ดาวเด่นจากไฮคิว กับเหตุผลที่คนเราควรหาที่ของตัวเองให้เจอ

ดาวเด่นจากไฮคิว กับเหตุผลที่คนเราควรหาที่ของตัวเองให้เจอ

ดาวเด่นจากไฮคิว กับเหตุผลที่คนเราควรหาที่ของตัวเองให้เจอ

ดาวเด่นจากไฮคิว กับเหตุผลที่คนเราควรหาที่ของตัวเองให้เจอ

ฮินาตะ โชโย ตัวละครเอกจากเรื่อง “ไฮคิว” ถูกโหวตจากแฟน ๆ ผ่านเว็บไซต์  My Anime List ว่าเป็นอันดับ 1 ในแง่ของความนิยม จากตัวละครในมังงะญี่ปุ่น เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านมังงะ หรือดูอนิเมะเรื่องนี้อาจจะไม่เก็ตว่าเพราะอะไรตัวละครจากมังงะวอลเล่ย์บอลจึงแซงหน้าตัวละครดังจากมังงะระดับท็อปหลายเรื่องได้ นี่คือเหตุผล

เด็กชายตัวเล็กกับกีฬาของคนตัวสูงตามค่านิยมของสังคมคนนี้ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้เมื่อวันที่เขาพบว่า “ตัวเองคือใคร” และ “เกิดมาเพื่อสิ่งไหน” 

นี่คือเรื่องราวของตัวละครตัวหนึ่งที่สะท้อนโลกแห่งความจริงได้เป็นอย่างดี

คนตัวเล็กในวงการกีฬาญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น คือชาติพันธุ์ที่ไม่ได้มีสรีระร่างกายใหญ่โตเท่าไรนัก หากเจาะไปที่พันธุกรรมหรือเรื่องราวในอดีตคงจะยืดยาวเกินไป แต่เรื่องนี้สามารถสะท้อนผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ให้เรารับรู้อยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวของ “คนตัวเล็ก” ในมังงะกีฬาหลายเรื่อง

อิตโต้ จากเรื่อง นักเตะเลือดกังฟู, มิยางิ เรียวตะ จาก สแลมดังก์ หรือ เอจิเซ็น เรียวมะ จาก ปรินซ์ ออฟ เทนนิส ต่างเป็นตัวละครที่มีความสูงระดับ 150-160 เซนติเมตร กันทั้งนั้น และในแต่ละเรื่องก็มักจะมีดราม่าเรื่องความสูงของพวกเขาอยู่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการโดนตัดสินจากคนภายนอกว่าคนตัวเล็กไม่มีทางจะเป็นนักกีฬาที่ดีได้

นอกจากนี้ยังมีตัวละครจากมังงะที่ไม่ได้เกี่ยวกับกีฬาอีกหลาย ๆ เรื่องที่เป็นคนตัวเล็ก และต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ตัวเองเก่งกาจและเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่

เรื่องนี้สัมพันธ์กับตัวเลขและสถิติที่กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นได้ทำการสำรวจส่วนสูงของเด็กนักเรียนตั้งแต่ประถมถึงมัธยมปลาย ตั้งแต่ช่วงปี 1950 โดยในช่วงอายุ 6 ปี เด็กผู้ชายญี่ปุ่นจะสูงอยู่ที่ราว ๆ 108.4 ซม. ถึง 117.4 ซม., ช่วงอายุ 12 ปีจะอยู่ที่ 136.1 ซม. ถึง 152.6 ซม., ช่วงอายุ 15 ปี จะสูง 152.7 ซม. ถึง 165.6 ซม. และ จนกระทั่งพวกเขาอายุ 20 ปี ผู้ชายญี่ปุ่นจะมีค่าเฉลี่ยความสูงอยูที่ราว ๆ 161.5 ซม. ถึง 172.2 ซม. เท่านั้น

