า และยุยงให้สงฆ์แตกแยกกัน3. ให้ตั้งใจฟังเทศน์เรื่อง พระเวสสันดรให้จบในวันเดียวด้วยเหตุ ที่ชาวอีสานต้องการจะได้ฃ

พบพระศรีอริยเมตไตยและเกิดร่วมศาสนาของพระองค์จึง มีการทําบุญผะเหวด ซึ่งเป็นประจําทุกปี

ประเพณีบุญผะเหวดและเทศน์มหาชาติ ณ วัดไชยศรี ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น
พิธีกรรม – การเตรียมงาน1. แบ่งหนังสือ นําหนังสือลําผะเหวดหรือลํามหาชาติ (หนังสือเรื่องพระเวสสันดรชาดก) ซึ่งมีจํานวน 13 กัณฑ์ (หรือ 13 ผูกใหญ่) แบ่ง เป็นผูกเล็กๆ เท่ากับจํานวนพระเณรที่จะนิมนต์มาเทศน์ในคราวนั้นๆ2. การใส่หนังสือ นําหนังสือผูกเล็กที่แบ่งออก จากกัณฑ์ต่างๆ 13 กัณฑ์ไปนิมนต์พระเณรทั้งวัดในหมู่บ้านตนเองและจากวัด ในหมู่บ้าน อื่นที่อยู่

ใกล้เคียงให้มาเทศน์ โดยจะมีใบฎีกาบอกรายละเอียดวันเวลาเทศน์ ตลอดจนบอกเจ้าศรัทธา ผู้ที่จะเป็นเจ้าของกัณฑ์นั้นๆ ไว้ด้วย3. การจัดแบ่งเจ้าศรัทธา เพื่อพระเณรท่านเทศน์จบในแต่ละกัณฑ์ผู้เป็นเจ้าศรัทธาก็จะนําเครื่อง ปัจจัยไทยทานไปถวายตาม กัณฑ์ที่ตนเองรับผิด

ชอบ ชาวบ้านจะจัดแบ่งกันออกเป็นหมู่ๆ เพื่อรับเป็นเจ้าศรัทธากัณฑ์เทศร่วมกัน โดยจะต้องจัดหาที่พักข้าวปลา อาหารไว้คอยเลี้ยงต้อนรับญาติโยมที่ติดตามพระเณร จากหมู่บ้านอื่นเพื่อมาเทศน์ผะเหวดครั้งนี้ด้วย4. การเตรียมสถานที่พัก พวกชาวบ้านจะพากันทําความสะอาด

บริเวณวัดแล้วช่วยกัน “ปลูกผาม” หรือปะรําไว้รอบๆ บริเวณวัด เพื่อใช้ เป็นที่ต้องรับพระเณรและญาติโยมผู้ติดตามพระเณรจากหมู่บ้านอื่น ให้เป็นที่พักแรมและที่เลี้ยงข้าวปลาอาหาร5.

การจัดเครื่องกิริยาบูชาหรือเครื่องครุพัน ในการทําบุญผะเหวดนั้นชาวบ้านต้องเตรียม “เครื่องฮ้อยเครื่องพัน” หรือ “เครื่องบูชา คาถาพัน” ประกอบด้วยธูปหนึ่งพันดอก เทียนหนึ่งพันเล่มดอกบัวโป่ง (บัวหลวง) ดอกบัวแป้ (บัวผัน) ดอกบัวทอง (บัวสาย) ดอกผัก ตบและดอกก้าง

ของ (ดอกปีบ) อย่างละหนึ่งพันดอก เมี่ยง

หมากอย่างละหนึ่งพันคํา มวนยาดูดหนึ่งพันมวน ข้าวตอกใสกระทงหนึ่ง พันกระทง ธุงกระดาษ (ธงกระดาษ) หนึ่งพันธง6. การจัดเตรียม สถานที่ที่จะเอาบุญผะเหวด

6.1 บนศาลาโรงธรรม ตั้งธรรมมาสน์ไว้กลางศาลาโดยรอบนั้นจัดตั้ง “ธุงไซ” (ธงชัย) ไว้ ทั้งแปดทิศ และจุดที่ตั้ง “ธุงไซ” แต่ละต้นจะต้อง มี “เสดถะสัต” (เศวตฉัตร) “ผ่านตาเว็น” (บังสูรย์) และตะกร้าหนึ่งใบสําหรับใส่ข้าวพันก้อนพร้อมทั้ง “บั้งดอกไม้” สําหรับใส่ดอกไม้

