นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส บรูนู ฟือร์นังดึช ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและ ทีมชาติโปรตุเกส เกิดเมื่อ 8 กันยายน ค.ศ. 1994 หรือที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลชาวไทยว่า “บรูโน่ เฟอร์นานเดส” เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพนักฟุตบอลอยู่ที่กัลโชเซเรียอา ประเทศอิตาลี โดยลงเล่นในเซเรียอารวม 119 นัด และทำ 15 ประตูให้กับอูดีเนเซและซัมป์โดเรีย

ใน ค.ศ. 2017 เขาเซ็นสัญญาเล่นให้กับสปอร์ติงลิสบอน ทีมดังในโปรตุเกสประเทศบ้านเกิดและลงเล่นที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะย้ายร่วมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2020 ด้วยค่าตัว 55 ล้านยูโร 47 ล้านปอนด์ และได้สวมเสื้อหมายเลข 18 ซึ่งเคยเป็นหมายเลขของ พอล สโกลส์ ตำนานผู้เล่นตำแหน่งกองกลางของทีมฟือร์นังดึชได้กลายเป็นนักเตะตัวหลักในทีมในระยะเวลาอันรวดเร็ว

และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นกองกลางตัวรุกที่มีฝีเท้าดีที่สุดคนหนึ่งในการแข่งขัน พรีเมียร์ ลีก เขามีจุดเด่นเรื่องการสังหารลูกตั้งเตะโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงจุดโทษที่เฉียบคมและยังยิงลูกฟรีคิกได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เขายังมีทักษะการจ่ายบอลอันยอดเยี่ยมและการเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด ฟือร์นังดึชลงสนามในครึ่งฤดูกาลหลังในฤดูกาล 2019–2020 รวม 22 นัด

ทำไป 12 ประตู และในฤดูกาลปัจจุบัน (2020–2021) เขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง โดยลงสนามให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดครบทุกนัดในลีก และลงเล่นทุกรายการรวม 55 นัด ทำไปทั้งสิ้น 27 ประตู โดยสามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการยูโรปาลีกได้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021ฟือร์นังดึชได้ถูกเรียกเป็นผู้เล่นทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ตั้งแต่ ค.ศ. 2017

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

ก่อนหน้านี้เขาเคยลงเล่นระดับเยาวชนในนามทีมชาติและเป็นอดีตกัปตันทีมชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ซึ่งมีรุย ฌอร์ฌึ เป็นผู้จัดการทีมและเคยพาทีมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 2016 นับตั้งแต่ ค.ศ. 2017 เป็นต้นมาเขาลงเล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ทุกรายการรวม 27 นัด ทำได้ 2 ประตู

และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักของทีมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน ค.ศ. 2021 รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายใน ค.ศ. 2022บรูโน่ เฟอร์นานเดส เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับเยาวชนอาชีพในปี 2002-2004 Infesta  ต่อมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเบาวิสต้า เป็นทีมชื่อดังในโปรตุเกสในปี 2004-2012 กว่า 8 ปี

ก่อนที่จะถูกยืมตัวเล่นให้กับสโมสรเยาวชน Pasteleira ในปี 2005-2010 และได้ย้ายเข้าร่วมเล่นกับสโมสร โนวารา ในปี 2012-2013 ต่อมาได้เลื่อนขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับ โนวารา ในสโมสรอาชีพชุดใหญ่ในปี 2012-2013 ต่อมาในปั 2013-2016 ได้ย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ อูดิเนเซ่ เป็นสโมสรมีชื่อในอิตาลี่ โดยอยู่ร่วมเล่นให้กับทีมกว่า 3 ปี ก่อนที่จะย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย สโมสรในลีกอิตาลี่ในปี 2016-2017

ต่อมาปี 2017 ได้ย้ายกลับมาค้าแข้ง

ใน สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรชื่อดังในโปรตุเกส สไตล์การเล่นเป็นนักเตะที่มีความแกร่งและมีทักษะการครองบอลได้เยี่ยม เปิดบอลแม่น พร้อมสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดี แต่ในต้นปี 2020 ได้ย้ายมาเล่นในอังกฤษ กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสครั้งแรกในระดับเยาวชนปี 2012

ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี , ปร 2014 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี , ปี 2014-2017 ในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2016 ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ต่อมาในปี 2017 ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกข้อมูลและประวัติล่าสุดของ บรูโน่ เฟอร์นันเดส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส นักเตะที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอล กับสโมสร อินเฟสต้า