เท่านี้ก็พอจะนึกภาพออกได้ว่าในสังคมญี่ปุ่นนั้น คนตัวเล็กมีอยู่ไม่น้อย และหากพวกเขาอยากจะก้าวข้ามความสำคัญเรื่องสรีระได้ พวกเขาจะต้องใช้ความทุ่มเทและแรงบันดาลใจในการก้าวข้ามค่านิยมเหล่านั้น และหนึ่งในตัวละครจากมังงะที่ก้าวขึ้นมาเป็นขวัญใจและจุดประกายความสามารถของคนตัวเล็กในยุคนี้คงหนีไม่พ้น ฮินาตะ โชโย จากมังงะเกี่ยวกับวอลเล่ย์บอล อย่าง ไฮคิว

ไฮคิว คือการ์ตูนที่ขายดีเป็นอันดับที่ 7 จากการจัดอันดับเมื่อเดือนมกราคมปี 2021 โดยมียอดขายเเตะ 3 ล้านเล่ม โดยเนื้อเรื่องนั้นดำเนินตามชีวิตและความหวังที่อยากจะเป็นนักวอลเล่ย์บอลของ ฮินาตะ โชโย ตัวละครเอกของเรื่อง ที่เปล่งประกายด้วยความสูงเพียง 162 เซนติเมตร แต่กลับมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเป็นนักวอลเล่ย์บอล ซึ่งเป็นกีฬาที่แสดงให้เห็นภาพในความสำคัญของส่วนสูงอย่างที่สุด ว่ายิ่งสูงยิ่งได้เปรียบ

และในความ “คอนทราสต์” (ขัดแย้ง) นี้เองที่ทำให้เราได้เห็นความพยายามของ ฮินาตะ ที่เปล่งประกายอยู่เสมอ แม้ว่าเขาจะต้องเจอกับอุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้น

แรงบันดาลใจคือสิ่งสำคัญ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ฮินาตะ คือเด็กมัธยมปลาย ปี 1 (เทียบเท่า ม.4) ที่รูปร่างผอมบางและสูงแค่ 162.8 เซนติเมตรเท่านั้น สำหรับเด็กที่ตัวเล็กขนาดนี้ หากใช้ชีวิตในห้องเรียนธรรมดาคงไม่ถือว่าแปลกตาและเป็นปัญหาอะไรมากนัก เเต่การเข้ามาอยู่ในทีมวอลเล่ย์บอลของโรงเรียนนั้น ต้องยอมรับว่า นี่คือส่วนสูงที่มีโอกาสที่จะทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ … แต่บางครั้งความหลงใหลก็ทำให้คนอยากทำทุกอย่างเพื่อคว้าความสำเร็จ โดยไม่สนอุปสรรคใด ๆ

เดิมที ฮินาตะ เป็นคนที่จมอยู่กับร่างกายที่ตัวเล็กกว่าคนอื่น ๆ มาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถม และถูกปมด้อยกลบจนมองไม่เห็นตัวเองว่าแท้จริงแล้วเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง แม้กระทั่งวันหนึ่ง ฮินาตะ ปั่นจักรยานผ่านร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า และทีวีตัวโชว์ที่หน้าร้านปรากฏภาพของ อุได เท็นมะ นักวอลเล่ย์ที่เป็น “เอซ” ของทีมมัธยมคาราสึโนะ ที่เฉิดฉายในศึกอินเตอร์ไฮ จากนั้นความเปลี่ยนแปลงในใจของ ฮินาตะ จึงเริ่มต้นขึ้น

ความเก่งกาจของ เท็นมะ ที่ได้ฉายาว่า ยักษ์จิ๋ว (Small Giant) คือการจุดประกายทุกอย่างที่ทำให้ ฮินาตะ มีแรงบันดาลใจและเข้าใจว่าการเป็นคนตัวเล็กก็สามารถทำในสิ่งที่หลายคนไม่คาดฝันได้เช่นกัน