แห่ง ซึ่งส่วนมากทําจาก ต้นโสนและใส้ “ธุงหัวคีบ” นอกจากนี้ที่บั้งดอกไม้ยังปีกนกปีกปลาซึ่งสานจากใบมะพร้าวหรือใบตาลไว้อีกจํานวน หนึ่งและตั้งโอ่งน้ำไว้ 5 โอ่ง รอบธรรมาสน์ซึ่งสมมติเป็นสระ 5 สระ ในหม้อน้ำใส่จอกแหน (แหนคือสาหร่าย) กุ้ง เหนี่ยว ปลา ปู หอย ปลูก

ต้นบัวในบ่อให้ใบบัวและดอกบัวลอยยิ่งดีรวมทั้งจะต้องจัดให้มีเครื่องสักการะบูชาคาถาพันและขันหมากเบ็งวางไว้ตามมุมธรรมาสน์ ณ จุดที่วางหม้อน้ำ ที่สําคัญบนศาลาโรงธรรมต้องตกแต่งให้มีสภาพคล้ายป่า โดยนําเอาต้นอ้อย ต้นกล้วย มามัดตามเสาทุกต้น และขึงด้าย สาย

สิญจน์รอบศาลา ทําราวไม้ไผ่สูงเหนือศรีษะประมาณหนึ่งศอกเพื่อเอาไว้เสียบดอกไม้แห่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ห้อยนก ปลาตะเพียน และใช้เมล็ดแห่งของฝากลิ้นฟ้า (เพกา) ร้อยด้วยเส้นด้ายยาวเป็นสายนําไปแขวนเป็นระยะ ๆ และถ้าหากดอกไม้แห่งอื่นไม้ได้ ก็จะใช้

เส้นด้ายชุบแป้งเป็ยกแล้วนําไปคลุกกับเมล็ดข้าวสาร ทําให้เมล็ดข้าวสารติดเส้นด้ายแล้วนําเส้นด้ายเหล่านั้นไปแขวนไว้แทน ด้านทิศตะวันออกของศาลาโรงธรรมต้องปลูก “หออุปคุต” โดยใช้ไม้ไผ่ทําเป็นเสาสี่ ต้นสูงเพียงตา หออุปคุตนี้เป็นสมมติว่าจะเชิญ พระอุปคุตมาประทับ

เพื่อปราบมารที่จะมาขัดขวางการทําบุญ ต้องจัดเครื่องใช้ของพระอุปคุตไว้ที่นี้ด้วย6.2 บริเวณรอบศาลาโรงธรรมก็ปัก “ธุงไซ” ขนาดใหญ่ 8 ซุง ปักไว้ตามทิศทั้งแปดซึ่งแต่ละ หลักธุงจะปัก “กรวยไม้ไผ่สําหรับใส่ข้าว พันก้อน” “เสดถะสัด” (เศวตฉัตร) “ผ่านตาเว็น” (บังสูรย์)

และ “ขันดอกไม้” เช่นเดียวกับบนศาลาโรงธรรม นอกจากนี้ก็ปักธุงช่อไว้ ณ จุดเเดียวกับที่ปัก “ธุงไซ” อีก ด้วยครั้งถึงเวลาประมาณ 14-15 นาฬิกาของมื้อโฮมหรือวันรวม ผู้เฒ่าผู้แก่

จะพากันนําเครื่องสักการะ บูชาประกอบด้วยขันห้าขน แปดบาตรจีวร ร่ม กระโถนกาน้ำ และไม้เท้าเหล็กไปเชิญพระอุปคุตซึ่งสมมติว่าท่านอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำอาจ เป็นบึง หนอง แม่น้ำ

อ่างเก็บน้ำ (ที่อยู่ใกล้วัด) เมื่อไปถึงผู้เป็นประธานจะตั้งนะโมขึ้น 3 จบ กล่าว “สัคเค” เชิญเทวดามาเป็นพยาน แล้วจึงกล่าว

