คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬาใหม่ในโอลิมปิกเกมส์

มี 4 ชนิด กีฬา ใหม่ที่เพิ่งถูกจัดให้มีการแข่งขันใน  โอลิมปิกเกมส์  โตเกียว 2020 เป็นครั้งแรก โดย 3 ใน 4 ได้แก่ สเกตบอร์ด, โต้คลื่น และ ปีนเขา ล้วนผ่านตาแฟนกีฬาทั่วโลกกันไปแล้ว เหลือก็แต่ คาราเต้ ซึ่งจะมีการแข่งขันกันวันแรกในวันนี้ (5 สิงหาคม) โดยจะมีการชิงชัยกันทั้งสิ้น 8 เหรียญทอง

คาราเต้ เป็นกีฬาอีกชนิดที่ถูกจับตามองโดยแฟนกีฬาเจ้าภาพ เนื่องจากเป็นกีฬาที่ถูกคิดค้นขึ้นในญี่ปุ่น ผ่านศิลปะป้องกันตัวและสืบทอดกันมากกว่า 100 ปี นั่นทำให้การชิงชัยเหรียญรางวัลในมหกรรมกีฬาครั้งนี้ของคาราเต้เป็นที่น่าสนใจ และนี่คือสิ่งที่น่ารู้ก่อนไปดูคาราเต้กันในวันนี้ ที่ THE STANDARD เอามาฝากกัน

กีฬาที่มีประวัติศาสตร์

หากนับประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการแล้ว คาราเต้คือศิลปะการป้องกันตัวที่มีอายุไม่ยาวนานนัก เพราะหากนับตั้งแต่มีการจดบันทึกและมีหลักฐานอย่างชัดเจน คาราเต้เพิ่งมามีชื่ออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในช่วงร้อยกว่าปีก่อนนี้เอง และอย่างมากก็ไม่มีทางที่จะมีอายุถึง 200 ปีไปได้

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานอย่างไม่เป็นทางการหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้มีอายุนับพันปี รากของมันสามารถสืบย้อนไปถึงอินเดียโบราณ จีน และหมู่เกาะโอกินาวาของญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่มีใครสามารถมั่นใจว่าคาราเต้ถูกฝึกครั้งแรกเมื่อใด แต่หลักฐานต่างๆ ก็ทำให้เชื่อกันว่าศิลปะชนิดนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศิลปะการป้องกันตัวแบบจีนโบราณอย่างแน่นอน

โด่งดังไปทั่วโลก

เมื่อออกจากเกาะฤดูร้อนอย่างโอกินาวา คาราเต้ก็เป็นที่โด่งดังถึงขีดสุดจากการไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่องในฮอลลีวูด และบางเรื่องก็มีคำว่า ‘คาราเต้’ อยู่ในชื่อเรื่องด้วยซ้ำอย่าง ‘The Karate Kid’ และอีกหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วนที่มีศิลปะการต่อสู้อย่างคาราเต้เป็นส่วนหนึ่งในฉากแอ็กชัน

นั่นเองที่ทำให้คาราเต้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่หากพูดถึงในแง่ของกีฬา คาราเต้ถือเป็นกีฬาที่ไม่ได้มีคนเล่นมากมายนักถ้าเทียบกับกีฬาชนิดอื่น และเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทศิลปะการต่อสู้เหมือนกัน ชื่อชั้นของคาราเต้อาจจะยังเป็นรองเทควันโดอยู่เล็กน้อยในแง่การถูกยอมรับให้แข่งขันกันในสากล ซึ่งในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้นี่เองที่ญี่ปุ่นจะใช้เป็นโอกาสในการผลักดันคาราเต้ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น

3 หัวใจหลักรวมเป็น 1

คาราเต้ ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก 3 อย่างอย่าง คือ คิฮง (基本) คือท่าพื้นฐาน, คาตะ (型) ท่ารำ และ คุมิเตะ (組手) ท่าต่อสู้ โดยผู้ฝึกจะเริ่มทำการฝึกพื้นฐานตั้งแต่ท่ายืน, ท่าชก, ท่าปัดป้อง, ท่าเตะ และอื่นๆ ซึ่งท่าเหล่านี้คือ คิฮง และเมื่อนำท่าพื้นฐานมาเข้าคู่กันโดยให้มีฝ่ายที่รุก และฝ่ายที่รับก็จะกลายเป็นการต่อสู้เพื่อฝึกฝนทักษะคุมิเตะ ก่อนที่สุดท้ายจะการรวมท่าพื้นฐานต่างๆ มาร้อยเรียงเป็นเพลงมวยไว้รำเพื่อฝึกสมาธิกลายเป็น คาตะ

ทั้ง 3 องค์ประกอบที่ว่ามารวมเป็นหนึ่งจึงกายเป็นศิลปะการต่อสู้อย่างคาราเต้ โดยที่ปัจจุบันการแข่งขันของคาราเต้ก็จะเป็นการแข่งขันจากทักษะ 2 ใน 3 หัวใจหลักที่ว่ามาอย่างการแข่งขันที่มาต่อสู้กันอย่าง คุมิเตะ และการแข่งขันรายรำอย่าง คาตะ

การแข่งทั้ง 2 รูปแบบ

การแข่งขันคาราเต้ในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทเช่นกัน คือแบบ คุมิเตะ เป็นการจับคู่สู้โดยแบ่งรุ่นจากเพศและน้ำหนัก ซึ่งฝ่ายชายจะมี 3 รุ่น ได้แก่ ไม่เกิน 67 กิโลกรัม, ไม่เกิน 75 กิโลกรัม และ 75 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีรุ่น ไม่เกิน 55 กิโลกรัม, ไม่เกิน 61 กิโลกรัม และ 61 กิโลกรัมขึ้นไป

ซึ่งการแข่งขันก็คล้ายๆ เทควันโด ที่จะแข่งขันในพื้นที่จำกัด และแข่งขันกันทำคะแนน โดยคาราเต้ จะแข่งขันกันในพื้นที่ 8 x 8 เมตร เป็นระยะเวลา 3 นาที ใครทำได้ถึง 8 คะแนนก่อนจะชนะไป โดยเกณฑ์การทำคะแนนจะมี 3 ระดับคือ อิปปง (เตะใบหน้า, ศีรษะ, ช่วงบอล หรือซ้ำคู่แข่งที่ล้ม) ได้ 3 คะแนน, วาซาอาริ (เตะลำตัวคู่ต่อสู้) ได้ 2 คะแนน และ ยูโกะ (ต่อยหัวหรือลำตัว) ได้ 1 คะแนน

ขณะที่การแข่งขันอีกประเภทคือแบบ คาตะ โดยนักกีฬาจะร่ายรำเพลงมวยโดยลำพัง แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเชิงรุกและการป้องกัน โดยเลือกจาก 102 คาตะ หรือเทคนิคที่ผ่านการรับรองจากสหพันธ์คาราเต้โลก โดยผู้ตัดสินทั้ง 7 คนจะให้คะแนน 70 เปอร์เซ็นต์จากความสามารถทางเทคนิค ซึ่งรวมถึงสมาธิ การหายใจ จังหวะ และความถูกต้องของท่าท่าง ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักกีฬาในแง่ของความแข็งแกร่งและความเร็ว

ความภาคภูมิใจแห่งญี่ปุ่น

เรียว คิยูนะ แชมป์โลก 3 สมัยจากโอกินาวา จะแข่งขันในส่วนของคาตะชายในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ ซึ่งเขาอาจจะกลายเป็นชาวโอกินาวาคนแรกที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก ซึ่งแน่นอนว่ากีฬาดังกล่าวจะได้รับความสนใจอย่างมากในโตเกียวในสัปดาห์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย

นี่เป็นครั้งแรกที่คาราเต้จะได้มีการชิงชัยเหรียญทองโอลิมปิกกัน แม้ว่าจะมีการผลักดันกีฬาชนิดนี้กันมาอย่างยาวนาน โดยคาราเต้ชิงแชมป์โลก ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกที่โตเกียวในปี 1970 ปัจจุบันการชิงแชมป์โลกจะถูกจัดทุก 2 ปี แน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผลงานดีที่สุดในการแข่งขันรายการดังกล่าว และพวกเขาก็คงรอไม่ไหวแล้วที่จะประกาศศักดาเหนือกีฬาชนิดนี้ในโอลิมปิกครั้งนี้

ปารีส โอลิมปิก 2024

ปารีส โอลิมปิก 2024

ปารีส โอลิมปิก 2024

ปารีส โอลิมปิก 2024

เมื่อ โอลิมปิก โตเกียว 2020 ปิดฉากลงในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2021 ปารีสจะเป็นเมืองที่รับไม้ต่อในการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 33 หรือที่เรียกว่า โอลิมปิก ปารีส 2024  หรือ Paris 2024 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม-11 สิงหาคม ค.ศ. 2024 โดยเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพในมหกรรมกีฬาโลกของเมืองหลวงแห่งฝรั่งเศสอีกครั้งในรอบ 100 ปี

ปารีสเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1900 และครั้งที่สองเมื่อ ค.ศ.1924 จึงนับเป็นมหานครลำดับที่ 2 ต่อจากลอนดอนที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่ 3 (ลอนดอนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี ค.ศ.1908, 1948 และ 2012) โดยการจัดงานในปี ค.ศ.2024 จะเน้นเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและจำกัด โดยมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 10,500 คน (จาก 11,092 คนในโอลิมปิกโตเกียว 2020) และมี 32 ชนิดกีฬา 329 ประเภทการแข่งขัน (จาก 33 ชนิดกีฬา และ 339 ประเภทการแข่งขันในโตเกียว)

นอกจาก สเกตบอร์ด ปีนหน้าผา และกระดานโต้คลื่น 3 ชนิดกีฬาใหม่ที่บรรจุเพิ่มเข้ามาครั้งแรกในโอลิมปิกโตเกียว 2020 ที่ยังคงอยู่ในรายการแข่งขันของ โอลิมปิก ปารีส 2024 อีก 1 ชนิดกีฬาใหม่ที่ผู้ชมจะได้เห็นเป็นครั้งแรกในโอลิมปิกอีก 3 ปีข้างหน้าคือ การแข่งขัน เบรกแดนซ์

“เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” ซึ่งเป็นปรัชญาหลักแห่งชาติของฝรั่งเศสได้มีการสอดแทรกผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่นตราสัญลักษณ์ เหรียญรางวัล และจำนวนตัวเลขนักกีฬาหญิงที่เข้าร่วมแข่งขันซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่จำนวนนักกีฬาหญิงและชายมีสัดส่วนเท่ากันคือ 50:50 ทั้งนี้ทางเจ้าภาพยังพยายามลดการสร้างอาคารใหม่แบบถาวร และให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ดังเช่นที่โอลิมปิก โตเกียว 2020 ประสบความสำเร็จมาแล้วเรื่องการสร้างนวัตกรรมสังคมสีเขียว

Sarakadee Lite รวบรวมไฮไลต์ที่จะเกิดขึ้นในโอลิมปิกฤดูร้อนอีก 3 ปีข้างหน้าที่ปารีสซึ่งทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันยืนยันว่าพร้อมสุด ๆ

ตราสัญลักษณ์โอลิมปิก ปารีส 2024 : เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

คอนเซ็ปต์เรื่องความเสมอภาคฉายชัดในตราสัญลักษณ์ประจำการแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่การแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิกจะใช้ตราสัญลักษณ์เดียวกันโดยไม่แบ่งแยก องค์ประกอบหลักในการออกแบบประกอบด้วย 3 สิ่งคือ เหรียญทอง คบเพลิง และ มารีอานน์ (Marianne) สตรีผู้เป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพและเสมอภาคของฝรั่งเศส

เหรียญรางวัลโดย ฟิลิปป์ สตาร์ค : ชัยชนะเพื่อการแบ่งปัน

ขึ้นชื่อว่าเป็นผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ไอเดียสุดล้ำชาวฝรั่งเศส ฟิลิปป์ สตาร์ค (Philippe Starck) เหรียญรางวัลโอลิมปิก ปารีส 2024 ย่อมไม่ธรรมดา นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิกอีกเช่นกันที่เหรียญรางวัล 1 เหรียญสามารถแยกได้อิสระออกจากกันเป็น 4 เหรียญ โดยสตาร์คให้เหตุผลว่าเบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬามีมือที่มองไม่เห็นมากมายที่ช่วยผลักดันพวกเขาจนประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นเหรียญรางวัลจึงออกแบบมาเพื่อ “แบ่งปัน” โดยนักกีฬาสามารถส่งต่อความภูมิใจแห่งชัยชนะให้คนที่เขารักได้

“โดยปกติแล้วเหรียญรางวัลมักเป็นประจักษ์พยานบอกว่า ฉันทำได้ ฉันชนะแล้ว แต่ความจริงคือชัยชนะนั้นไม่ได้ได้มาโดยลำพังแต่เป็นเรื่องของทีมสปิริต ผมจึงอยากให้เหรียญรางวัลนี้สะท้อนเรื่องนี้ ถ้าผู้ชนะต้องการแบ่งปันช่วงเวลาสำคัญนี้เขาสามารถแบ่งเหรียญอีก 3 เหรียญให้คนอื่น ๆ ได้” สตาร์ค ผู้ซึ่งเคยออกแบบคบเพลิงสำหรับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 1992 ที่ฝรั่งเศสและเก้าอี้สุดฮิต Louis Ghost ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารออกแบบ Dezeen

สนามกีฬาที่เชื่อมโยงกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของกรุงปารีส เช่น หอไอเฟล (La Tour Eiffel) พระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) ปลาส เดอ ลา กงกอร์ด (Place de la Concorde) ถนนช็องเซลีเซ (Avenue des Champs-Élysées) และแม่น้ำแซน (La Seine) จะเป็นฉากหลังของสนามแข่งขันของโอลิมปิกและพาราลิมปิกที่จะถ่ายทอดไปทั่วโลกโดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศได้อย่างดี