จากนั้นเขาจึงเริ่มเล่นวอลเล่ย์บอลมาตั้งแต่ช่วง ม.ต้น ในตำแหน่ง Middle Blocker ซึ่งตำแหน่งนี้มีหน้าที่ “บล็อก” การตบทำแต้มของคู่แข่งเป็นอันดับแรก และจำเป็นจะต้องมีเทคนิคสูงมาก เพราะยังมีหน้าที่ทำแต้มด้วยการเล่นบอลเร็ว (บอลสั้น) ในเวลาเดียวกัน  ต้องเด่นทั้ง รับ และ รุก แถมยังต้องเป็นตัวที่ตัดสินแต้มแต่ละเเต้มในการแข่งขัน ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เหมาะกับส่วนสูงของเขาเลย

ทว่าเมื่อความหลงใหลได้เริ่มขึ้น สิ่งที่ ฮินาตะ เริ่มทำ คือการสร้างความแตกต่างในแบบที่ตัวของเขาสามารถทำได้  เขาได้ใช้ความพยายามในการรวบรวมทีมอยู่ถึง 3 ปี กว่าที่จะมีสมาชิกมากพอสำหรับการแข่งขันในระดับจังหวัด

ฮินาตะ ชวนนักกีฬาจากชมรมกีฬาอื่นอย่าง บาสเกตบอล และ ฟุตบอล ให้มาเข้าทีมวอลเล่ย์บอลได้สำเร็จ โดยวิธีชวนของเขานั้น ไม่ได้เป็นการพูดโน้มน้าว แต่เป็นการแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความพยายามอันแรงกล้าของเขา โดยเฉพาะหลังจากการแข่งทัวร์นาเมนต์แรก และต้องเจอกับทีมตัวเต็งอย่าง คิตางาวะ ไดอิจิ ซึ่งเป็นเกมที่ทีมของ ฮินาตะ ที่รอมาถึง 3 ปีกำลังจะเริ่มขึ้น เขาโดนดูถูกตามแบบฉบับดราม่าในมังงะญี่ปุ่น

คนที่ดูถูกเขาคือ คาเงยามะ โทบิโอะ เจ้าของฉายา “ราชาแห่งคอร์ต” ของทีม คิตางาวะ ซึ่งการดูถูกครั้งนี้เริ่มตั้งแต่เรื่องของส่วนสูงของ ฮินาตะ รวมถึงเพื่อนร่วมทีมที่ไม่ได้เป็นผู้เล่นที่เก่งกาจอะไรเลย

ฮินาตะ เริ่มวิ่งจ๊อกกิ้ง ไปฝึกซ้อมพิเศษเพิ่มกับทีม วอลเล่ย์บอล หญิง รวมไปถึงการปั่นจักรยานเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าเดิม โดยตัวของเขานั้นปั่นจักรยานจากบ้านไปที่โรงเรียนทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งนั่นทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะการเดินทางจากบ้านของเขาที่อยู่บนภูเขามายังโรงเรียน ปกติเเล้วหากนั่งรถโดยสารจะใช้เวลาราว 40 นาที แต่ ฮินาตะ กลับใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการปั่นจักรยานมาโรงเรียนมัธยมปลายในฝันของเขา ซึ่งก็คือโรงเรียน คาราสึโนะ ที่เคยสร้างตำนาน “Small Giant” ที่ ฮินาตะ มองเป็นไอดอลมาตลอด

หาที่ของเราให้เจอ

สมัยมัธยมต้นความพยายามของ ฮินาตะ อาจจะไม่ได้ทำให้เขาเห็นภาพของความสำเร็จมากนัก แต่การตั้งต้นและเริ่มขึ้นจริงมาเกิดขึ้นเอาช่วงมัธยมปลายที่เขาเข้ามาสู่ทีมมัธยมคาราสึโนะ โรงเรียนที่มีทีมวอลเล่ย์บอลที่เก่งกาจ และการมาอยู่กับทีม ๆ นี้ทำให้ ฮินาตะ ได้เห็นโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยคนที่เก่งกว่าเขา และทุ่มเทพยายามไม่ต่างจากที่เขาทำ แม้แต่ศัตรูในช่วง ม.ต้น อย่าง คาเงยามะ ก็ยังมาเข้าที่โรงเรียนนี้ด้วยเช่นกัน