หลังจากเชิญพระอุปคุตเสร็จแล้วก็ถึงพิธีแห่ผะเหวดเข้าเมืองซึ่งจะเป็นเวลาประมาณ 16.00-17.00 น. ของมื้อโฮมพิธีกรรมก่อนแห่เมื่อถึง เวลาแห่ผู้เป็น ประธานจะนําญาติโยม (ที่มาพร้อมกันในบริเวณชายปาที่ถูกสมมติให้เป็นป่าหิมพานต์) ไหว้พระรับศีลและฟังเทศน์
การเทศน์ ณ จุดนี้เป็นการเทศน์จบแล้วก็จะลั่นฆ้อง จัดขบวนแห่ผะเหวดเข้าเมือง เดินผ่านหมู่บ้านเข้าสู่วัด แล้วแห่เวียนขวา รอบศาลา โรงธรรมสามรอบ จากนั้นจึงนําพระพุทธรูปขึ้นตั้งไว้ในศาลาโรงธรรม ญาติโยมที่เก็บดอกไม้มาจากป่า เช่น ดอกพะยอม ดอกจิก (ดอก

เต็ง)ดอกฮัง (ดอกรัง) ดอกจาน ฯลฯ ก็จะนําดอกไม้ไปวางไว้ข้างๆ ธรรมาสน์ แล้วขึงผ้าผะเหวดรอบศาลาโรงธรรม หลังจาก แห่ผะเหวดเข้าเมืองแล้วญาติโยมจะพากันกลับบ้านเรือนของตน รับประทานอาหารเย็น พร้อมทั้งเลี้ยงดูญาติพี่น้องที่เดินทางมาร่วมทํา บุญเวลาประมาณ

หนึ่งทุ่มเศษ ๆ ทางวัดจะตี “กลองโฮม” เป็นสัญญาณบอกให้ ชาวบ้านรู้ว่าถึงเวลา “ลงวัด” ญาติโยมจะพากันมารวมกัน ที่ศาลาโรงธรรมพระภิกษุสงฆ์สวด พระปริตมงคลหลังจากสวดมนต์จบก็จะ “เทศน์มาไลย หมื่นมาไลยแสน” หลังจากฟังเทศน์จบก็จัดให้ มีมหรสพ เช่น

หมอลํา ภาพยนต์ให้ชมจนถึงสว่างเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันบุญผะเหวด ญาติโยมจะ นําข้าวเหนียวก้อนเล็ก ๆ ขนาด เท่าหัวแม่มือจํานวนหนึ่งพันก้อนซึ่งเท่ากับหนึ่งพระคาถา ใน

เรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก ใส่ถาดออกจากบ้านเรือน แห่จากหมู่บ้าน มาที่ศาลาโรงธรรมเวียน รอบศาลาโรงธรรมสามรอบ แล้วจึงนําข้าวพันก้อนไปใส่ไว้ในกรวยไม้ไผ่ที่หลักธุงไซทั้งแปดทิศและใส่ในตะกร้า ที่วางอยู่บนศาลาตามจุดที่มีธุงไซและเสดถะสัด เมื่อแห่ข้าวพันก้อน

เสร็จแล้วก็จะมีเทศน์สังกาศ คือ การเทศน์บอกปีศักราชเมื่อ จบสังกาศจะหยุดพัก ให้ญาติโยมกลับไปบ้านเรือน นําอาหารมาใส่บาตรจังหันหลังจากพระฉันจังหันแล้วก็จะเริ่มเทศน์ผะเหวด โดยเริ่ม จากกัณฑ์ทศพรไปจนถึงนครกัณฑ์รวม สิบสามกัณฑ์ ใช้เวลาตลอดทั้งวันจนถึงค่ํามี

ความเชื่อกันว่าหากใครฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดร จบผู้นั้นจะได้รับอานิสงส์มากพิธีกรรมขณะฟังเทศน์ ในการ ฟังเทศน์ “บุญผะเหวด” นั้นต้องมีทายกหรือทายิกา คอยปฏิบัติ

พิธีกรรม ขณะ ฟังเทศน์แต่ละกัณฑ์ โดยจุดธูปเทียน เพื่อบูชากัณฑ์นั้น ๆ ตามจํานวนคาถา ในแต่ละกัณฑ์ นอกจากนั้นต้องหว่านข้าวตอก ดอกไม้ ข้าวสาร และลั่นฆ้องชัย เมื่อเทศน์จบในแต่ละกัณฑ์ โดยผู้ทําหน้าที่ดังกล่าวนี้ต้องนั่งอยู่ประจํา ที่ตลอดเวลาที่เทศน์ ส่วนเครื่องฮ้อย