ตามมาสเตอร์แพลนของโอลิมปิก ปารีส 2024 ที่ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิก Populous ร่วมกับบริษัทวิศวกรรม Egis สนามแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดซึ่งคาดว่าจะรองรับผู้ชมได้ถึง 12,000 คน จะสร้างขึ้นชั่วคราวบริเวณ ช็อง เดอ มาร์ส (Champ de Mars) สวนสาธารณะบริเวณฐานของหอไอเฟล ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นที่สังหารหมู่เมื่อค.ศ.1791 สืบเนื่องจากภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสและพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงหลบหนีจากการจองจำที่พระราชวังตุยเลอรี และทรงถูกจับอีกครั้งระหว่างหลบหนีไปถึงเมืองวาแรน (Varennes) ประชาชนหลายหมื่นคนได้มาชุมนุมกันที่ ช็อง เดอ มาร์ส เพื่อเรียกร้องให้มีการลงโทษพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แต่กองกำลังติดอาวุธฝ่ายนิยมเจ้าได้นำกำลังทหารเข้าปราบปราม มีการยิงปืนเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 50 คน

อารยสถาปัตย์และสัดส่วน 50:50 ของนักกีฬาชาย-หญิง

ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 กล่าวว่าหมู่บ้านนักกีฬาซึ่งตั้งอยู่บริเวณแซน-แซ็ง-เดอนี (Seine-Saint-Denis) ได้รับการออกแบบให้เป็นอารยสถาปัตย์ 100% โดยการปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ อาคารสถานที่ รวมถึงการคมนาคมขนส่ง สารสนเทศและการสื่อสาร และบริการต่าง ๆ ให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยหวังให้โครงการนี้เป็นตัวอย่างการดีไซน์แบบอารยสถาปัตย์ครบวงจรให้แก่โครงการอื่น ๆ ในฝรั่งเศส

 

อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

เจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020, นัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอล ยูโร ป้า ลีก, ฟอร์มูล่า วัน รายการ อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์, เทนนิสรายการบากู คัพ และยูโรเปี้ยน เกมส์ 2015 คือส่วนหนึ่งของการแข่งขันระดับนานาชาติ ที่อาเซอร์ไบจานรับทบาทเป็นผู้รับรองการแข่งขันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

Main Stand ชวนหาคำตอบว่า อาเซอร์ไบจาน ผลักดันประเทศ จนเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิดของโลกได้อย่างไร ? ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความเชื่อมโยงระหว่างกีฬาและการเมืองในประเทศ, อิทธิพลของสื่อโฆษณา และความทะเยอทะยานในการพาวงการกีฬาสู่เป้าหมายต่อไป

การสนับสนุนจากรัฐบาล

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาเซอร์ไบจานเป็นศูนย์กลางของกีฬาหลายชนิดเหมือนในปัจจุบัน เป็นเพราะวัฒนธรรมกีฬาฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติมาตั้งแต่อดีต ไล่ตั้งแต่ มวยปล้ำ, ยิงปืน, ฟันดาบ ไปจนถึง พุ่งแหลน ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญนำมาสู่การพัฒนาวงการกีฬาในประเทศ เนื่องจากผู้คนในชาติมองเห็นความสำคัญของการเล่นกีฬาในหลายแง่มุม

สำหรับชาวอาเซอร์ไบจาน กีฬา ไม่ใช่แค่กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้คนมีร่างกายสมบูรณ์ และสุขภาพแข็งแรง แต่การเล่นกีฬายังหมายถึงเกียรติยศ โดยเฉพาะการคว้าชัยชนะในระดับนานาชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความสำเร็จของชาติ ด้วยเหตุนี้ ชาวอาเซอร์ไบจานจะให้เกียรตินักกีฬาของชาติ และชื่นชมไปกับความสำเร็จของพวกเขา

เมื่อกีฬาเป็นหนึ่งในหนทางมอบความสุขแก่ผู้คนในชาติ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะผลักดันความสำคัญของวงการกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้น เคราะห์ดีที่อาเซอร์ไบจาน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตมากที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากพื้นที่ 2 ใน 3 ของประเทศ คือแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และ น้ำมัน รวมถึงการให้ความสำคัญแก่ธุรกิจท่องเที่ยว และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

การพัฒนาวงการกีฬาในอาเซอร์ไบจานจึงได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาล ซึ่งเริ่มมาจากวิสัยทัศน์ของ เฮย์ดาร์ อาลิเยฟ (Heydar Aliyev) ประธานาธิบดีของประเทศในช่วงปี 1993-2003 ที่ต้องการพัฒนาและผลักดันวงการกีฬา เพื่อเพิ่มชื่อเสียงของอาเซอร์ไบจานในเวทีโลก เขาจึงก่อตั้งกระทรวงเยาวชนและกีฬาแห่งสาธารณรัฐ เมื่อปี 1994 ก่อนที่ปี 1995 อาลิเยฟจะก่อตั้งมูลนิธิกีฬา พร้อมจัดตั้งกองทุนที่คอยสนับสนุนนักกีฬาในอาเซอร์ไบจาน ผ่านเงินส่วนตัวของประธานาธิบดี

เพื่อทำให้แน่ใจว่าการพัฒนากีฬาภายในประเทศจะเดินไปอย่างถูกต้อง เฮย์ดาร์ อาลิเยฟ จึงถูกรับเลือก (ความจริงคือแต่งตั้งตัวเอง) เป็นประธานคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิกแห่งอาเซอร์ไบจานในปี 1997 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันนักกีฬาอาเซอร์ไบจานสู่เวทีโลก เพราะในโอลิมปิก เกมส์ 2000 อาเซอร์ไบจานสามารถคว้า 2 เหรียญทองแรกกลับสู่ประเทศได้สำเร็จ

ไม่เพียงเท่านั้น อาเซอร์ไบจานยังบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับพลศึกษาและการกีฬา เพื่อปลูกฝังให้เด็กทุกคนเล่นกีฬาอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งเป็นรากฐานให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2001 เมื่ออาเซอร์ไบจานก่อตั้งกระทรวงเยาวชน กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เพื่อดูแลการพัฒนาประเทศสามแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างทั่วถึง

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงพอจะมองเห็นแล้วว่า เฮย์ดาร์ อาลิเยฟ คือผู้นำประเทศแนวทางเผด็จการ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของประเทศยุโรปตะวันออกหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และจะถูกปกครองภายใต้รัฐบาลเดียว โดยชาติตะวันตกมักล้อเลียนการปกครองในลักษณะนี้ว่า “นี่คือรัฐบาลของประเทศคุณ” (Your Country’s Government) หรือ “รัฐมาเฟีย” (Mafia State)

ยกระดับด้วยการโฆษณา

อาเซอร์ไบจาน เริ่มต้นนโยบายพัฒนากีฬาในประเทศ เนื่องจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของกีฬาโบราณ เช่น มวยปล้ำ หรือ ฟันดาบ แต่ทุกวันนี้ กีฬาที่ชาวอาเซอร์ไบจานให้ความสนใจมากที่สุดก็หนีไม่พ้น กีฬาฟุตบอล นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน ว่าจะพัฒนาวงการฟุตบอลในประเทศอย่างไรให้ทัดเทียมระดับโลก

นับแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ฟุตบอลจึงเป็นกีฬาอันดับหนึ่งที่อาเซอร์ไบจานให้ความสำคัญ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของฟุตบอลทุกระดับ ทั้ง ฟุตบอลชาย, ฟุตบอลหญิง และฟุตบอลเยาวชน แต่จนแล้วจนรอด อาเซอร์ไบจานก็ไม่สามารถเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลโลก และ ยูโรรอบสุดท้าย ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

หากจะนั่งรอแล้ววาดฝันว่า “สักวันเราจะไปบอลโลก” นั่นหมายความว่ารัฐบาลอาเซอร์ไบจานยอมรับกับความล้มเหลว ในการพัฒนาวงการฟุตบอลซึ่งยังไม่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม พวกเขาจึงต้องใช้ทางลัดที่จะพาชื่อของประเทศสู่สายตาแฟนลูกหนังทั่วโลก นั่นคือ “การโฆษณา”

การตัดสินใจครั้งนี้นำมาสู่ การสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกชุดแข่งขันของสโมสรฟุตบอล แอตเลติโก มาดริด โดยรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน ในช่วงปี 2012-2015 ภายใต้แคมเปญ “Azerbaijan Land of Fire” เป็นการโปรโมตประเทศ ด้วยการลงทุนครั้งใหญ่กับสโมสรดังจากประเทศสเปน

การสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกของ แอตเลติโก มาดริด ถือเป็นชัยชนะสองต่อของอาเซอร์ไบจาน เพราะนอกจากจะได้ยกระดับวงการกีฬาแล้ว ยังเป็นการโปรโมตธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไปพร้อมกัน ซึ่งแนวทางทั้งสองของประเทศอยู่ภายใต้การดูแลเรื่องเยาวชน กีฬา และการท่องเที่ยว ไปด้วยกัน และแสดงให้เห็นแล้วว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน

แต่ขึ้นชื่อว่าสปอนเซอร์คาดหน้าอกของสโมสรฟุตบอลระดับโลก นั่นหมายความว่า รัฐบาลอาเซอร์ไบจานต้องจ่ายเงินมหาศาลแก่ แอตเลติโก มาดริด มีรายงานออกมาว่า สัญญาฉบับแรกที่กินระยะเวลาหนึ่งปีครึ่ง อาเซอร์ไบจานจ่ายเงินให้กับสโมสรจากสเปน เป็นเงินถึง 12 ล้านยูโร หรือราว 460 ล้านบาท ก่อนต่อสัญญาออกไปอีกปีครึ่ง โดยไม่เปิดเผยมูลค่าแน่ชัด

รัฐบาลอาเซอร์ไบจานมองเห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากดีลนี้ เมื่อ แอตเลติโก มาดริด คว้าแชมป์ ลาลีกา ฤดูกาล 2013-14 และทะลุสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลเดียวกัน ส่งผลให้ชื่อประเทศอาเซอร์ไบจาน ถูกถ่ายทอดสู่สายตาแฟนบอล 380 ล้านคน จากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก

ทะเยอะทะยานสู่เป้าหมายต่อไป

การเติบโตในวงการฟุตบอลเป็นเพียงก้าวแรกของวงการกีฬาอาเซอร์ไบจาน ดั่งที่กล่าวไปแล้วว่า อาเซอร์ไบจานถูกมองเป็นเศรษฐีน้ำมันหน้าใหม่ในสายตาประชาคมโลก พวกเขาจึงต้องก้าวตามให้ทันเศรษฐีน้ำมันหน้าเก่าอย่าง ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ กาตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลกมาแล้วหลายรายการ

อาเซอร์ไบจาน เริ่มต้นความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันยูโรเปี้ยน เกมส์ ครั้งแรก เมื่อปี 2015 ซึ่งทางรัฐบาลมองว่า นี่จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพาอาเซอร์ไบจานไปสู่บทบาทเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในอนาคต นี่จึงเป็นเหตุผลที่สนามกีฬาประจำชาติใช้ชื่อว่า โอลิมปิก สเตเดียม

ความทะเยอทะยานนี้ นำมาสู่การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วประเทศ ในปี 2016 มีรายงานว่า อาเซอร์ไบจานเตรียมความพร้อมด้วยการสร้าง โอลิมปิก เซ็นเตอร์ 41 แห่งทั่วประเทศ และมีมากกว่า 10 แห่ง ที่กำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ “Azerbaijan 2020: Look into the future” ที่เป็นการพัฒนาวงการกีฬาระยะยาว ที่เริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่ปี 2014

ผลลัพธ์ที่ปรากฎออกมาในปัจจุบัน จึงไม่เกินความคาดหมาย สำหรับใครที่ติดตามความจริงจังในการยกระดับด้านกีฬาของอาเซอร์ไบจาน เพราะตลอดระหว่างทางที่ผ่านมาก่อนถึงเป้าหมายในปี 2020 อาเซอร์ไบจานประสบความสำเร็จจากการจัดการแข่งขันกีฬามากมายหลายรายการ

ทั้ง ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปี 2016, ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปี 2013, ยิมนาสติกลีลาชิงแชมป์ยุโรป เมื่อปี 2014, การแข่งขันเทนนิสรายการบากู คัพ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2011, ฟอร์มูล่า วัน รายการ อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ ตั้งแต่ปี 2016 (ในปีแรกใช้ชื่อว่า ยูโรเปี้ยน กรังด์ปรีซ์ ก่อนมาใช้ชื่อ อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ ตั้งแต่ปี 2017), รอบชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก 2019 และเจ้าภาพยูโรเปี้ยน ยูธ โอลิมปิก เฟสติวัล 2019

เมื่อปี 2020 มาถึง อาเซอร์ไบจานจึงกลายเป็นหนึ่งในสปอร์ตฮับแห่งยุโรปที่น่าจับตา แต่ความจริงแล้ว อาเซอร์ไบจานยังห่างไกลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะพวกเขาต้องการจะก้าวไปท้าชิงตำแหน่งเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ ให้ได้ภายในทศวรรษต่อไป แต่อาเซอร์ไบจานจะต้องรอถึงปี 2036 เป็นอย่างน้อย เพราะเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ 2024, 2028 และ 2032 ตกเป็นของกรุงปารีส, นครลอสแอนเจลิส และเมืองบริสเบน ไปแล้วตามลำดับ

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในปัจจุบันของอาเซอร์ไบจาน จากการรองรับการแข่งขันกีฬาระดับโลกหลายรายการ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยดึงดูดผู้คนนับล้านเข้ามาสู่ประเทศ ถือเป็นการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น

การผลักดันประเทศจนเป็นศูนย์กลางกีฬาของอาเซอร์ไบจาน จึงไม่ได้เกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองปี แต่มาจากการวางแผนอันยาวนานของรัฐบาล และงบประมาณมหาศาลที่ทุ่มลงไปนานกว่า 20 ปี ทั้งการพัฒนานักกีฬาระดับรากฐาน, สิ่งอำนวยความสะดวก และการโฆษณา

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ ที่ยังคงผลักดันให้อาเซอร์ไบจานพัฒนาวงการกีฬาในประเทศต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจหากในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เอ่ยชื่อ “บากูเกมส์” ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เพราะหลังจากนี้ อาเซอร์ไบจานจะทุ่มเทเต็มที่ เพื่อผลักดันตัวเองไปสู่ความสำเร็จที่วาดฝันไว้

Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

กีฬา ยกน้ำหนัก เป็นหนึ่งในชนิดกีฬาความหวังของกองเชียร์ชาวไทย ที่ชวดลงคว้าเหรียญรางวัลใน โอลิมปิก ครั้งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย หลังจากโดนลงโทษแบนห้ามร่วมทำการแข่งขัน ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม พาราลิมปิกเกมส์ ที่โตเกียว ก็ยังเป็นอีกครั้งที่เราได้มาลุ้นเหรียญรางวัลกันอย่างเต็มที่ หลังจากทัพนักกีฬาไทยได้เดินทางไปร่วมลงแข่งขันมากถึง 74 คน ซึ่งมากสุดเป็นประวัติการณ์ กอปรกับผลงานในพาราลิมปิกที่ริโอ ที่ทำได้อย่างละ 6 เหรียญทอง, เงิน และ ทองแดง จึงทำให้การตามเชียร์นักกีฬาในพาราลิมปิกหนนี้ เต็มไปด้วยความหวังอย่างพอควร

ซึ่งหนึ่งในกีฬาที่อาจสะดุดตาหลายๆคน ก็คือ “Powerlifting” ที่ไม่มีปรากฏในโอลิมปิก แต่โดยรวมแล้ว มันก็เหมือนกับเป็นกีฬาที่มาแทนที่ยกน้ำหนัก สำหรับผู้พิการเลยไม่ใช่หรือ?