ความสำเร็จในฐานะ “นักกีฬาคนหนึ่ง” ของ ฮินาตะ คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากเขาไร้ซึ่งความรักในกีฬาชนิดนี้ เพราะการเริ่มต้นที่ดีจะนำพาเขาไปสู่เส้นทางที่เหมาะสม

มีทฤษฎีที่ชื่อว่า Similarity Attraction หรือ ทฤษฎีการดึงดูดคนที่เหมือนกัน ว่าด้วยการที่คนเรามักจะดึงดูดอีกคนหนึ่งเข้าหาด้วยเหตุผลจากการมีทัศนคติ ค่านิยม ไลฟ์สไตล์ พื้นฐานทางสังคม และความปรารถนา ที่เหมือน ๆ กัน  ซึ่งสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัวโดยที่ไม่ต้องฝืนความรู้สึกใด ๆ เลย

ฮินาตะ ก็เป็นเช่นนั้น เริ่มจากความรัก นำพาสู่สถานที่ที่เพาะบ่มเพื่อยืนยันให้ตัวเองได้รู้ว่า “เราเกิดมาเพื่อเป็นอะไร” และเมื่อเขาหาตัวเองเจอเเล้ว ความสำเร็จที่ใครหลายคนเคยดูถูกก็เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด…

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับทีม วอลเลย์บอลชาย ญี่ปุ่น หลังต้านทานความแข็งแกร่งของ บราซิล เบอร์ 1 ของโลก และแชมป์เก่าไม่ไหว จอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในโอลิมปิก โตเกียว 2020

อย่างไรก็ดี แม้ว่าญี่ปุ่นจะพ่ายไป 3 เซตรวด แต่หากได้ดูการแข่งขัน จะพบว่า “ริวจิน นิปปอน” 
สู้ได้อย่างสุดใจ ต่อกรกับบราซิลโดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์โลก ทั้ง ๆ ที่นี่คือการผ่านเข้ามาเล่นโอลิมปิกครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีของพวกเขา

และหนึ่งในเบื้องหลังที่ทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ก็คือ ไฮคิว  มังงะวอลเลย์บอลยอดฮิตที่ช่วยปลุกกระแสให้กีฬาชนิดนี้กลับมาบูมอีกครั้ง

มันทำได้อย่างไร ติดตามไปพร้อมกับ Main Stand

อดีตเคยแกร่ง

วอลเลย์บอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีการเล่นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1896 และถูกนำเข้ามาสู่ญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดย เฮียวโซะ โอโมริ ศิษย์เก่าของ YMCA International Training School หรือ วิทยาลัยสปริงฟิลด์ในปัจจุบัน

ทว่า แม้จะเป็นกีฬาจากต่างชาติ แต่มันก็ได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงแรกที่มาถึง ด้วยความที่มันเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็วและความว่องไวมากกว่าพละกำลัง ซึ่งเหมาะกับคนเอเชีย ทำให้ “ไฮคิว” หรือวอลเลย์บอลในภาษาญี่ปุ่น แพร่หลายไปทั่วแดนอาทิตย์อุทัย และเป็นกิจกรรมสันทนาการยอดฮิตของคนสมัยนั้น

จนกระทั่งในปี 1964 กีฬายอดนิยมของพวกเขา ก็ได้รับการบรรจุให้เป็นกีฬาชิงเหรียญในโตเกียว 1964 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโอลิมปิก และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของ “แม่มดแห่งตะวันออก” ทีมวอลเลย์บอลหญิงญี่ปุ่น ที่ประกาศศักดา คว้าเหรียญทองไปได้ในครั้งนั้น (และอีก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดงในเวลาต่อมา)