เครื่องพัน หรือเครื่องครุพันนั้นต้องตั้งบูชาไว้ตลอดงาน เมื่อเทศน์จบแล้วบางวัดก็นําเครื่องฮ้อย เครื่องพันใส่ไว้ใน ภาชนะที่สานด้วยดอกไม้ไผ่ มีลักษณะเหมือนกะออม

 

 

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม  อีกหนึ่งจังหวัดน่าเที่ยวในภาคอีสาน  ที่ตั้งของเมืองนี้ที่อยู่ติดริมฝั่งโขง ทำให้มีทัศนียภาพอันสวยงาม บรรยากาศแสนสงบผู้คนเป็นมิตร เหมาะสำหรับมาปล่อยกาย ปล่อยใจ ใช้ชีวิตแบบช้า ช้า เป็นดินแดนแห่งพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ นอกจากพระธาตุพนมปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองอันมีชื่อเสียงแล้ว  ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน   อีกทั้งยังมากด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่น่าเยี่ยมชม  จนทำให้ผู้คนต่างให้จำกัดความของนครพนมว่า ” เมืองแห่งความสุข ”  ที่ควรปักหมุดไว้ในแผนที่การเดินทาง มาถึงนครพนมแวะเที่ยวที่ไหนได้บ้าง จัดเต็มมาให้แล้วสำหรับที่เที่ยว กิน เด็ดๆของนครพนม

พระธาตุพนม ประดิษฐานอยู่ ในอำเภอธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร  เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของปีวอกและผู้ที่เกิดวันอาทิตย์   พระธาตุพนมไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนมเท่านั้นยังเป็นที่ เคารพของชาวไทยภาคอื่น ๆ และชาวลาวอีกด้วย ว่ากันว่า ถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง ถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและจะมีความเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม 1 ครั้ง ก็ถือ เป็นมงคลแก่ชีวิตแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม คลิ๊ก  พระธาตุพนม 

เมื่อมาสักการะพระธาตุพนมแล้ว แน่นอนต้องแวะมา พระธาตุเรณูนคร อีกหนึ่งพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชื่อ พระธาตุเรณูนคร ประดิษฐานอยู่วัดพระธาตุเรณู  องค์พระธาตุมีสีชมพูงดงามโดดเด่น  เป็นพระธาตุประจำวันจันทร์เชื่อกันว่าผู้ที่ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ ส่งผลให้มีวรรณะงดงาม ผุดผ่องดังแสงจันทร์ นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังประดิษฐานพระองค์แสน  เป็นพระพุทธรูปทองคำศิลปะแบบลาวปางสมาธิ พระคู่บ้านของอำเภอเรณูนคร มีพุทธ ลักษณะสวยงามมาก

มาถึงนครพนม อีกหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาด คือ  เข้าตัวเมืองนครพนม ชมบรรยากาศริมโขง ให้ผ่อนคลายสบายอารมณ์  นครพนมมีถนนที่ทอดยาวเรียบฝั่งแม่น้ำโขง ชื่อว่า ถนนสุนทรวิจิตร  ถนนเส้นนี้ได้จัดทำเป็นเส้นทางเดินและเส้นทางจักรยาน  บรรยากาศสุดชิล ลมพัดเย็นสบายโดยเฉพาะในฤดูหนาว อากาศเย็นราวกับเดินเที่ยวอยู่บนดอยในภาคเหนือ  เหมาะสำหรับมาเดินเล่นสูดบรรยากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าหรือยามเย็น  ฝั่งตรงข้ามของถนนสุนทรวิตร  คือ วิวทิวทัศน์ภูเขาหินปูนที่เรียงรายทางฝั่งลาว สวยสดงดงาม นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่ตั้งอยู่บริเวณเลียบโขงอีกหลายแห่ง ที่ไม่ควรพลาดแวะชม