วันนี้ Main Stand จะพามาทำความรู้จักกับชนิดกีฬาดังกล่าวให้มากขึ้นกัน

Powerlifting คืออะไร?

กีฬา Powerlifting แท้จริงแล้วสามารถลงทำการแข่งขันได้ทั้งสำหรับบุคคลทั่วไปและผู้พิการ ซึ่งโดยปกตินั้น จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ท่าหลัก ๆ นั่นคือท่า Back Squat, Bench Press, และท่า Deadlift ที่จะรวมน้ำหนักสูงสุดของแต่ละท่าเข้าด้วยกัน แล้วค่อยมาจัดลำดับตามน้ำหนักรวมที่ยกได้

และหากมองลึกลงไปอีก ในการจัดแข่ง Powerlifting นั้น จะมีการแบ่งชนิดของรายการแข่งออกเป็น 2 แบบย่อย ๆ นั่นคือแบบ Raw ที่นักกีฬาแต่ละคน จะถูกจำกัดอุปกรณ์ช่วยในการยก กับแบบ Equipped ที่สามารถใช้อุปกรณ์ช่วยได้อย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการแข่งขันในพาราลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ Powerlifting จะถูกนำมาแข่งขันแค่เฉพาะท่า Bench Press เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการให้นักกีฬานอนราบบนแผ่นรองรับที่ยกขึ้นมาจากพื้น แล้วค่อย ๆ ลดบาร์ที่ยกลงมาที่หน้าอก ค้างไว้แบบนิ่ง ๆ แล้วจึงค่อยยกกลับขึ้นไปแบบเหยียดแขนให้ตึง ก่อนที่กรรมการจะให้สัญญาณนำบาร์กลับเข้าแท่นวางในภายหลัง

ใน พาราลิมปิกเกมส์ ไม่ได้มีการจัดลำดับความบกพร่องทางร่างกายไว้ โดยจะนับจากน้ำหนักตัวของนักกีฬาเป็นหลัก และหากแขนของพวกเขาสามารถยืดตรงเพื่อแบกรับน้ำหนักของตัวบาร์ได้ ก็เพียงพอแล้วที่จะลงทำการแข่งขัน Powerlifting ในพาราลิมปิกเกมส์

ในการยกน้ำหนัแบบ powerlifting จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สนับสนุนที่เหมาะสม ได้แก่ เสื้อ กางเกงชั้นนอก ชุดสูท และบางครั้งก็ใช้ผ้าพันเข่าที่ทำจากวัสดุที่เก็บพลังงานที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งจะช่วยจะช่วยเพิ่มแรงให้กับการยกทั้งสามในการแข่งขันกีฬา บางสหพันธ์อนุญาตให้ใช้ผ้าพันเข่าได้บางชนิดเท่านั้น ในขณะที่บางสหพันธ์ที่ไม่ได้เข้มงวดมากนักเช่น GPA ในบางครั้งอาจเห็นนักกีฬาใช้มีการใช้สายรัดเพื่อช่วยในการยกในกรณีที่จับไม่ถนัด แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากองค์กรใดๆ ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ สายรัดเป็นอุปกรณ์เสริมเพียงตัวเดียวที่ได้รับอนุญาตจากสหพันธ์ในการแข่งขันแบบ Raw

ในการใช้อุปกรณ์ช่วยนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “Equipped” กับ “Un-Equipped” หรือ “Raw” โดยทั้งสองรูปแบบนี้จะมีการแข่งเพื่อบันทึกสถิติ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองอย่างนี้คือการบันทึกในท่า Squat กับ Bench การใช้อุปกรณ์จะช่วยให้ได้เปรียบอย่างมากในการแข่ง ซึ่งเห็นผลได้น้อยกว่าในกรณีของท่า Deadlift อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ที่สนับสนุนไม่ควรไปสับสนกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการยก เช่น Bench press กับ monolift stand ไม่นับเป็นอุปกรณ์สนับสนุน

หรืออีกอย่างคืออุปกรณ์ส่วนบุคคล เช่น เข็มขัดยกน้ำหนักที่อาจยกน้ำหนักได้มากขึ้นจริง แต่ด้วยกลไกอื่นที่ไม่ใช่การเก็บพลังงานไม่ถือให้เป็นอุปกรณ์สนับสนุน ชอล์กก็จัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันโดยทั่วไป เพื่อช่วยให้อุปกรณ์แห้งให้จับได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถทาชอล์กลงบนไหล่ หรือด้านหลังเพื่อไม่ให้ตัวเลื่อนไถลระหว่างการยกน้ำหนักด้วย

1.ยกแบบ Squat มีสองประเภทขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ “ขาตั้งทั่วไป” และ “ขาตั้งโมโนลิฟท์” ในกรณีที่มีการยกก่อนเรียกว่า “walked out squat” ในกรณีที่ยกหลังเรียกว่า “monolift squat” ซึ่งได้รับอนุญาตจากองค์กรส่วนใหญ่ ในขณะที่อีกแบบหนึ่งไม่ได้รับการอนุญาตจาก IPF, IPL และ WDFPF ลิฟท์จะเริ่มต้นด้วยการนำบาร์ที่มีน้ำหนักวางอยู่บนไหล่ของนักกีฬา เมื่อผู้กรรมการให้สัญญาณ นักกีฬาจะต้องเริ่มยกในขึ้นทันที แล้วนั่งย่อในท่า Squat ก่อนที่จะยกตัวขึ้นและนำบาร์กลับไปวางตำแหน่งเดิม

2.ยกแบบ Bench press เป็นการยกโดยให้นักกีฬานอนลงบนเตียงยกน้ำหนัก พร้อมกับบาร์ที่วางอยู่บนคานในดิ่ง โดยอยู่ในระดับสายตาของนักกีฬา ในระหว่างนี้ผู้ช่วยสามารถช่วยยกให้ออกมาจากคานได้ จากนั้นนักกีฬาจะต้องลดบาร์ให้มาถึงระดับอก ก่อนที่จะยกกลับขึ้นไปวางไว้บนแร็กเช่นเดิม นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามอีกหลายอย่าง เช่น ไม่ให้ขยับขาออกจากตำแหน่งเดิม หรือขยับร่างกายเกินความจำเป็น

3.ยกแบบ Deadlift ในการยกแบบนี้นักกีฬาจะต้องยกบาร์อยู่วางอยู่บนพื้น โดยจะต้องยกขึ้นในตำแหน่งท่ายืนตรง ให้ขาและหลังเป็นแนวเดียวกัน พร้อมกับยืดหน้าอกขึ้น ระหว่างนั้นต้องรอสัญญาณของกรรมการ เมื่อได้สัญญาณนักกีฬาถึงจะสามารถลดบาร์ลงสู่พื้นได้ การปล่อยบาร์จากมือทันทีถือเป็นการผิดกฎกติกา

ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

นอกเหนือจากท่าทางที่ใช้แล้ว สิ่งที่เราสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย คือความรวดเร็วในการยกของทั้งสองชนิดกีฬาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

นั่นเพราะในการยกน้ำหนัก ยิ่งนักกีฬาสามารถออกแรงยกจากพื้น เพื่อเหยียดขึ้นไปเหนือหัว หรือนำขึ้นมาที่หน้าอกได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งลดแรงที่จำเป็นต้องใช้ลงได้ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขายกน้ำหนักได้มากขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับ Powerlifiting การยกของพวกเขาจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ทั้งในจังหวะที่ยกน้ำหนักลง หรือดันขึ้นไปก็ตาม จากการที่นักกีฬาเหล่านี้ต้องใช้เพียงแค่กล้ามเนื้อส่วนบนในการแบกรับน้ำหนักของบาร์ แทนที่จะเป็นทุกส่วนของร่างกายเหมือนในกีฬายกน้ำหนัก

ทั้งนี้ แม้ทั้งคู่จะมีจุดประสงค์ในการยกน้ำหนักให้ได้มากที่สุดเหมือนกัน แต่นักกีฬาที่แข่งขันยกน้ำหนัก ก็จะมีขั้นตอนการฝึกซ้อมที่ไม่เหมือนกับฝั่งของ Powerlifting ทั้งจากการใช้กล้ามเนื้อที่ต่างกัน ไปจนถึงกฎเกณฑ์การตัดสิน ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยไม่เหมือนกัน

 

ทำไมว่ายน้ำทำเวลาเท่ากันได้แต่วิ่งแข่งต้องตัดสินเป็นวินาที

ทำไมว่ายน้ำทำเวลาเท่ากันได้แต่วิ่งแข่งต้องตัดสินเป็นวินาที

ทำไมว่ายน้ำทำเวลาเท่ากันได้แต่วิ่งแข่งต้องตัดสินเป็นวินาที

ทำไมว่ายน้ำทำเวลาเท่ากันได้แต่วิ่งแข่งต้องตัดสินเป็นวินาที

กล่าวถึงการแข่งขันกีฬาที่ตัดสินผลแพ้ชนะกันด้วยเวลา อย่าง กรีฑาประเภทลู่ และ ว่ายน้ำ ที่มักมีภาพจำที่แฟนกีฬาน่าจะเคยเห็นอยู่บ่อยครั้ง

กล่าวคือ กีฬาว่ายน้ำ มักจะมีการทำเวลาได้เท่ากัน จนเกิดเป็นเหรียญรางวัลร่วมอยู่เนือง ๆ ขณะที่การแข่งวิ่ง กลับต้องตัดสินกันในหลักเสี้ยววินาที จนถึงกับต้องตัดสินด้วยภาพถ่ายอยู่บ่อยครั้ง

แต่คุณ ๆ สงสัยกันบ้างไหมล่ะว่า ทำไมใน กีฬา ว่ายน้ำถึงสามารถเกิดการทำเวลาเท่ากันได้ แต่ในการวิ่งแข่งถึงได้ตัดสินกันระดับเสี้ยววินาที ?

พบคำตอบกับ Main Stand ได้ที่นี่

จับเวลากันอย่างไร ?

ทุกกีฬาที่ใช้เวลาเป็นเกณฑ์การตัดสิน แน่นอนว่าย่อมต้องมีนาฬิกาเป็นเครื่องมือสำคัญ ถึงกระนั้น ระบบการจับเวลาในการแข่งวิ่งและว่ายน้ำก็มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ โดยในที่นี้จะเปรียบเทียบกันระหว่างการวิ่งระยะสั้น ที่มีการตัดสินด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที กับการว่ายน้ำในสระขนาดมาตรฐาน (สระสั้น 25 เมตร สระยาว 50 เมตร) เป็นหลัก

เริ่มด้วยการ แข่งขัน วิ่ง ที่บล็อกสตาร์ต จะมีเซ็นเซอร์ที่คอยจับแรงกดติดอยู่บริเวณจุดวางเท้า รวมถึงมีลำโพง ซึ่งเชื่อมต่อกับปืนส่งสัญญาณออกตัว เมื่อกรรมการยิงปืนให้สัญญาณ เซ็นเซอร์ที่เท้าจะจับแรงกดจากการออกตัว แปลผลเป็นเวลาปฏิกิริยา (Reaction Time) โดยหากเวลาปฏิกิริยาเป็น 0.1 วินาที หรือน้อยกว่า จะถือว่าเป็น False Start ทันที ซึ่งกฎของการแข่งในยุคนี้คือ จะถูกตัดสิทธิ์สถานเดียว ไม่มีโอกาสแก้ตัวเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่เส้นชัย จะมีจุดปล่อยรังสีที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เพื่อใช้ในการวัดเวลาของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกล้องถ่ายภาพความเร็วสูง ทั้งบนอัฒจันทร์และเส้นชัย

โดยเมื่อนักกีฬาวิ่งผ่านเส้นชัย รังสีบนเส้นจะสามารถระบุเวลาที่ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนทำได้โดยคร่าว ๆ เพื่อแสดงเป็นเวลาอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนที่จะมีการนำภาพจากกล้อง ซึ่งถ่ายด้วยความเร็วถึง 2,000 ครั้งต่อวินาทีมาประกอบเพื่อหาเวลาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยจะยึดถือเวลาเมื่อส่วนหน้าอกของผู้เข้าแข่งขันถึงจุดเส้นชัยเป็นหลัก

ซึ่งการใช้ภาพถ่ายช่วยตัดสินนี้ มีมาอย่างยาวนาน โดยหลักฐานเก่าแก่สุดที่พบ เกิดขึ้นในการแข่งม้าที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1881 หรือก่อนที่โอลิมปิกสมัยใหม่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1896 เสียอีก

สำหรับการวิ่งระยะไกล ที่มีผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากนั้น จะมีระบบคลื่นสัญญาณวิทยุ หรือ RFID (Radio-frequency identification) มาใช้ โดยจะมีการติดแท็ก (Tag – แถบข้อมูล) ไว้ที่ Bib (เบอร์นักวิ่ง) หรือรองเท้าของนักวิ่ง โดยเมื่อสัญญาณวิทยุตรวจพบคลื่นสัญญาณของนักวิ่ง สัญญาณจะถูกส่งกลับพร้อมกับข้อมูลที่บันทึกไว้ในแท็ก

ความต่างที่เกิดตั้งแต่สร้างสนาม

กล่าวโดยสรุปแล้ว ระบบการจับเวลาของการแข่งขันวิ่งและว่ายน้ำ ก็ดูมีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ เกณฑ์ตัดสินผลแพ้ชนะ