โดยเจ้าตัวได้เข้ามาสู่ทีมเยาวชนในปี 2002-2004 จากนั้นเส้นทางลูกหนังของเจ้าตัวก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ในปี 2004 เมื่อได้ย้ายมาร่วมทีม เบาวิสต้า ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงของลีกโปรตุเกสทว่าการเล่นอยู่ที่นี่ บรูโน่ ก็ยังเป็นเพียงแค่นักเตะเยาวชนของทีมเท่านั้น ยังไม่สามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ได้ จนกระทั่งปี 2005 เขาได้ถูกปล่อยยืมไปให้กับ ปาสตีไรล่า ในปี 2005

และอยู่ที่นั่นนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว ก่อนจะย้ายกลับมายัง เบาวิสต้า อีกครั้งในปี 2010 และอยู่ที่นี่ต่ออีก 2 ปีจนกระทั่งปี 2012 เส้นทางลูกหนังที่แท้จริง บททดสอบของจริงในอาชีพนักฟุตบอลของ บรูโน่ ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ โนวาร่า ทีมลูกหนังในประเทศอิตาลี ได้เห็นแววบางอย่างในตัวเขา เลยตัดสินใจซื้อตัวเข้ามาร่วมทีมจากนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของ โนวาร่า ได้

และในฤดูกาล 2012/2013 บรูโน่ ก็ได้ลงสนามเล่นให้กับทีมไปถึง 23 นัด แถมยังยิงได้อีก 4 ประตู อีกด้วย ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอย่างมากกับการย้ายมาเล่นในลีกต่างแดนด้วยฝีเท้าที่โดดเด่น และความมุ่งมั่นในการเล่น ทำให้ฟอร์มของเขาไปเข้าตาของแมวมอง อูดิเนเซ่ สโมสรชื่่อดังศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเขาก็ได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 2013 และกลายเป็นกำลังหลักของทีม และค้าแข้งอยู่ที่นานถึง 3 ปี ลงเล่นไปถึง 86 นัด และยิงได้ 10 ประตูปี 2016 ชีพจรลงเท้า บรูโน่ อีกครั้ง

เมื่อเขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ ซามพ์โดเรีย สโมสรชื่อดังของลีกอิตาลี โดยในฤดูกาล 2016/2017 เขาลงเล่นให้ต้นสังกัดใหม่ไปถึง 33 นัด และยิงได้ 5 ประตู พาทีมจบอันดับ 10 ของตาราง ทว่าเจ้าตัวก็อยู่ค้าแข้งให้กับที่นี่ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อจบฤดูกาลนั้นแล้ว เขาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการย้ายกลับบ้านเกิด ไปเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกโปรตุเกส ซึ่งที่นี่เองที่สร้างให้เขากลายเป็นสุดยอดนักเตะของลีกยุโรปย้ายมาค้าแข้งให้กับ สปอร์ติ้ง ในฤดูกาล 2017/2018 และเพียงฤดูกาลแรกเขาก็แจ้งเกิดแบบเต็มตัว เมื่อระเบิดตาข่ายคู่แข่งไปถึง 16 ประตู กับทำอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนามทุกรายการ 56 นัด ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ในฤดูกาลต่อมา เจ้าตัวยังระเบิดฟอร์มการเล่นได้ดีกว่าเดิมอีก เมื่อยิงได้แบบระเบิดเถิดเทิงถึง 31 ประตู กับทำอีก 15 แอสซิสต์

จากการลงสนามทั้งหมด 55 นัด

และอย่าลืมว่าเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง ไม่ใช่กองหน้าของทีมหลังจบ ฤดูกาล 2018/2019 มีข่าวออกมาว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ให้ความสนใจที่จะดึงตัว บรูโน่ ไปร่วมทีม และว่ากันว่าเจ้าตัวเกือบจะได้ย้ายอยู่แล้ว แต่ตกลงเรื่องค่าตัวไม่ได้ทำให้ดีลนี้ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็ทำให้ดาวเตะโปรตุเกส ต้องค้าแข้งกับต้นสังกัดเดิมต่อไป แต่เจ้าตัวก็ยังทำผลงานสุดยอดอย่างต่อเนื่อง โดยเพียงแค่ครึ่งซีซั่นแรก เขาซัดไป 15 ประตู กับอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนาม 27

นัดให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอนและเมื่อถึงเดือนมกราคม ปี 2020 ฝันของสาวก “ปีศาจแดง” ก็เป็นจริง เมื่อ แมนยู ตัดสินใจทุ่มเงินคว้าตัว บรูโน่ มาร่วมทัพ ได้สำเร็จ และเพียงแค่การเข้ามาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็ช่วยให้ยอดทีมแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กลายเป็นคนละทีมกับเมื่อช่วงครึ่งซีซั่นแรก เขาเข้ามาช่วยยกระดับการเล่นของทีม ช่วยปลุกจิตวิญญาณนักสู้ และก้าวเข้ามาเป็นผู้นำของทีม จนเมื่อจบฤดูกาล ทีมก็สามารถจบอันดับที่ 3 คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับที่เจ้าตัวก็ได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร อีกด้วย ทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเล่นเพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้นได้เริ่มต้นการเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ครั้งแรก ในระดับเยาวชน เมื่อปี 2012 ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จากนั้นก็ขยับขึ้นไปเล่น ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รวมทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อีกด้วจนกระทั่งปี 2017