พญาศรีสัตตนาคราช  แลนด์มาร์คของนครพนม ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บนลานศรีสัตตนาคราช ถนนสุนทรวิจิตร  เป็นองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน  พญาศรีสัตตนาคราช มีความเด่นสง่าเพราะมี 7 เศียร ลำตัวเดียว  ซึ่งต่างร่ำลือว่า หากใครมาขอพรหรือบนบานองค์พญาศรีสัตตนาคราช อาจสัมฤทธิ์ผลเพราะเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์  ทำให้บรรยากาศ บริเวณนี้คักคักไปด้วย ผู้คนแน่นขนัดจากทั่วสารทิศทุกวัน โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  สำหรับใครที่มาถึงนครพนมต้องไม่พลาดแวะมากราบไหว้ของพรองค์พญาศรีสัตตนาคราชเพื่อความเป็นสิริมงคล

ข้อมูลเพิ่มเติม  พญาศรีสัตตนาคราช

นครพนม มีมุมอาร์ตน่ารักผ่านภาพวาด Street art เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่ภาพ แต่ช่วยสร้างสีสันของการมาเที่ยว ชวนให้มาโพสต์ท่าถ่ายรูปชิค รวมทั้งยังมีภาพวาด และมุมคลาสสิคของความเป็นเมืองเก่า บนถนนสุนทรวิจิตร ถนนเลียบฝั่งโขง มีทั้ง หอนาฬิกาเวียดนามนุสรณ์ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญในบริเวณนี้ อาคารตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ ร้านอาหาร ร้านกาแฟดีไซน์ชิค คูล ที่เรียงรายทอดยาวเลียบชายโขง ให้แวะเวียนเที่ยวเล่นได้ตลอดทั้งวัน

ข้อมูลเพิ่มเติม   Street art  นครพนม

หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ สัญลักษณ์ อีกแห่งหนึ่งของนครพนม ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าบนถนนสุนทรวิจิตร ตัวอาคารถูกทาสีด้วยสีชมพูอ่อน หากใครมาตัวเมืองนครพนมต้องไม่พลาด หอนาฬิกาแห่งนี้ถูกสร้างโดยชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในนครพนม เพื่อเป็นที่ระลึกก่อนย้ายกลับเวียดนามตามท่านโฮจิมินห์ หลังชนะสงครามภายในประเทศ เมื่อครั้งฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามเดียนเบียนฟู  ชาวเวียดนามที่ลี้ภัยมาอาศัยในนครพนมได้ร่วมกันสร้างหอนาฬิกาขึ้นเพื่อระลึกถึงไมตรีจิตของคนไทย สร้างเมื่อ พ.ศ.2503 สูงประมาณ 50 เมตร จุดนี้เป็นเหมือนการขอบคุณคนไทยของชาวเวียดนามที่ได้สร้างขึ้น

พระธาตุนคร พระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดวันเสาร์ ประดิษฐานที่วัดมหาธาตุ ถ.สุนทรวิจิตร  บริเวณริมฝั่งโขง พระธาตุนคร มีลวดลายอันวิจิตรบรรจงตระการตา ลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปทรงตามแบบพระธาตุพนม  หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดนครพนม จึงไม่ควรพลาดที่จะไปกราบสักการะพระธาตุนคร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว คนใกล้ชิด อธิษฐานจิตให้ดำรงชีวิตอยู่ในความไม่ประมาท เร่งทำความดีเพื่อสะสมเป็นพลังบุญไว้แก่ตนเองในภายภาคหน้า

ข้อมูลเพิ่มเติม พระธาตุนคร 

สถานที่สำคัญอีกแห่งที่ถือเป็นเกียรติประวัติของนครพนม เพราะเคยเป็นสถานที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดนครพนม เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทอดพระเนตรงานประเพณีไหลเรือไฟเป็นครั้งแรก และประทับที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้  อาคารมีความสวยงามด้วยศิลปะโคโลเนียลแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้างจากฝรั่งเศส ช่วงสมัยสงครามอินโดจีน  ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดนครพนม ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

ข้อมูลเพิ่มเติม  พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม 

ตั้งอยู่บริเวณริมเแม่น้ำโขง เป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่สวยงาม ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1926 โดยบาทหลวงเอดัวร์ นำลาภ อธิการโบสถ์ วัดนักบุญอันนาหนองแสงนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน เช่น คนญวน คนไทย คนจีน คนลาวเป็นต้น วัดนักบุญอันนา สวยงามแปลกตา โบสถ์มีลักษณะเป็นหอคอยคู่ เป็นยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่า มองเห็นได้ในระยะไกล