เพราะสำหรับการแข่งว่ายน้ำ สามารถเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ทำเวลาเท่ากันได้ แต่กับการแข่งวิ่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? บางทีคำตอบนั้น อาจเริ่มต้นตั้งแต่การก่อสร้างสนามแข่งขันแล้ว

สระว่ายน้ำ ไม่ว่าจะมีรูปทรงใดหรือจะตั้งอยู่ที่ไหน จะเป็นที่บ้าน, ที่โรงแรม หรือสระว่ายน้ำสำหรับการแข่งขัน ก็ล้วนมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการเป็น “บ่อ” ที่กักเก็บน้ำไว้ข้างใน

และเพื่อกักเก็บน้ำให้อยู่ ไม่รั่วหายไป “คอนกรีต” จึงกลายเป็นวัสดุสำคัญที่ต้องใช้ในการก่อสร้าง ทว่าคอนกรีตเป็นวัสดุที่สามารถยืดตัวและหดตัวได้ เมื่อเจอกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป อีกทั้งในการก่อสร้างนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่การก่อสร้างจะออกมาเท่ากันเป๊ะ ๆ ทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นจากตัวโครงสร้างสระเอง, จากงานทาสี หรือแม้กระทั่งการติดตั้งระบบจับเวลา

ดังนั้น หากต้องการกำหนดระยะทางในการแข่งขันว่ายน้ำให้ได้เท่ากับเป๊ะ ๆ ทุกลู่ ตัวแปรที่ต้องนำมาควบคุมนั้นจึงมีมากจนเกินไป การกำหนดค่าความคลาดเคลื่อน แล้วใช้การวัดทศนิยมเพียงหลัก 0.01 หรือ 1/100 วินาที จึงเป็นอะไรที่สะดวกกว่ามาก

ซึ่งเรื่องนี้ ต่างจากการแข่งขันวิ่ง โดยเฉพาะในระยะสั้น ที่ระยะทางจะเท่ากันทุกลู่อยู่แล้ว ส่วนระยะกลางหรือไกล ก็มีการชดเชยระยะด้วยตำแหน่งออกสตาร์ตของแต่ละลู่ ที่เมื่อเข้าเส้นชัย ทุกคนจะวิ่งเป็นระยะทางที่เท่ากัน จึงทำให้สามารถจับเวลาได้ละเอียดด้วยขีดความสามารถของอุปกรณ์นั่นเอง

เมื่อเทคโนโลยีก็มีขีดจำกัด

จากที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า สามารถสรุปได้ว่า ข้อจำกัดของการสร้างสระว่ายน้ำ ตลอดจนตัวแปรต่าง ๆ ทางธรรมชาติ ทำให้การตัดสินเวลาในกีฬาว่ายน้ำถูกจำกัดอยู่แค่หลัก 0.01 หรือ 1/100 วินาที เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยาก ขณะที่ในการแข่งวิ่ง ตัวแปรดังกล่าวมีน้อยกว่า จึงสามารถตัดสินเวลาได้ถึงหลัก 0.001 หรือ 1/1,000 วินาที เลยทีเดียว

แต่หากถามว่า เคยมีการแข่งขันว่ายน้ำ ที่ผลแพ้ชนะตัดสินด้วยเวลาหลัก 1/1,000 วินาทีหรือไม่ ? คำตอบคือ มี

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก มิวนิก 1972 ที่ประเทศเยอรมนี ในรายการเดี่ยวผสม 400 เมตรชาย เมื่อ กุนนาร์ ลาร์สสัน (Gunnar Larsson) จากสวีเดน และ ทิม แมคคี (Tim McKee) จากสหรัฐอเมริกา ว่ายแตะขอบสระด้วยเวลา 4 นาที 31.98 วินาทีเท่ากัน

แทนที่จะมอบเหรียญทองร่วมกัน ฝ่ายจัดการแข่งขันตัดสินใจดูเวลาที่ทั้งคู่ทำได้เพิ่มเติม และใช้หลัก 0.001 หรือ 1/1,000 วินาที มาตัดสิน ผลปรากฏว่า ลาร์สสันทำเวลาในหลักทศนิยมได้ .981 ขณะที่แมคคีทำได้ .983 นักกีฬาจากสวีเดนจึงคว้าเหรียญทองไปครอง ด้วยเวลาที่ต่างกันเพียง 0.002 วินาทีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การตัดสินในครั้งนั้น นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เทคโนโลยีที่ใช้เป็นหลักฐานในการตัดสินเวลากีฬาว่ายน้ำ ไม่ได้มีความละเอียดเท่าการแข่งวิ่ง ที่สุดแล้ว การตัดสินเวลาในกีฬาว่ายน้ำจึงกลับมาว่ากันที่หลัก 0.01 หรือ 1/100 วินาที โดยหากมีใครทำเวลาได้เท่ากัน ให้ถือว่าคว้ารางวัลเดียวกัน

ถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถามแน่ว่า แล้วในการแข่งวิ่งล่ะ เคยมีบ้างไหมที่แม้แต่เทคโนโลยีซึ่งสามารถตัดสินได้ในระดับ 0.001 หรือ 1/1,000 วินาที กลับตัดสินหาผู้ชนะไม่ได้ ? คำตอบคือ … มีอีกเช่นกัน

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิง คัดเลือกตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกา ไปแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2012 ซึ่งจะคัด 3 อันดับที่ดีที่สุดในแต่ละรายการ และทำสถิติผ่านเกณฑ์ไปลงสนามจริงที่กรุงลอนดอน

ปัญหามาเกิดในการตัดสินอันดับ 3 เพราะในตอนแรก นาฬิกาจับเวลาระบุว่า เจเนบา ทาร์โมห์ (Jeneba Tarmoh) ทำเวลาได้ดีกว่า อลิสัน ฟีลิกซ์ (Allyson Felix) เพียง 0.001 วินาที แต่ในเวลาต่อมา เวลาอย่างเป็นทางการระบุว่า ทั้งสองคนวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 11.068 วินาทีเท่ากัน แถมคราวนี้ภาพถ่ายก็ไม่ช่วยอะไร เพราะส่วนหน้าอกของทั้งคู่ แตะเส้นชัยเท่ากันอีก

ด้วยเหตุที่น้อยครั้งมากที่เวลาในการแข่งวิ่งจะออกมาเท่ากันจะเกิดขึ้น ทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมง เพื่อหาแนวทางในการตัดสินชี้ขาด ก่อนได้ข้อสรุปว่า ให้นักกีฬาทั้ง 2 คนตกลงกันเอง โดยมี 2 ทางเลือก ระหว่างแข่งวิ่งกันอีกครั้ง หรือโยนเหรียญหัวก้อยเสี่ยงทาย หากตกลงกันได้ว่าจะใช้วิธีใดก็จะตัดสินด้วยวิธีนั้น หากตกลงกันไม่ได้ จะตัดสินด้วยการวิ่งใหม่ และจะไม่เลือกวิธีใดเลยก็ไม่ได้อีก

 

โตเกียว 2020 ทัวร์นาเมนต์สีเขียว

โตเกียว 2020 ทัวร์นาเมนต์สีเขียว

โตเกียว 2020 ทัวร์นาเมนต์สีเขียว

โตเกียว 2020 ทัวร์นาเมนต์สีเขียว

นี่คือมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นมิตรต่อโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ถูกยกมาเป็นประเด็นสำคัญในเวทีการประชุมระดับโลกหลายครั้ง เมื่อมันส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโลกสีน้ำเงินใบนี้

ล่าสุดคือการที่คลื่นความร้อนที่แผ่ไปทั่วทวีปยุโรป ได้ส่งผลทำให้น้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของโลก ละลายอย่างต่อเนื่อง จนมีน้ำถึง 197,000 ล้านตัน ไหลลงมหาสมุทรเฉพาะเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 0.28 มิลลิเมตร

และเพื่อไม่ให้โลกของเราต้องบอบช้ำไปกว่านี้ ในโอลิมปิก 2020 ที่โตเกียวจะได้เป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่ 2 พวกเขาได้สัญญาว่า ทัวร์นาเมนต์จะเป็นการแข่งขันที่รักษ์โลกที่สุด

ลดคาร์บอนเป็นศูนย์ 

ญี่ปุ่นมีปรัชญาในการทำงานที่เรียกว่า “ไคเซ็น” มันคือกลยุทธ์บริหารงานแบบชาวอาทิตย์อุทัย ที่เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่น ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กโทรนิกส์ในช่วงทศวรรษที่ 1970

หลักสำคัญของปรัชญาไคเซ็น คือการมีส่วนร่วมของทุกคน เพื่อปรับปรุงคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านสินค้าและการบริการ และแน่นอน สิ่งนี้ได้ฝังรากลึกอยู่ในความคิดของคนญี่ปุ่น

ในฐานะที่ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 2 พวกเขาจึงตั้งเป้าที่จะทำให้การแข่งขันครั้งนี้ ดีกว่าตอนที่ได้เป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 1964 และดีกว่าโอลิมปิกครั้งที่ผ่านมา และแนวคิดหลักสำหรับครั้งนี้คือการเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

“ด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การหยุดการปล่อยคาร์บอน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในระดับโลก” ยูกิ อาราตะ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาอย่างยั่งยืน โตเกียว 2020 กล่าวกับ Japan Times

“ข้อตกลงที่ปารีส มีเป้าหมายให้ลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2020 แต่เนื่องผู้คนยังอาศัยอยู่ในสังคมแบบใหม่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย สิ่งสำคัญคือเราสามารถตรวจสอบก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาได้ และหาทางเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดมัน” 

จากสถิติระบุว่าในการแข่งขัน โอลิมปิก 2012 ที่ลอนดอน มีการปล่อยคาร์บอน เป็นจำนวนถึง 3.45 ล้านตัน ส่วนโอลิมปิก 2016 ที่ริโอก็ไม่น้อยหน้า เมื่อมีคาร์บอนถูกปล่อยออกมาถึง 3.56 ล้านตัน และโอลิมปิกครั้งนี้คาดกันว่าจะมีคาร์บอนถูกปล่อยออกมา 3.01 ล้านตัน หากไม่มีมาตรการพิเศษสำหรับจัดการ

ซึ่งแผนดังกล่าวยังสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อของสหประชาติ ที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาต่างๆของโลก รวมไปถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

รายการนี้จึงมีแผนที่จะนำพลังงานทดแทนมาใช้อย่างเต็มตัว โดยจะใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในการแข่งขันและหมู่บ้านนักกีฬา

พวกเขายังได้สร้างถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนถนน และเคลือบด้วยยาง ที่ทำให้ถนนแห่งนี้สามารถใช้ในการสัญจรได้จริง แถมยังผลิตพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในการแข่งขันได้อีกด้วย

“เรามีแผนที่จะเพิ่มมาตรการประหยัดพลังงาน และวิธีลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการเตรียมสนามและในระหว่างเกมการแข่งขัน  จะใช้พลังงานทดแทนจากการลดการใช้นั้น” อาราตะเสริม

รัฐบาลกรุงโตเกียว ยังได้ร่วมกับฝ่ายจัดการแข่งขันให้เครดิตในโครงการ Cap-and-trade (การค้าขายโควต้าในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดโควต้าการปล่อยก๊าซของแต่ละโรงงาน หากโรงงานไหนไม่ถึงก็สามารถนำโควต้าไปขายได้) เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน

อย่างไรก็ดี ในการแข่งขันกีฬามักจะมีนักกีฬา สต๊าฟโค้ช และเจ้าหน้าที่นับพัน รวมไปถึงกองเชียร์อีกนับล้านคน ที่เดินทางมาชมการแข่งขัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนในระหว่างทัวร์นาเมนต์

เหรียญรางวัลจากขยะรีไซเคิล 

ปฎิเสธไม่ได้ว่าเหรียญรางวัล คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิก ซึ่งตามธรรมเนียมจะมอบให้กับผู้ชนะเลิศ รองชนะเลิศ และอันดับ 3 ซึ่งในการแข่งขันแต่ละครั้ง เจ้าภาพจำเป็นต้องผลิตเหรียญมากกว่า 5,000 เหรียญ เพื่อมอบให้กับนักกีฬา

ในขณะเดียวกันโลกก็กำลังมีปัญหาขยะอิเล็กโทรนิกส์ล้นที่เก็บ จากข้อมูลของกรีนพีชยังระบุว่าภายในปี 2021 โลกจะมีขยะอิเล็กโทรนิกส์สูงถึง 52.2 ล้านตัน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย จากสารเคมีที่เป็นพิษที่ลอยไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ทำให้ในการแข่งขันครั้งนี้ผู้จัดงานเลือกที่จะใช้วิธียิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ด้วยการนำขยะอิเล็กโทรนิกส์มารีไซเคิล เป็นเหรียญรางวัล ที่ได้ทั้งการลดขยะ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมไปพร้อมกัน

“ไอเดียการใช้โลหะรีไซเคิลมาทำเป็นเหรียญรางวัล เคยถูกใช้มาก่อนในอดีต แต่โครงการนี้จะทำให้โตเกียว 2020 เป็นโอลิมปิก และพาราลิมปิก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการรวบรวมวัสดุอิเล็กโทรนิกส์ เพื่อนำมาทำเป็นเหรียญรางวัล และผลิตเหรียญจากทองสกัด” เว็บไซต์ โตเกียว 2020 ระบุ

เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม พวกเขาได้ตั้งกล่องรับบริจาค อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ ที่รับทั้งโทรศัพท์แบบฝาพับ สมาร์ทโฟน กล้องดิจิตอล แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ไว้ตามจุดต่างๆทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2017

“โครงการนี้จะทำให้ชาวญี่ปุ่น มีส่วนร่วมในการสร้างเหรียญรางวัลจริงๆ” โคจิ มุโรฟุชิ ผู้อำนวยการกีฬา โอลิมปิก 2020 กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อปี 2017

“ทรัพยากรบนโลกของเรากำลังมีอย่างจำกัด การรีไซเคิล เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราคิดถึงสิ่งแวดล้อม” 

“การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการนี้ จะทำให้พวกเขาตระหนักถึงปัญหาการหมุนเวียนทรัพยากร ที่ส่งผลกระทบต่อพวกเขา ที่ทำอะไรกับมัน” อาราตะอธิบายเสริม

หลังจากปิดรับไปเมื่อเดือนมีนาคม 2019 พวกเขาสามารถรวบรวมโทรศัพท์มือถือได้ถึง 6.2 ล้านเครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ 79,000 ตัน ซึ่งสามารถสกัดทองออกมาได้ถึง 32 กิโลกรัม, เงิน 4,100 กิโลกรัม และทองแดงอีก 2,700 กิโลกรัม