ในขณะที่ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน พวกเขาประเดิมโอลิมปิกครั้งแรกด้วยการคว้าเหรียญทองแดงในปี 1964 และคว้าเหรียญเงินในอีก 4 ปีต่อมา ก่อนที่ในโอลิมปิก 1972 ที่มิวนิค พวกเขาจะไล่ตามทีมหญิงได้ทัน ด้วยการคว้าเหรียญทองมาคล้องคอได้สำเร็จ

แม้ว่าหลังจากนั้น ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น จะมีผลงานที่ตกลงไป แต่พวกเขาก็ยังอยู่แถวหน้าในวงการวอลเลย์บอลโลก ด้วยตำแหน่งรองแชมป์โลกในปี 1969 และ 1977 และอันดับ 3 ในศึกเวิลด์แชมเปี้ยนชิพในปี 1973 และ 1974 และไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในโอลิมปิกที่บาร์เซโลนา 1992

มังงะยอดฮิต

อันที่จริงวอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎอยู่หลายครั้ง เริ่มตั้งแต่อนุญาตให้ขึ้นเหนือเน็ตเพื่อบล็อกในปี 1965 ตลอดจนการเกิดตำแหน่ง ลิเบโร หรือตัวรับอิสระ ในปี 1998 ไปจนถึงการใช้ระบบ Rally point หรือฝ่ายชนะในการโต้ลูกจะได้แต้มโดยไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเสิร์ฟในปี 1999

แน่นอนว่าแต่ละครั้งได้เปลี่ยนโฉมหน้าของกีฬาชนิดนี้ไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้วอลเลย์บอลกลายเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยความว่องไวและความดุดัน จนถูกเรียกว่า “วอลเลย์บอลสมัยใหม่”

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่วอลเลย์บอลกลายเป็นวอลเลย์บอลสมัยใหม่ ทีมชายของญี่ปุ่นก็ไม่เคยขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดอีกเลย พวกเขากลายเป็นเพียงไม้ประดับในเวทีระดับโลกตลอดยุค 2000

ทว่าในขณะที่วงการวอลเลย์บอลชายของพวกเขากำลังซบเซาอย่างหนัก พวกเขาก็มามีความหวัง เมื่อมีมังงะวอลเลย์บอลเรื่องใหม่กำเนิดขึ้น ชื่อของมันคือ Haikyu!! หรือ ไฮคิว คู่ตบฟ้าประทาน ในภาษาไทย ผลงานจากปลายปากกาของ ฮารุอิจิ ฟุรุดาเตะ

มันคือเรื่องราวของ ฮินาตะ โชโย สมาชิกชมรมวอลเลย์บอลชายของคาราสุโนะ จังหวัดมิยางิ ที่แม้จะมีส่วนสูงเพียงแค่ราว 160 เซนติเมตร แต่หลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอล หลังได้รับแรงบันดาลใจมากจาก “ยักษ์ใหญ่ตัวจิ๋ว” อดีตผู้เล่นคาราสุโนะ ที่ฮินาตะบังเอิญได้เห็นการเล่นของเขาผ่านหน้าจอทีวี

ไฮคิว ได้รับเสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่ปีแรกที่ตีพิมพ์ใน นิตยสารโชเน็นจัมป์ เมื่อเรื่องราวของพวกเขาเข้าไปครองใจนักอ่านอย่างจัง และมียอดขายรวมในปัจจุบันสูงถึง 50 ล้านเล่ม รวมทั้งถูกนำไปทำเป็นอนิเมะในปี 2014 จนผู้คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่ที่สำคัญที่สุด มังงะเรื่องนี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับวงการวอลเลย์บอลญี่ปุ่น

จากการรายงานของ NHK ระบุว่าจำนวนนักวอลเลย์บอลชายในระดับมัธยมปลายของพวกเขา ลดลงอย่างน่าใจหายมาพักใหญ่ แต่หลังจากปี 2012 ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากราว 37,000 คน มาเป็นราว 41,000 คนในปี 2015 และแตะหลัก 44,000 คนในปี 2016