ข้อมูลเพิ่มเติม วัดนักบุญอันนา 

สถานที่นี่ไม่ได้ตั้งอยู่ริมโขง  แต่ตั้งอยู่ในตัวเมืองไม่ไกลจากริมฝั่งโขงมากนัก  อยู่ภายในศาลากลางจังหวัดนครพนม มีความโดดเด่น  คือ อาคารเก่าแก่สีเหลืองสวยงามที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและยุโรปในรูปแบบเรอเนสซอง  สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕   หอสมุดแห่งนี้ เป็นแหล่งรวบรวมมรดกทางสติปัญญาของชาติที่อยู่ในรูปของหนังสือ สิ่งพิมพ์ โสตทัศนวัสดุ หนังสือภาษาโบราณ หนังสือตัวเขียน จารึก คัมภีร์ใบลาน หนังสือหายากที่ผลิตขึ้นในภูมิภาค

ข้อมูลและภาพเพิ่มเติม หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯนครพนม 

อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่บ้านหนอกจอก อำเภอเมือง  บนเนื้อที่ 7 ไร่ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ประธานโฮจิมินห์ ที่มาอาศัยอยู่บ้านนาจอก ในช่วงสงครามอินโดจีน เพื่อกอบกู้เอกราชจนสำเร็จ ภายในบริเวณอนุสรณ์สถานได้จัดสร้างอาคารสถาปัตยกรรมเวียดนามและไทยได้อย่างลงตัว ทั้งซุ้มประตู สระน้ำและสะพานข้ามไปยังอาคารรูปปั้นประธานโฮจิมินห์ ส่วนด้านหลังอาคารมีภูเขาจำลองตั้งตระหง่านอยู่ด้วย เป็นสถานที่สวยงามมาก  มีการจัดตกแต่งดูแลรักษาอย่างดี

ข้อมูลและภาพเพิ่มเติม  อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์

บ้านลุงโฮ หรือที่มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า บ้านท่านโฮจิมินห์  ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านนาจอก ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ที่ได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ที่ครั้งหนึ่งอดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโฮจิมินห์ได้เคยเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนามในช่วงระหว่างการทำสงคราม เพื่อเตรียมการปฏิวัติสู้กับประเทศฝรั่งเศส

ข้อมูลเพิ่มเติม บ้านลุงโฮ 

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3  สะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย (นครพนม) กับประเทศลาว(คำม่วน) พื้นที่ฝั่งไทยที่บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนมฝั่งลาวอยู่ที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน เป็นสะพานที่มีความสวยงามมากอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีวิวข้างหลังเป็นภาพภูเขาหินปูนของประเทศลาวลูกน้อยใหญ่ที่เรียงรายสลับซับซ้อน  บริเวณด้านล่างสะพานมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นสะพานได้จากข้างล่าง ตั้งอยู่ริมฝั่งโขงสามารถมาเดินเล่นพักผ่อนรับลมเย็น ที่พัดมาจากฝั่งลาว

ข้อมูลเพิ่มเติม สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 

คาเฟ่สุดเท่ชื่อดังแห่งนครพนม รายล้อมด้วยภูเขาต้นไม้ และสนามหญ้าสีเขียวสดใส ให้ฟีลเหมือนคาเฟ่ในเขาใหญ่ ตัวร้านสีดำทรงสามเหลี่ยมแบบโมเดิร์น ได้กลิ่นอายแบบบ้านนอร์ดิก ด้านหน้ามีป้ายสีเหลืองบอกทิศทางยังประเทศต่างๆ ได้ฟีลแบบเมืองนอกไปอีก  ส่วนพื้นที่ภายนอกตั้งอยู่ในสวนและสนามหญ้าสีเขียว ตกแต่งหลากหลายสไตล์ ทั้ง แบบแคมปิ้ง พร้อมมุมเก๋ให้ถ่ายรูปอีกหลายมุม บันไดสวรรค์สีขาว ซุ้มรังนก บ้านสวนหลังน้อย ซุ้มธงราว และชิงช้านั่งเล่น พร้อมเสิร์ฟกาแฟสดรสชาติเข้ม และเมนูเครื่องดื่มหวานเย็นหลากหลายเมนู รสชาติเยี่ยม พลาดไม่ได้ เมนูแนะนำ พิซซ่าโฮมเมดแบบอิตาลีแท้ๆ แป้งบางกรอบ จานโต หน้าแน่น ทานอิ่มจุใจ