ไม่เพียงแต่เหรียญรางวัลเท่านั้น ที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิล เมื่อชุดแข่งอย่างเป็นทางการของนักกีฬาทีมชาติญี่ปุ่นในการแข่งขันครั้งนี้ ก็จะทำมาจากเสื้อเก่าที่เปิดรับบริจาคจากทั่วประเทศเช่นกัน

โอลิมปิกที่ยั่งยืน 

หลายครั้ง ที่เรามักจะได้ข่าวสนามกีฬาถูกทิ้งร้าง หลังการแข่งขันโอลิมปิก ไม่ว่าจะเป็นที่กรีซในปี 2004 หรือล่าสุดที่บราซิลเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา แต่การแข่งขันครั้งนี้ ญี่ปุ่นตั้งเป้าไม่ให้เกิดกรณีอย่างที่ผ่านมา

อันที่จริงญี่ปุ่น ก็พิสูจน์ให้เห็นตั้งแต่ครั้งที่แล้ว เมื่อสนามกีฬาที่ใช้ในการแข่งขันเมื่อปี 1964 บางสนาม ยังคงถูกใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น โยโยงิ สเตเดียม, นิปปอน บูโดคัง หรือสนามกีฬาในร่มโตเกียว

“สนามโยโยงิ สเตเดียม คือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมสำหรับคำสัญญาของเราในการสร้างมรดกตั้งแต่ปี 1964” มาซาโอะ มิสุโนะ ซีอีโอเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก 2020 กล่าว

“หลังจากเกือบครึ่งศตวรรษ มันยังคงเป็นสนามที่ยอดเยี่ยมที่รวมวัฒนธรรมการออกแบบแบบญี่ปุ่นเข้ากับนวัตกรรมที่เป็นไปได้ในอนาคต”

อย่างไรก็ดี พวกเขายังถูกคาดหวังว่าโอลิมปิกครั้งนี้ จะเป็นโอลิมปิกที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับกรณีที่กรีซหรือบราซิล ทำให้ญี่ปุ่น ลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจจากการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ด้วยการสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทำให้โอลิมปิก 2020 ที่จะมีทั้งหมด 43 สนาม เป็นสนามที่สร้างขึ้นมาใหม่เพียง 8 สนาม และอีก 10 สนามเป็นสนามชั่วคราว โดยส่วนใหญ่ จะมีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งมีระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุม

พวกเขายืนยันว่าสนามเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ในการแข่งขัน จะลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 80,000 ตันเมื่อเทียบกับสนามเดิมอีกด้วย รวมไปถึงวางแผนที่จะเช่าอุปกรณ์กีฬาแทนการซื้อใหม่ เพื่อลดจำนวนขยะ

หลังการแข่งขัน ญี่ปุ่นก็ได้เตรียมรับมือกับเรื่องนี้ไว้แล้ว พวกเขาตั้งเป้าที่จะให้โอลิมปิก สเตเดียม แห่งใหม่ และสนามกีฬาถาวรที่สร้างขึ้น กลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกของชุมชน ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง และกลายเป็นมรดกสำหรับลูกหลานในอนาคต เหมือนกับสมัยโอลิมปิก 1964

ญี่ปุ่น วางแผนที่จะใช้โอลิมปิก 2020 เป็นการทดสอบแผนระยะยาวของญี่ปุ่น ในเป้าหมายทำให้สังคมรู้จักกับ “พลังงานไฮโดรเจน” ที่แม้ว่าจะยังมีราคาแพง แต่ก็เป็นพลังงานสะอาด ที่จะเป็นพลังงานแห่งอนาคต

“ไฮโดรเจนไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงแค่พลังงานและการขนส่งเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ในอุตสาหกรรมอีกมากมาย รวมไปถึงการให้ความร้อน” อาราตะกล่าว

“มันจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรา ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะขนส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่โดยใช้รถพลังงานไฮโดรเจนได้อย่างไร” 

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 365 วัน การแข่งขันโอลิมปิกครั้งที่ 2 บนแดนอาทิตย์อุทัย ก็จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ นอกจากการแข่งขันในสนาม เชื่อว่าหลายคนต่างรอคอยที่จะเฝ้าชมวิธีการจัดการแบบญี่ปุ่น

หากพวกเขาทำได้สำเร็จ มันจะเป็นการแข่งขันที่เป็นต้นแบบสำหรับการแข่งขันกีฬาอื่นๆ ที่จะไม่ทำให้โลกบอบช้ำไปมากกว่านี้

นักกีฬาโอลิมปิก ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องมาลงแข่งขันพาราลิมปิก

นักกีฬาโอลิมปิก ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องมาลงแข่งขันพาราลิมปิก

นักกีฬาโอลิมปิก ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องมาลงแข่งขันพาราลิมปิก

นักกีฬาโอลิมปิก ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องมาลงแข่งขันพาราลิมปิก

เราอาจเคยเห็นนักกีฬาจากการแข่งขัน พาราลิมปิก ได้พัฒนาความสามารถของตนเอง จนขึ้นไปทัดเทียมกับผู้เล่นทั่วไป และมีโอกาสได้เข้าร่วมพิสูจน์ฝีมือกับนักกีฬาระดับ โอลิมปิก มาแล้ว

แต่ในเวลาเดียวกัน โชคชะตาก็ไม่ได้เป็นมิตรขนาดนั้น เพราะกับนักกีฬาปกติในระดับโอลิมปิก ก็อาจพบว่าชีวิตของตนต้องเปลี่ยนผันไปตลอดกาล ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุ หรือสภาพโดยกำเนิดของร่างกาย ที่พร้อมจะพุ่งเข้ามาสู่ชีวิตได้โดยไม่ได้เลือกวันหรือเวลาอันเหมาะสมเลย

กับบางคน พวกเขาอาจยอมแพ้ให้กับโชคชะตา แต่บุคคลดังต่อไปนี้ คือผู้ที่ไม่ยอมแพ้ให้กับความไม่สมบูรณ์ทางร่างกาย และต่อสู้ทุกวิถีทาง เพื่อให้สามารถกลับมาลงเล่นในกีฬาที่ตัวเองรักได้อีกครั้ง

พาล แซคเคเรส (Pál Szekeres) – ฟันดาบ – ฮังการี

โอลิมปิก 1988 (1 ทองแดง) / พาราลิมปิก 1992-2012 (3 ทอง, 3 ทองแดง)

แซคเคเรส เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในปี 1988 ในกีฬาฟันดาบชนิดฟอยล์ ทั้งแบบเดี่ยวและทีม ซึ่งเจ้าตัวสามารถคว้าเหรียญทองแดงมาได้ ในการแข่งขันประเภททีม หลังจากเอาชนะเยอรมนีตะวันออกได้ ในรอบชิงที่ 3 ด้วยคะแนน 9-5

อย่างไรก็ตาม ในปี 1991 แซคเคเรส ต้องมาประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง จนต้องนั่งรถวีลแชร์ไปตลอดชีวิต และจำเป็นต้องผันตัวมาแข่งกีฬาฟันดาบในพาราลิมปิกแทน

ซึ่งนั่นทำให้เจ้าตัวคว้าเหรียญทองในกีฬาฟันดาบได้ถึง 3 เหรียญ ในปี 1992 และ 1996 รวมทั้งยังเก็บเหรียญทองแดงในการแข่งขันพาราลิมปิกปี 2000, 2004, และ 2008 มาได้อีกด้วย จนกลายเป็นนักกีฬาคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่คว้าเหรียญรางวัลได้ทั้งในโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกม

อัสซุนตา เลกนันเต (Assunta Legnante) – กรีฑา (ทุ่มน้ำหนัก) – อิตาลี

โอลิมปิก 2008 / พาราลิมปิก 2012-2020 (2 ทอง)

ชื่อของ เลกนันเต อาจไม่ได้เป็นที่คุ้นหูมากนัก แต่ผลงานของเธอนั้น ก็ดีพอที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกทั้งในปี 2004 และ 2008 ทว่าต้องมาพลาดการเดินทางไปร่วมแข่งที่ประเทศกรีซ เนื่องจากค่าความดันในลูกตาสูงเกินกว่าปกติ ก่อนจะทำผลงานจบในอันดับ 19 ที่ปักกิ่ง จนพลาดการเข้าไปเล่นรอบชิงเหรียญรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ด้วยอาการต้อหินตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้สายตาด้านขวาของเธอค่อย ๆ แย่ลง จนสูญเสียการมองเห็นไปในปี 2009 ส่วนด้านตาซ้ายของเธอ ก็ประสบชะตากรรมที่ไม่ต่างกันมากนัก และแม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่ เลกนันเต ก็ทำได้แค่รับรู้แสงด้วยตาซ้ายเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ตาขวาของเธอนั้นบอดสนิท

นั่นจึงทำให้เธอผันตัวมาเข้าแข่งขันในพาราลิมปิกตั้งแต่ปี 2012 และคว้าเหรียญทองในรายการทุ่มน้ำหนักหญิง ประเภท F11 ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้พิการด้านการมองเห็น ได้ถึง 2 ครั้งด้วยกัน รวมทั้งยังเป็นเจ้าของสถิติโลกที่ระยะ 16.74 เมตรอีกด้วย ซึ่ง เลกนันเต ก็มีชื่อเข้าร่วมเดินทางมาป้องกันแชมป์ ในพาราลิมปิกที่โตเกียวด้วยเช่นกัน

เพโพ พุช (Pepo Puch) – ขี่ม้า – ฮังการี (โอลิมปิก) ออสเตรีย (พาราลิมปิก)

โอลิมปิก 2004 / พาราลิมปิก 2012-2020 (2 ทอง, 1 เงิน, 1 ทองแดง)

พุช เริ่มขี่ม้าตั้งแต่มีอายุได้ 15 ปี ก่อนจะพัฒนาฝีมือตัวเองขึ้นมา จนได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2004 ในประเภท Individual Eventing ซึ่งเป็นรายการเดียวกันกับที่ “ปูไข่” – พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ นักขี่ม้าคนแรกในโอลิมปิกของไทย ได้เข้าร่วมการแข่งขัน

แต่ด้วยอุบัติเหตุระหว่างการขี่ม้าในปี 2008 ที่ทำให้เจ้าตัวเป็นอัมพาตในครึ่งล่างของร่างกาย พุช จึงตัดสินใจฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ด้วยการขึ้นขี่ม้าอีกครั้ง ในการแข่งขันพาราลิมปิก ที่เจ้าตัวเก็บเหรียญทองได้ทั้งเมื่อปี 2012 และ 2016 พร้อมกับเหรียญเงินและเหรียญทองแดงอีกอย่างละเหรียญ จากการลงแข่งประเภท Freestyle และ Individual

แม้จะมีอายุ 55 ปีแล้ว แต่ พุช ก็ยังผ่านการคัดเลือกมาป้องกันแชมป์ของเขา ในพาราลิมปิก 2020 ที่โตเกียวครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

อิลเคอ วีลุดดา (Ilke Wyludda) – กรีฑา (ขว้างจักร, ทุ่มน้ำหนัก) – เยอรมันตะวันออก, เยอรมนี

โอลิมปิก 1992-2000 (1 ทอง) / พาราลิมปิก 2012

วีลุดดา คือดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุค ตั้งแต่เมื่อครั้งลงเล่นให้ทีมชาติเยอรมันตะวันออก ด้วยการทำสถิติโลกในประเภทเยาวชน ก่อนที่จะทำลายสถิติของตัวเองได้มากถึง 11 ครั้งด้วยกัน ก่อนจะไต่เต้าขึ้นมาคว้าเหรียญทองขว้างจักรหญิงในโอลิมปิกปี 1996 ด้วยระยะทาง 69.66 เมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะที่รักษาอาการบาดเจ็บในปี 1997 เธอได้ประสบปัญหาติดเชื้อในกระแสเลือด จนทำให้ต้องถูกตัดขาขวาไปในปี 2010 ก่อนที่ วีลุดดา จะกลับเข้าสู่การแข่งขันกีฬาอีกครั้ง ในรอบหนึ่งทศวรรษกว่า ๆ ด้วยการร่วมแข่งขันในพาราลิมปิกปี 2012 ที่ลอนดอน ก่อนจะจบด้วยอันดับ 9 ในประเภทขว้างจักร กับอันดับ 5 ในประเภททุ่มน้ำหนัก

น่าเสียดายที่อดีตเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกรายนี้ ไม่ได้มีโอกาสกลับมาลุ้นเหรียญรางวัลในพาราลิมปิกอีกเลย แต่อย่างน้อยในปีนั้น เธอได้รับเหรียญเงินในรายการชิงแชมป์โลกเมื่อปี 2015 มาครอง เมื่อเจ้าของแชมป์โลกจากบัลแกเรีย ได้ถูกริบเหรียญไป จากการถูกตรวจพบสารกระตุ้นย้อนหลัง ซึ่งทำให้ วีลุดดา ได้เลื่อนจากอันดับ 3 ขึ้นเป็นที่ 2 แทน

ซานดรา เพาวิค (Sandra Paović) – เทเบิลเทนนิส – โครเอเชีย

โอลิมปิก 2008 / พาราลิมปิก 2016 (1 ทอง)

เพาวิค เริ่มเส้นทางการเป็นนักเทเบิลเทนนิส ด้วยการคว้าแชมป์รายการเยาวชนยุโรป ในวัยเพียง 14 ปีเท่านั้น ก่อนจะขึ้นมาติดทีมชาติโครเอเชีย ในชุดลุยศึกโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ทั้งในประเภทเดี่ยวและทีม ซึ่งแม้ว่าเธอจะไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ (ที่ 1-3 ตกเป็นของจีนทั้งหมด) แต่ก็เพียงพอต่อการก้าวขึ้นมาติด 1 ใน 50 อันดับแรกของโลก

ทว่าโชคชะตาของเธอกลับต้องพลิกผันไปตลอดกาล เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2009 เพาวิค ประสบอุบัติเหตุรถชนขณะที่กำลังเดินทางไปสนามบินที่ปารีส จนทำให้เกิดปัญหากับกระดูกสันหลังของเธออย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อการก้าวเดิน และใช้งานขาของเธอในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม เพาวิค ก็ไม่ปล่อยให้อาการบาดเจ็บมาเป็นอุปสรรคต่อการก้าวเดินตามฝันของเธอ ด้วยการกลับมาเล่นเทเบิลเทนนิสอีกครั้งในปี 2013 และได้ก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกในคลาส C6 เมื่อปี 2014 และคว้าเหรียญทองพาราลิมปิกเกมที่ริโอ ในปี 2016 ด้วยการเอาชนะคู่แข่งจากเยอรมนีไปได้ 3-0 เกม