“แม้ว่ามันจะเป็นมังงะ แต่มันก็ช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจให้เราได้จริง ๆ” นักวอลเลย์บอลมัธยมปลายบอกเหตุผลกับ NHK

“พวกเราทั้งทีมอ่านไฮคิวกันหมด และตั้งหน้าตั้งตาคอยตอนต่อไปทุกสัปดาห์” นักกีฬาอีกคนกล่าว

นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่นักวอลเลย์บอลระดับมัธยมเท่านั้น เพราะแม้แต่นักกีฬาอาชีพอย่าง มาซาฮิโระ ยานางิดะ วิงสไปเกอร์ (ตัวตบด้านนอก หรือ ตัวตบหัวเสา) ของ ซันโตรีซันเบิร์ดส์ ยักษ์ใหญ่แห่งวีลีก ก็ยังยอมรับว่ามีการ์ตูนเรื่องนี้เป็นแรงขับเคลื่อน

“มันเป็นความตื่นเต้นที่ได้อ่านอะไรที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรา” อดีตกัปตันทีมชาติญี่ปุ่นกล่าว ในสารคดี We became stronger with manga! ของ NHK

“ตัวเอก ฮินาตะ เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีจนทำให้ผมอิจฉา นั่นเป็นคุณสมบัติที่ผมไม่เคยมี”

“ผมอดไม่ได้ที่จะมองไปที่เขา แต่ผมคิดว่าเมื่อก่อน ผมเคยกระตือรือร้นกับวอลเลย์บอลขนาดนั้น มันจึงเป็นมากกว่าความสนใจ”

เช่นกันกับ อาคิฮิโน ยามาอุจิ มิดเดิลบล็อกเกอร์ (ตัวบล็อกกลาง หรือ บอลเร็ว) เจ้าของส่วนสูง 203 เซนติเมตร ของ พานาโซนิค แพนเธอร์ส และเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติญี่ปุ่นชุดลุยโอลิมปิก 2020 ก็บอกว่าเขาเองก็ได้รับอิทธิพลจากไฮคิว

จบเพื่อเริ่มต้นใหม่

แม้ว่าท้ายที่สุดมังงะเรื่องนี้จะไม่สามารถทำให้ทีมชาติญี่ปุ่น คว้าเหรียญในโอลิมปิกได้ หลังพ่ายต่อบราซิลแชมป์เก่า ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่มันก็ทำให้เห็นว่าพวกเขาพัฒนาขึ้นมากแค่ไหน

เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการผ่านเข้ามาเล่นในรอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปีของพวกเขา  แต่ “ริวจิน นิปปอน” ก็สามารถสู้กับเบอร์หนึ่งของโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ว่าจะเป็น ยูกิ อิชิคาวะ กัปตันทีม และ ยูจิ นิชิดะ ที่ต่างกระโดดตบผ่านบล็อกคู่แข่งอย่างสุดมัน ราวกับ วากาโทชิ อุชิจิมา กับ ฮินาตะ โชโย มาเอง หรือ โทโมฮิโระ ยามาโมโตะ ลิเบโรร่างเล็ก ที่ตามเก็บลูกตบของบราซิลอย่างเต็มกำลัง ที่ถอดแบบมาจาก ยู นิชิโนะยะ

มันจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นแห่งความฝันที่ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น จะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกอีกครั้ง โดยมีมังงะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในแรงเสริม บนเส้นทางที่อาจจะดูเหมือนยาวไกล แต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง

เพราะสิ่งที่ ไฮคิว มอบให้วงการวอลเลย์บอลญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นแค่แรงกระตุ้นหรือการสร้างแรงบันดาลใจ แต่มันคือการทำให้รู้สึกว่ากีฬาชนิดนี้มัน “สนุก” จริง ๆ