เพาวิค ขึ้นไปรั้งอันดับ 1 ของโลก หลังจากจบการแข่งขันที่ริโอ และไม่เคยหล่นลงมาต่ำกว่าอันดับ 2 เลยแม้แต่ครั้งเดียว นับตั้งแต่เข้าร่วมการแข่งขันสำหรับผู้บกพร่องทางร่างกาย ก่อนจะประกาศเลิกเล่นไปในปี 2017 ที่ผ่านมา

การเป็นนักกีฬาโอลิมปิกได้นั้น ก็เป็นสิ่งที่ยากและท้าทายมากพออยู่แล้ว แต่เมื่อต้องประสบปัญหาในชีวิต ที่มีผลกระทบกับทั้งร่างกายและจิตใจในระดับนี้ แต่ยังคงกลับมาลงแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ต่างไปจากเดิม เป็นสิ่งที่น่านับถือและยกย่องมาก ๆ กับบรรดาผู้เล่นระดับโอลิมปิก ที่ต้องเปลี่ยนสถานะมาลงแข่งขันในพาราลิมปิกแทน จากโชคชะตาอันไม่เป็นใจ

 

สงสัยกันไหมทำไมนักกีฬาจึงเดินกันได้อิสระ

สงสัยกันไหมทำไมนักกีฬาจึงเดินกันได้อิสระ

สงสัยกันไหมทำไมนักกีฬาจึงเดินกันได้อิสระ

สงสัยกันไหมทำไมนักกีฬาจึงเดินกันได้อิสระ

มหกรรม โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ปิดฉากลงไปแล้ว ท่ามกลางความตื่นตาตื่นใจของผู้คนกับการแสดงและการส่งไม้ต่อให้กับเจ้าภาพครั้งต่อไปอย่างประเทศ ฝรั่งเศส ที่จะมีขึ้นที่กรุงปารีส ปี 2024

แต่หากใครสังเกตจะพบว่าช่วงเวลาที่นักกีฬาแต่ละชาติเดินขบวนเข้าสู่สนามนั้น แตกต่างจากตอนพิธีเปิดอย่างชัดเจน ต่างคนต่างเดินเข้ามากันอย่างอิสระไม่เรียงแถวตามประเทศ ถ่ายรูป พูดคุย ทักทายกับนักกีฬาชาติอื่น ๆ อย่างไม่เป็นพิธีรีตรอง จนดูเหมือนไม่ค่อยเป็นระเบียบมากนัก

แต่แท้จริงแล้วการปล่อยให้นักกีฬาเดินเข้าสนามแบบนี้นั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าภาพที่เห็น

เรื่องนี้มีสตอรี่และมีที่มาที่ไปที่น่าประทับใจ โดยเกิดจากการส่งจดหมายนิรนามเพียงฉบับเดียวจากเด็กหนุ่มเชื้อสายจีนคนหนึ่ง ที่ต้องการจะเปลี่ยนมุมมองของโอลิมปิกเกมส์ให้ดีขึ้นเมื่อ 65 ปีที่แล้ว ก่อนจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องราวจะเป็นเช่นไร ติดตามได้ที่ Main Stand

พิษสงคราม

โอลิมปิกเกมส์ ถูกขนานนามว่า “มหกรรมกีฬาแห่งมิตรภาพ” ที่ตัวแทนจากทั่วโลกมาร่วมแข่งขันกันด้านกีฬา มีแพ้ มีชนะ มีการให้อภัย

ทว่าหลายครั้ง เราจะเห็นเรื่องราวความขัดแย้งกันของนักกีฬาเกิดขึ้นในการแข่งขัน เพราะถึงแม้จะเป็นเกมกีฬาแต่มันก็คือการแข่งขันกันระหว่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเกิดสงครามด้วยแล้ว

ย้อนกลับไปในโอลิมปิก 1956 ที่กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ถูกจัดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1945 ทั่วทั้งโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “สงครามเย็น”

ความตึงเครียดทางการเมืองแผ่กระจายไปทั่วโลก เมื่อสองมหาอำนาจแห่งฝ่ายสัมพันธมิตรอย่าง สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต หันมาเป็นศัตรูกันเอง จากความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างกัน

แม้ทั้งสองชาตินี้จะไม่ปะทะกันโดยตรง แต่ทั้งคู่เลือกใช้วิธีสงครามตัวแทน สงครามเศรษฐกิจ และโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ เป็นสมรภูมิรบ ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตการณ์คลองสุเอซ, การรุกรานฮังการีของสหภาพโซเวียต, ความตึงเครียดระหว่างเยอรมนีตะวันออกและตะวันตก, ตลอดจนข้อพิพาทระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน จนลุกลามเข้ามาสู่วงการกีฬา

ก่อนที่การแข่งขันโอลิมปิกจะเริ่มขึ้น เจ้าภาพต้องเผชิญกับการถูก “คว่ำบาตร” เมื่อหลายชาติได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการจัดการแข่งขัน

อียิปต์ อิรัก กัมพูชา และเลบานอน ประกาศว่าพวกเขาจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อตอบโต้ต่อวิกฤตการณ์สุเอซ เมื่ออียิปต์ถูกรุกรานโดยอิสราเอล สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส

เช่นเดียวกับ สวิตเซอร์แลนด์ สเปน และเนเธอร์แลนด์ ก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเพื่อประท้วงการปราบปรามการจลาจลของกองทัพโซเวียตในฮังการี ขณะที่อีกหลายชาติสั่งไม่ให้นักกีฬาของตัวเองไปปะปนร่วมกับชาติอื่น ๆ ในหมู่บ้านนักกีฬา

แม้สุดท้ายแล้วการแข่งขันจะสามารถจัดขึ้นได้ โดยมีตัวแทนเข้าร่วมชิงชัย 67 ชาติ ซึ่งน้อยลงจาก 4 ปี ก่อนเพียงแค่ 2 ชาติ แต่จำนวนนักกีฬาที่เข้าร่วมแข่งขันนั้นลดลงอย่างมากจาก 4,925 เป็น 3,342 คน

แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

โปโลเลือด

เหตุความขัดแย้งทางการเมืองและสงคราม แม้จะอยู่ภายนอกสนาม แต่มันก็สามารถลุกลามเข้าสู่วงการกีฬาได้เช่นกัน หากชาติที่ขัดแย้งกันต้องมาแข่งขันกันเองในเกมกีฬา เช่นเดียวกับ ฮังการี และ สหภาพโซเวียต

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ฮังการีต้องตกไปอยู่ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ ทำให้นักศึกษาและประชาชนชาวฮังการีไม่พอใจ จึงได้ออกมาประท้วงพร้อมก่อจลาจลต่อต้านตามท้องถนนเป็นระยะเพื่อเรียกร้องอิสรภาพ

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มรุนแรงมากขึ้น เมื่อกองกำลังโซเวียตได้เคลื่อนรถถังกว่า 3 พันคัน บุกเข้ามายังประเทศฮังการีอีกครั้ง ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 1956 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับการเปิดการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ที่เมลเบิร์น ที่จัดขึ้นในช่วงปลายปีเพื่อให้สอดคล้องกับฤดูร้อนของประเทศออสเตรเลีย

และเป็นเวลาเดียวกับที่ทัพนักกีฬาฮังการี กำลังเดินทางข้ามทวีปเป็นระยะทางกว่า 473 กม. ทั้งทางเรือและทางเครื่องบินเพื่อมาร่วมแข่งขัน โดยไม่รู้เลยว่าครอบครัวและญาติพี่น้องของพวกเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร…

“ทีมโอลิมปิกของฮังการีได้ยินเรื่องเหตุการณ์รุนแรงในประเทศหลังจากเดินทางมาถึงเมลเบิร์นแล้ว จากนั้นพวกเขาได้ฉีกธงฮังการีที่มีสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในหมู่บ้านนักกีฬาทิ้ง และชักธงฮังการีที่ไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ขึ้นมาแทน” เคทีย์ เซลลา นักวิจัยกองบรรณาธิการที่ Foreign Policy กล่าว

แม้จะต้องวิตกกังวลกับเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเกิด แต่นักกีฬาฮังการียังคงลงแข่งขันตามหน้าที่ และตลอดทัวร์นาเมนต์พวกเขาได้รับเสียงเชียร์และการให้กำลังใจจากแฟน ๆ เจ้าบ้านและอีกหลายประเทศที่อยู่คนละขั้วกับสหภาพโซเวียตอย่างล้นหลาม

กระทั่งช่วงบ่ายวันที่ 6 ธันวาคม 1956 นักกีฬาของ ฮังการี และ สหภาพโซเวียต ต้องโคจรมาปะทะกันในการแข่งขันโปโลน้ำ รอบรองชนะเลิศ สังเวียนแห่งกีฬาที่ไม่มีปืนและรถถัง

“เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เล่นเพื่อตัวเองแต่เพื่อทั้งประเทศของเรา” เออร์วิน ซาดอร์ นักโปโลน้ำฮังการีที่ลงแข่งขันในแมตช์นั้น กล่าว
เสียงนกหวีดดัง … ทั้งสองทีมต่างฉวยโอกาสปะทะและเล่นนอกเกมใส่กัน โดยทั้งเตะและต่อยใส่กันใต้น้ำ พร้อมสบถถ้อยคำถากถางใส่กันตลอดการแข่งขัน
กระทั่งก่อนจบเกมเพียงนาทีเดียว ทั่วทั้งโลกก็ต้องช็อกเมื่อได้เห็นภาพของซาดอร์ ที่โผล่ขึ้นจากน้ำด้วยใบหน้าที่โชกเลือด
ซาดอร์ ที่ไม่ทันระวังโดน วาเลนติน โปรโคปอฟ ผู้เล่นทีมสหภาพโซเวียตชกที่ใบหน้าอย่างจัง จนเป็นแผลแตกที่คิ้วขวาเลือดไหลอาบเต็มแก้ม
เลือดหยดนี้ทำให้ผู้ชมส่วนใหญ่ในสนามที่เทใจเชียร์ทีมฮังการีต่างโกรธจัด พยายามกระโดดลงมาที่ขอบสระ พร้อมตะโกนด่าทอและถ่มน้ำลายใส่ผู้เล่นโซเวียต จนผู้ตัดสินต้องสั่งจบการแข่งขันและให้ตำรวจเข้ามาระงับเหตุก่อนที่จะบานปลาย
สุดท้ายแม้สงครามที่บ้านเกิดพวกเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่สงครามในสังเวียนกีฬา ฮังการีเป็นผู้ได้รับชัยชนะด้วยสกอร์ 4-0 และหลังจากนั้น ซาดอร์ที่ต้องเย็บบริเวณรอบตาถึง 8 เข็ม พร้อมเพื่อนร่วมทีมก็สามารถกรุยทางจนคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ

ภาพของ เออร์วิน ซาดอร์ และเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าวถูกขนานนามว่า “Blood in the Water” และได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีในชื่อ “Freedom’s Fury” เพื่อรำลึกการครบรอบ 50 ปี ในปี 2006
ทว่าเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนจะถึงพิธีปิดการแข่งขันเพียงแค่ 2 วัน ในเวลานั้นคณะกรรมการโอลิมปิกสากลและฝ่ายจัดการแข่งขัน ต่างหมดความหวังและไม่สามารถหาทางที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของ “มหกรรมกีฬาแห่งมิตรภาพ” นี้ได้เลย

จนกระทั่งพวกเขาได้รับจดหมายนิรนามที่เขียนด้วยลายมือจากเด็กชาวจีนวัย 17 ปี

จดหมายนิรนาม

พิธีปิดโอลิมปิกเกมส์ในยุคแรก ๆ นักกีฬาแต่ละชาติจะเดินขบวนพาเหรดเข้าสู่สนามตามหลังผู้ถือธงของแต่ละชาติ เฉกเช่นเดียวกับช่วงพิธีเปิด หรือบางครั้งไม่มีขบวนนักกีฬาเข้าร่วมเลยก็มี

ซึ่งใน “เมลเบิร์นเกมส์ 1956” ฝ่ายจัดการแข่งขันยังคงเป็นกังวลว่าจะสามารถมีการเดินขบวนตามปกติได้หรือไม่ หลังจากมีเหตุความขัดแย้งระหว่างชาติของนักกีฬาในสนาม

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันก่อนพิธีปิดการแข่งขันที่เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์ คณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้รับจดหมายนิรนามฉบับหนึ่ง ที่เสนอให้พวกเขาทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นก็คือการสนับสนุน “ให้นักกีฬาเดินขบวนอย่างเป็นอิสระในพิธีปิดการแข่งขัน” เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการไม่แบ่งแยกชาติและดินแดน

และจดหมายฉบับนี้เองที่ได้เปลี่ยนแปลงพิธีปิดโอลิมปิกไปตลอดกาล…

จดหมายดังกล่าวเขียนด้วยลายมือ โดยไม่ระบุชื่อและที่อยู่ผู้เขียน ส่งถึง เคนท์ ฮิวส์ ประธานคณะกรรมการจัดงานโอลิมปิกเมลเบิร์น ใจความว่า

“คุณฮิวส์ ฉันเชื่อว่ามีคนแนะนำให้เดินขบวนระหว่างพิธีปิดและคุณบอกว่าไม่สามารถทำได้ ฉันคิดว่ามันสามารถทำได้”

“ระหว่างเดินขบวนจะมีเพียงชาติเดียว สงคราม การเมือง และสัญชาติ จะถูกลืมทิ้งไปทั้งหมด จะมีใครที่อยากได้อะไรมากกว่านี้ ถ้าโลกทั้งใบสามารถรวมเป็นชาติเดียวได้”

“คุณสามารถทำได้ด้วยวิธีเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่ฉันคิด ไม่มีทีมใดไปด้วยกัน และควรจะมีเพื่อนร่วมทีมไม่เกิน 2 คน พวกเขาจะกระจายตัวกันออกไป”

“ฉันแน่ใจว่าทุกคน แม้แต่ตัวคุณเองก็เห็นด้วยว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดี จะไม่มีใครลืมว่าสิ่งสำคัญในโอลิมปิกเกมส์ไม่ใช่ชัยชนะ แต่เพื่อการมีส่วนร่วมของทุกคน”

ฮิวจ์ ชอบความคิดนี้ และได้ตอบรับข้อเสนอแนะเพียงหนึ่งวันก่อนพิธีปิดจะเกิดขึ้น ทำให้พิธีปิดโอลิมปิก เกมส์ 1956 เป็นครั้งแรกที่นักกีฬาแต่ละชาติเดินปะปนกันเข้าสู่สนาม และได้รับการยอมรับจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงใน “โตเกียวเกมส์ 2020”

อย่างไรก็ตามกว่าที่คนทั้งโลกจะรู้ว่าผู้เขียนจดหมายฉบับดังกล่าวคือใคร ก็ต้องรอนานกว่า 30 ปีมหกรรมโอลิมปิกยังคงดำเนินการแข่งขันอย่างต่อเนื่องไปอีก 7 สมัย กระทั่งในปี 1986 บุคคลที่เขียนจดหมายดังกล่าวก็ได้เปิดเผยตัวเองให้สาธารณชนได้รับรู้

เขาผู้นั้นคือ “จอห์น เอียน วิง” หนุ่มชาวออสเตรเลียเชื้อสายจีน ที่ได้เขียนบันทึกตัวอักษรดังกล่าวตอนที่ตัวเองอายุ 17 ปี

“ในปี 1956 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาถึงบ้านเกิดของผมที่เมลเบิร์น ชาวออสเตรเลียทุกคนภูมิใจมากที่ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬา และแสดงให้โลกได้เห็นถึงมิตรไมตรีอย่างแท้จริง พวกเราจะต้อนรับผู้มาเยือนทุกคน และจะเชิญคนจากต่างแดนมาทานอาหารเย็นที่บ้านเพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นว่าชีวิตชาวออสเตรเลียเป็นอย่างไร” วิง ย้อนความ

“เมื่อใกล้ถึงวันเปิดงาน มีความผิดหวังเล็กน้อยเนื่องจากความขัดแย้งทั่วโลก และบางประเทศตัดสินใจคว่ำบาตรการแข่งขัน แม้ว่าชาวออสเตรเลียอยากจะต้อนรับผู้มาเยือนทุกคน แต่ก็ยังมีความตึงเครียด”

“เมื่อเกิดความวุ่นวายขึ้นในการแข่งขันโปโลน้ำ ผมเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมรู้สึกเศร้าใจที่เห็นนักการเมืองใช้การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขา และเห็นนักกีฬาเป็นเบี้ยในเกมของพวกเขา มันไม่มีประโยชน์ที่จะกรีดร้องและตะโกนใส่นักการเมือง เพราะมันจะเข้าหูข้างหนึ่งแล้วออกที่หูอีกข้างหนึ่ง ผมจำสุภาษิตที่ว่า ‘ปากกาแข็งแกร่งกว่าดาบ’ ได้ดี”

“มันเป็นเย็นวันพฤหัสบดี พิธีปิดจะมีขึ้นในวันเสาร์ ผมจำได้ว่าเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องพิธีปิด ตอนแรกผมคิดว่าอยากจะให้จัดงานเลี้ยงใหญ่ในวันสุดท้ายสำหรับนักกีฬาและผู้ชมทุกคนในสนาม แต่ผมก็ล้มเลิกความคิดนั้น”

“ในขณะที่นักกีฬาเดินเข้าไปในสนามโดยแยกเป็นประเทศ ทำไมเราไม่ให้พวกเขาเข้าร่วมและรวมตัวกันเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในนามชาติแห่งโอลิมปิก ด้วยวิธีนี้นักการเมืองจะไม่สามารถแยกนักกีฬาออกจากันได้ เนื่องจากพวกเขาจะเดินตามหลังธงโอลิมปิก” วิง กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนจดหมาย

 

 

 

ปารีส เกมส์ 2024 ค่าจัดสุดถูกและเป็นมิตรกับธรรมชาติ

ปารีส เกมส์ 2024 ค่าจัดสุดถูกและเป็นมิตรกับธรรมชาติ

ปารีส เกมส์ 2024 ค่าจัดสุดถูกและเป็นมิตรกับธรรมชาติ

ปารีส เกมส์ 2024 ค่าจัดสุดถูกและเป็นมิตรกับธรรมชาติ

โอลิมปิก เกมส์ 2020 สิ้นสุดการแข่งขันลงไปในวันที่ 8 สิงหาคม ก่อนคบเพลิงแห่งเกียรติยศจะถูกส่งไม้ต่อให้กับเจ้าภาพประเทศถัดไป นั่นคือ กรุงปารีส เมืองหลวงแห่งฝรั่งเศส

แม้มหกรรมกีฬาในดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวใจแห่งยุโรป จะเริ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่การพูดถึงโอลิมปิก เกมส์ ครั้งต่อไป กลับเริ่มต้นแล้วตั้งแต่วันนี้ เพราะประเทศฝรั่งเศสยืนยันว่า พวกเขาได้เตรียมสนามแข่งขันไว้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว แถมยังจะเป็นโอลิมปิกครั้งแรกที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

Main Stand ขอพาไปขุดคุ้ยเรื่องราวของ ปารีส 2024 ว่าเหตุใดโอลิมปิก เกมส์ ครั้งหน้า จึงเป็นโอลิมปิกที่ผู้คนทั่วโลกจับตาและคาดหวังมากที่สุดครั้งหนึ่ง

เส้นทางสู่เจ้าภาพโอลิมปิก

เส้นทางสู่การรับบทบาทเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ 2024 ของประเทศฝรั่งเศส เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เมื่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ประกาศชื่อ 5 เมืองสุดท้ายที่มีโอกาสคว้าสิทธิตรงนี้ไปครอง ได้แก่ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี, นครฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมัน, นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา, กรุงโรม ประเทศอิตาลี และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แต่ละชาติจะถูกรับเลือกให้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เพราะต้องผ่านการคัดเลือกถึง 3 ขั้นตอน เริ่มจากขั้นแรก การนำเสนอวิสัยทัศน์, คอนเซ็ปต์ของงาน และกลยุทธ์ต่าง ๆ ขั้นที่สองคือ ตรวจสอบความพร้อมด้านธรรมาภิบาล, กฎหมาย และงบประมาณการสร้างสถานที่จัดการแข่งขัน ส่วนขั้นที่สาม ได้แก่ ประสบการณ์, มรดกจากสนามแข่งขัน และการส่งมอบการแข่งขัน

แต่ยังไม่ทันที่การคัดเลือก 3 ขั้นตอนจะเสร็จสิ้นดี ฮัมบูร์ก และ โรม ก็ตัดสินใจถอนตัวจากการเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ 2024 ส่งผลให้เหลือเพียง ปารีส และ ลอสแอนเจลิส เป็นผู้ท้าชิงในการครองสิทธิ์เป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

เมื่อตรวจสอบความพร้อมของทั้งสองชาติ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล มองเห็นว่า ทั้ง 2 เมืองต่างมีความพร้อมในการรับบทบาทเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ จึงตัดสินใจให้เมืองที่ความพร้อมมากกว่าเป็นเจ้าภาพในปี 2024 ส่วนอีกเมืองที่มีความพร้อมน้อยกว่า จะทำหน้าที่นี้ในปี 2028

หากพิจารณาความพร้อมในแต่ละด้าน สื่อทั่วโลกต่างมองตรงกันว่า กรุงปารีส มีความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ 2024 มากกว่า เหตุผลหลักข้อหนึ่งมาจาก ความทุ่มเทของเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง จึงมีความสามารถในการบริหารงบประมาณของประเทศได้เป็นอย่างดี

ตรงกันข้าม ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ณ เวลานั้น คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงวุ่นวายกับนโยบายกีดกันผู้อพยพ ที่แม้ทางคณะกรรมการโอลิมปิกสากล จะยืนยันว่านโยบายด้านนี้ไม่มีผลต่อการคัดเลือกเจ้าภาพโอลิมปิก และทรัมป์ก็ยืนยันว่าเขาสนับสนุนนครลอสแอนเจลิสเต็มที่ แต่ความอื้อฉาวของผู้นำแห่งสหรัฐฯ ส่งผลเสียต่อสายตาชาวโลกในการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬานานาชาติไม่น้อย

เดือนกุมภาพันธ์ 2017 ตัวแทนจาก 50 เมืองใหญ่ทั่วโลก (นำโดย นครมอนทรีออล ประเทศแคนาดา) ลงนามสนับสนุนให้กรุงปารีสทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ 2024 โดยกล่าวว่า พวกเขามองเห็นปัญหาโลกร้อนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลัง โดยกรุงปารีสถือเป็นตัวตั้งตัวตีต่อสู้กับปัญหานี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การลงนามในความตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อเดือนธันวาคม 2015

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า นานาชาติต่างใช้การคัดเลือกเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ 2024 เพื่อเล่นเกมการเมืองกับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทั้งสร้างความไม่เท่าเทียมทางสังคมอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนปัญหาโลกร้อน ทรัมป์พูดเสมอว่าเป็น ”เรื่องไร้สาระ” จนปะทะคารมกับ เกรตา ธันเบิร์ก สาวน้อยนักอนุรักษ์มาแล้ว

เมื่อทั่วโลกพร้อมใจสนับสนุนขนาดนี้ ผลลัพธ์จึงไม่มีพลิกล็อก คณะกรรมการโอลิมปิกสากล ประกาศให้ กรุงปารีส เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ 2024 ส่วนนครลอสแอนเจลิสที่เหมือนจะรู้ผลล่วงหน้า จึงถอนตัวจากการบิดครั้งนี้ เพื่อคว้าโควต้าเจ้าภาพในปี 2028 แทน

“ปารีส 2024 ภูมิใจที่จะได้ร่วมงานกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากลและเพื่อนของเราในลอสแอนเจลิส ที่สามารถหาทางออกที่ดีแก่ทั้งสองเมืองในเรื่องการจัดการแข่งขัน และกระแสของโอลิมปิกในปี 2024 และ 2028” โทนี เอสตังเก้ อดีตนักกีฬาเรือแคนูเหรียญทองโอลิมปิก 3 สมัย และรองประธานคณะกรรมการปารีส 2024 กล่าว หลังความสำเร็จครั้งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส

สถาปัตยกรรม สู่ สนามกีฬา

แม้กรุงปารีสจะเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยว 39 ล้านคนภายในหนึ่งปีได้ แต่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เห็นได้ชัดจากโตเกียว เกมส์ 2020 ที่มีการทุ่มเม็ดเงิน 4 แสนล้านเยน หรือราว 1.2 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนากรุงโตเกียว ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่การสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ แต่รวมถึงการขยายสนามบิน ทั้ง นาริตะ และ ฮาเนดะ รวมถึงปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้าใหม่ทั้งระบบ

หากมองงบประมาณที่ประเทศญี่ปุ่นทุ่มเทให้โตเกียวเกมส์ แล้วหันกลับมามองงบประมาณของปารีสเกมส์ เราอาจจะมองเห็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสถูกเลือกเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกชาติต่อไป เพราะกระทรวงกีฬาฝรั่งเศสประกาศว่า พวกเขาพร้อมทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนากรุงปารีสไปพร้อมกับโอลิมปิก ด้วยเงิน 35 ล้านยูโร หรือราว 1,300 ล้านบาท

แต่ถึงจะใช้งบประมาณน้อยกว่าญี่ปุ่นนับแสนล้านบาท (จากการวางแผนในตอนแรก) แอนน์ ฮิดัลโก นายกเทศมนตรีกรุงปารีส เคยแสดงความกังวลไว้ว่า โอลิมปิก เกมส์ 2024 อาจใช้งบประมาณที่มากเกินจำเป็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร หากนักการเมืองจากพรรคสังคมนิยมจะกังวลเช่นนั้น เพราะบทเรียนจากโอลิมปิกครั้งก่อนหน้าที่มีการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างสนามแข่งขัน, หมู่บ้านนักกีฬา และการขนส่งต่าง ๆ แต่ท้ายที่สุดสถานที่เหล่านั้นกลับถูกทิ้งร้างและไม่เคยตอบแทนเงินที่เสียไปอย่างคุ้มค่าได้เลย

การสร้างสรรค์มหกรรมกีฬาระดับโลกให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมฝรั่งเศส ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและการเงิน จึงเป็นโจทย์สำคัญของปารีส 2024 ซึ่งขีดเส้นใต้ไว้ว่าต้องไม่เกิน 7,500 ล้านยูโร หรือ เกือบ 3 แสนล้านบาท โดยทุกเม็ดเงินที่ลงไป จะต้องกลับมาตอบแทนเมืองหลวงแห่งฝรั่งเศสอย่างคุ้มค่า

ฝ่ายจัดงานจึงประกาศชัดเจนว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของสนามแข่งขันในโอลิมปิก เกมส์ ครั้งหน้า จะเป็นสถานที่ซึ่งก่อสร้างเสร็จแล้ว หรือ ปรับปรุงเพื่อใช้งานในโอลิมปิกเป็นการชั่วคราว มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่

โอลิมปิกสีเขียว

ปารีสเกมส์ ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ในเรื่องงบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนในโลกตะวันตกเวลานี้ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ที่มีความตื่นตัวกับปัญหาตรงนี้กว่าเอเชียอย่างเห็นได้ชัด

มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ภายในปี 2022 กรุงปารีสจะไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปขี่รถยนต์เข้าสู่ 4 เขตใจกลางเมืองได้อีก โดยให้เดินทางด้วยการขี่จักรยาน, เดินเท้า หรือใช้ขนส่งสาธารณะ เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อลดมลพิษภายในเมือง และเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น

ฝ่ายจัดงานปารีส 2024 จึงประกาศว่า โอลิมปิก เกมส์ ครั้งหน้าจะแตกต่างจากโอลิมปิกทุกครั้งที่เคยผ่านมา เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่มหกรรมกีฬาระดับโลกจะถูกจัดขึ้นโดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกมกีฬาและธรรมชาติควบคู่กันอย่างยั่งยืน

เหตุผลหนึ่งที่ฝรั่งเศสเลือกใช้สถานที่ซึ่งมีอยู่แล้ว 95 เปอร์เซ็นต์เป็นสนามแข่งขันก็มีอิทธิพลจากเหตุผลนี้เช่นกัน ฝ่ายจัดงานยืนยันว่า ปารีสเกมส์ จะมีโปรเจ็กต์ก่อสร้างให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแลนด์มาร์กของกรุงปารีสให้กลายมาเป็นสนามกีฬา

ส่วนสถานที่ซึ่งถูกสร้างชึ้นใหม่ เช่น หมู่บ้านนักกีฬา จะถูกออกแบบเป็นเขตนิเวศ หรือ eco-district เพื่อเตรียมพร้อมการเข้ามาอยู่อาศัยของประชาชนทั่วไปในอนาคตข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับการบริหารประชากรกรุงปารีส และแผนระยะยาวในการพัฒนาชุมชน

ปารีสเกมส์ 2024 ยังเน้นย้ำในเรื่องการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อจัดการแข่งขัน เพื่อลดการสร้างมลพิษในอากาศ รวมถึงก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ฝ่ายจัดงานยังให้ความสำคัญในเรื่องของการใช้พลังงานหมุนเวียน 100%, สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น, สนับสนุนการใช้ขนส่งสาธารณะ, การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพน้ำ และวิธีการสำหรับขนส่งนักกีฬาและผู้ชมที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เห็นได้ชัดว่า ปารีส 2024 ไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพื่ออวดความยิ่งใหญ่ หรือแสดงถึงอำนาจทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาเมืองหลวงของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนในเมือง พร้อมกับแสดงศักยภาพของฝรั่งเศสไปพร้อมกัน

ปารีส 2024 จึงเป็นต้นแบบที่หลายประเทศควรศึกษา ถึงการจัดมหกรรมขนาดใหญ่อย่างยั่งยืน พร้อมการสร้างประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว นักกีฬาจากทั่วโลกจะเดินทางมาและจากไปภายในหนึ่งเดือน แต่ประชาชนที่นี่จะต้องอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ต่อไป คงต้องติดตามกันว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า ปารีสเกมส์ จะสร้างประโยชน์แก่ชาวปารีเซียงได้มากแค่ไหน

โอลิมปิกแห่งดวงดาว กีฬาของชาวโลกที่เคยถูกนำไปเล่นในอวกาศ

โอลิมปิกแห่งดวงดาว กีฬาของชาวโลกที่เคยถูกนำไปเล่นในอวกาศ

โอลิมปิกแห่งดวงดาว : กีฬาของชาวโลกที่เคยถูกนำไปเล่นในอวกาศ

โอลิมปิกแห่งดวงดาว กีฬาของชาวโลกที่เคยถูกนำไปเล่นในอวกาศ

กีฬาต่างๆบนโลกของเรานั้น ต่างถูกเล่นภายใต้แรงโน้มถ่วง และภายในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์สีครามดวงนี้ มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อการสำรวจจักรวาลของมนุษย์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว เราได้หอบนำกีฬาบนโลกขึ้นไปเล่นในที่ ๆ มีผู้คนเพียงหยิบมือได้เคยสัมผัส ทั้งบนวงโคจรรอบโลก และบนพื้นผิวของดาวดวงอื่นกันมาแล้ว

มาดูกันว่า บรรดากีฬาที่เราเห็นกันใน โอลิมปิก ที่เราอาจเคยเล่นกันบนพื้นโลก มีกีฬาไหนบ้างที่ถูกนักบินอวกาศเอาไปเล่นกันที่นอกโลกมาแล้วบ้าง

กอล์ฟ

ย้อนไปในสมัยที่มนุษย์เดินทางไปลงสำรวจดวงจันทร์ อลัน เชพเพิร์ด นักบินอวกาศอาวุโสแห่งนาซา ได้แอบนำไม้กอล์ฟฉบับดัดแปลง กับลูกกอล์ฟจำนวน 2 ลูก ร่วมเดินทางไปกับยานที่ลงจอดบนดวงจันทร์ด้วย

และหลังจากทำภารกิจออกสำรวจพื้นผิวที่ราบสูง ฟรา มาวโร่ (Fra Mauro Highland) เสร็จสิ้นแล้ว เชฟเพิร์ด ก็ได้กลายเป็นมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ ที่นำกีฬาบนโลกไปเล่นบนพื้นผิวดาวดวงอื่นได้สำเร็จ

วิ่งมาราธอน

แม้ระยะทางบนสถานีอวกาศนานาชาติ จะไม่ได้ยาวระดับ 42.195 กิโลเมตร แต่นักบินและลูกเรือที่อาศัยอยู่บนนั้นสามารถออกกำลังกายบนลู่วิ่ง COLBERT ที่ตั้งชื่อตามพิธีกรรายการชื่อดังอย่าง สตีเฟ่น โคลแบร์ ผู้ชนะการประกวดตั้งชื่อของนาซา เพื่อรักษามวลกระดูกในร่างกาย ซึ่งมักจะสูญเสียไปหลังจากอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลานาน

นั่นจึงทำให้ในปี 2007 สุนิตา วิลเลียมส์ นักบินอวกาศเชื้อสายอินเดียของนาซา ตัดสินใจเข้าร่วมวิ่ง บอสตัน มาราธอน จากบนสถานีอวกาศนานาชาติ​ ด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 23 นาที 10 วินาที ก่อนที่ในปี 2016 ทิม พีค นักบินอวกาศชาวอังกฤษ จะสร้างสถิติใหม่สำหรับนักบินอวกาศชาย ด้วยการเข้าเส้นชัยในรายการ ลอนดอน มาราธอน ด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 35 นาที 21 วินาที ช้ากว่าเวลาที่เขาเคยทำไว้บนโลก เมื่อปี 1999 เพียง 17 นาทีเท่านั้น

ฟุตบอล

ฟุตบอล เคยถูกนำขึ้นไปเล่นบนสถานีอวกาศนานาชาติมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งด้วยกัน นั่นคือระหว่างที่มีฟุตบอลโลก 2014 และ 2018 จัดแข่งขันอยู่บนโลก

ตอนฟุตบอลโลก 2014 ทางนาซาและอีซา สองหน่วยงานอวกาศตัวแทนของสหรัฐอเมริกาและยุโรป เป็นตัวแทนหลักในการเล่นฟุตบอลลูกเล็ก ในสภาวะไร้น้ำหนัก โดยมีนักบินอวกาศชาวอเมริกันและเยอรมัน ร่วมฟาดแข้งกันนอกโลก (ไม่แน่ใจว่านักบินชาวรัสเซียมาร่วมวงหลังกล้องด้วยหรือไม่) ซึ่งในครั้งนั้น อเล็กซานเดอร์ เกิรสต์ นักบินอวกาศจากเยอรมนี ก็ได้ร่วมฉลองแชมป์โลกพร้อมกับเพื่อนร่วมชาติ จากนอกโลกอีกด้วย

สถานการณ์แตกต่างออกไปในปี 2018 ที่ทางรัสเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน แน่นอนว่าพวกเขาตัดสินใจเล่นใหญ่ ทั้งเปิดตัวมาสคอตประจำการแข่งขันจากนอกโลก และนำลูกบอล เทลสตาร์ 18 ลูก ที่จะใช้ในเกมเปิดสนามนัดแรก ส่งขึ้นไปให้สองนักบินอวกาศชาวรัสเซีย ได้ลองเล่นประเดิมก่อน

น่าเสียดายที่ในครั้งนี้ สหรัฐอเมริกา ดันชิงตกรอบคัดเลือกไปเสียก่อน ส่วนคุณ เกิรสต์ ที่ได้ขึ้นมาอวกาศในช่วงฟุตบอลโลกถึง 2 ครั้งซ้อนนั้น ก็ต้องทนดูทีมชาติตนเองตกรอบแรกไปอย่างเจ็บปวดใจเช่นกัน

นอกจากจะเล่นฟุตบอลบนสถานีฯ ได้แล้ว บรรดานักบินอวกาศเหล่านี้ ยังสามารถชมการถ่ายทอดสดฟุตบอล และรายการที่พวกเขาต้องการดูได้ในเวลาว่างอีกด้วย โดยล่าสุด โธมัส เพสเก้ นักบินอวกาศชาวฝรั่งเศส ได้ขึ้นไปเชียร์ทัพตราไก่ ลงชิงชัยในศึกยูโร 2020 จากนอกโลก (แต่ก็ดันชิงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเสียก่อน)

เทนนิส

ในปี 2018 สี่นักบินอวกาศจากสหรัฐฯ และยุโรป ได้ดัดแปลงนำตาข่ายสำหรับเก็บของบนสถานีอวกาศ มาตั้งเป็นเน็ตสำหรับใช้เล่นเทนนิส ส่วนไม้เทนนิสดัดแปลงจากแร็กเก็ตเด็กเล่นกับไม้ปิงปอง พร้อมกับนำลูกเทนนิสสำหรับเด็กมาใช้ในการแข่งขัน

การแข่งขันดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณโมดูล ยูนิตี้ ซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นนักบินอวกาศทั้ง 4 จะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้มากนัก พร้อมกับต้องระวังไม่ให้ไปชนเข้ากับอุปกรณ์ใด ๆ รอบข้างโมดูลอีกด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุผล ที่ทำไมลูกเทนนิสกับแร็กเก็ตของจริงจึงไม่ได้รับอนุญาตให้นำขึ้นไปใช้เล่นนั่นเอง

แบดมินตัน

อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปี 2018 ทางรอสคอสมอส หน่วยงานอวกาศของรัสเซีย ได้ส่งไม้แบดฯ และลูกขนไก่แบบใช้แข่งจริงได้ ขึ้นไปให้ 4 นักบินอวกาศจากทั้งรัสเซีย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ได้ลองเล่นกันมาแล้ว

แมตช์ดังกล่าวถูกย้ายมาเล่นในโมดูลคิโบะ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดบนสถานีอวกาศนานาชาติ และจากคลิปที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้น จะเห็นว่าบรรดานักบินอวกาศสามารถตีโต้กันได้เป็นอย่างดี ราวกับว่าเล่นกันอยู่บนพื้นโลกเลยทีเดียว (แต่ก็จะเห็นสีหน้าเลิ่กลั่ก เมื่ออีกฝ่ายรับลูกไม่ได้ และลูกพุ่งไปชนกับกำแพงของสถานีฯ)

ยิมนาสติก

ด้วยความยาว 8 เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เมตร ของสถานีอวกาศสกายแลป นั่นเพียงพอที่จะให้บรรดานักบินอวกาศของนาซา ขึ้นไปโชว์กายกรรมผาดโผนได้อย่างอิสระ ระหว่างที่กำลังลอยตัวอยู่ในวงโคจรรอบโลก ไม่ว่าจะเป็นการหมุนตัว ตีลังกา ล้อเกวียน และนานากระบวนท่าที่นักบินอวกาศเหล่านี้จะคิดค้นขึ้นมาได้

น่าเสียดายที่ในปัจจุบัน สถานีอวกาศนานาชาติไม่ได้มีพื้นที่มากพอสำหรับการเล่นยิมนาสติกได้เทียบเท่ากับในสมัยของสกายแลปแล้ว และจนกว่าเราจะมีสถานีอวกาศแห่งใหม่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ก็ยังคงมีเพียงแค่นักบินอวกาศจากยุคครึ่งศตวรรษที่แล้ว ที่สามารถไปโชว์ความยืดหยุ่นของร่างกายตนเองในสภาวะไร้น้ำหนักได้เช่นนั้น

แถม.. วิ่งคบเพลิงจากอวกาศ

ย้อนไปในปี 2014 รัสเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว และก่อนหน้าพิธีเปิดการแข่งขัน เป็นธรรมเนียมว่าจะต้องมีการจุดคบเพลิงที่ประเทศกรีซ เพื่อนำเปลวเพลิงดังกล่าว เดินทางไปจุดในกระถางคบเพลิงที่สนามเปิดการแข่งขัน

เพื่อเป็นการเล่นใหญ่ไปให้สุด รัสเซีย จึงได้ปิ๊งไอเดียที่จะจัดการวิ่งคบเพลิงขึ้นจากนอกโลก !

พฤศจิกายน 2013 ยาน โซยูส ทีเอ็มเอ-11เอ็ม ได้เดินทางขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ พร้อมกับคบเพลิงเปล่า เพื่อนำไปให้กับ โอเล็ก โกตอฟ และ เซอร์เกย์ ริยาซานสกี้ สองนักบินอวกาศชาวรัสเซีย นำไปถือระหว่างกำลังเดินอวกาศ หรือการทำ Spacewalk ภายนอกสถานีอวกาศ

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการนำไฟที่จุดจากกรุงเอเธนส์เดินทางมาด้วย เนื่องจากข้อกำหนดห้ามนำวัตถุไวไฟ (และไฟจริง ๆ) เดินทางมาสู่สถานีอวกาศนานาชาติ และไฟก็ไม่อาจติดได้ขณะอยู่นอกโลกอยู่แล้ว จึงเป็นเพียงการถือคบเพลิงเพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะถูกนำกลับมาสู่โลกพร้อมกับยานที่เตรียมลงมาช่วยปลายเดือนพฤศจิกายน เพื่อส่งต่อให้กับคณะผู้จัดโอลิมปิกของรัสเซียเป็นลำดับต่อไป

นอกจากที่กล่าวมาในข้างต้นแล้ว ทุกวันนี้ นักบินอวกาศจะต้องออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือเล่นเวท เพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อของตัวเอง ที่ค่อย ๆ สูญเสียไป หลังจากใช้ชีวิตในสภาวะไร้น้ำหนักนานกว่าครึ่งปี

แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงประสบปัญหานี้อยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อขาของบรรดานักบินอวกาศเหล่านี้ ไม่เคยได้แบกรับน้ำหนักตัวเองเลยตลอดเวลา 6 เดือนที่อยู่ในอวกาศ การกลับมาสู่โลกทันทีทำให้พวกเขาต้องค่อย ๆ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อเพื่อให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง

และแม้ว่าในทุกวันนี้ การเล่นกีฬาต่าง ๆ ในอวกาศจะยังดูเป็นเรื่องไกลตัว รวมทั้งมีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัด แต่กับการที่มนุษย์กำลังมองออกไปสู่ความเป็นไปได้ในการไปใช้ชีวิตบนดาวดวงอื่น ก็ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นกีฬาที่หลากหลายขึ้น ถูกนำไปเล่นในที่ ๆ แปลกตาออกไป

ไม่แน่ว่าในสักวันหนึ่ง โอลิมปิก อาจจะไม่ได้ถูกจำกัดให้จัดบนโลกเพียงอย่างเดียว ก็เป็นได้…