ที่เจ้าตัวย้ายมาค้าแข้งกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก็ได้รับโอกาสสำคัญ เมื่อเขาถูกดันขึ้นไปเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามเป็นเกมแรก จากการลงมาเป็นตัวสำรอง แทน มานูเอล แฟร์นานเดส ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกมอุ่นเครื่องที่ โปรตุเกส เอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย ไปขาดลอย 3-0 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2017

จากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม ฟอร์มที่ร้อนแรงกับการเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ทำให้ บรูโน่ ถูก เรียกไปติดทีมชาติโปรตุเกส ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้เป็นตัวหลักให้กับทีมชุดนั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแรกของรอบแบ่งกลุ่ม และถูกเปลี่ยนตัวออก และลงมาเป็นสำรองในนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ลงสนามอีกเลย จนกระทั่งโปรตุเกส ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย จากการพ่ายแพ้ต่อ อุรุกวัย 1-2ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ บรูโน่

ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว 25 นัด ยิงได้ 2 ประตู และเจ้าตัวก็ยังเป็นนักเตะที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อปี 2019 อีกด้วย

รางวัลส่วนตัว :

นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (6 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (7 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลีกโปรตุเกส ปี 2017/2018 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูโรปา ลีก ปี 2017/18 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ปี 2019

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก (2 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2019/2020

ดาวซัลโวศึกยูโรปา ลีก ปี 2019/2020

 

 

นักเทนนิส

นักเทนนิส

นักเทนนิส

นักเทนนิส

อเล็กซานเด “ซาช่า” Zverev เกิดวันที่ 20 เมษายนปี 1997 ในฮัมบูร์ก  เยอรมนี เขามีพี่ชาย Mischa ซึ่งเกิดเมื่อเกือบสิบปีก่อนและเป็นนักเทนนิสมืออาชีพด้วย ทั้งพ่อและแม่ Sascha ถูกเล่นเทนนิสระดับมืออาชีพสำหรับ สหภาพโซเวียต พ่อของเขาอยู่ในอันดับที่ 175 ในโลก เขายังเป็นผู้เล่นชายอันดับต้น ๆ ของประเทศในขณะที่แม่ของเขาเป็นผู้เล่นหญิงอันดับที่สูงสุด พวกเขาทั้งสองย้ายจากโซซีไปยังเมืองหลวงเพื่อฝึกที่ CSKA Moscow สโมสรเทนนิสที่ดำเนินกิจการ

โดยทหาร รัฐบาลโซเวียตมักจำกัดผู้เล่นของตนไม่ให้แข่งขันนอกประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่จำกัดว่าพ่อแม่ของ Sascha จะขึ้นอันดับโลกได้สูงเพียงใด กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่ใกล้เข้ามา Irina เดินทางไปเยอรมนีเพื่อแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ในปี 1990 โดยมีสามีของเธอเป็นโค้ช ในขณะที่อยู่ในเยอรมนี พวกเขาได้รับงานเป็นครูสอนเทนนิส หลังจากปฏิเสธในตอนแรก พวกเขายอมรับข้อเสนอให้ทำงานที่ Uhlenhorster Hockey Club

ในฮัมบูร์กในปีต่อไป และจบลงด้วยการตั้งรกรากในประเทศ เริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุ 3 ขวบ ตั้งแต่ Sascha เริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุยังน้อย เขาพูดว่า “วันหนึ่ง ตอนที่ฉันอายุ ฉันคิดว่าหนึ่งปีห้าเดือน ฉันเพิ่งหยิบไม้เทนนิสขึ้นมา

และ ฉันเริ่มผลักลูกบอลไปทั่วอพาร์ตเมนต์ของเรา และตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็พาฉันออกไปที่สนาม ฉันยังคงสนุกกับมัน ฉันสนุกกับมันในตอนนั้นเมื่ออายุได้ 5 ขวบ เขาเริ่มเล่นเทนนิสอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงSascha มีความสามารถ

ในการแข่งขันสูงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก Mischa น้องชายของเขากล่าวว่า เขาจะไม่เข้าใจหรือยอมรับว่าเขาแพ้” เมื่อทั้งสองจะเล่นกันเอง เขาไม่อยากออกจากสนามเว้นแต่เขาจะชนะการแข่งขัน Sascha ยังเล่นฮอกกี้และฟุตบอลตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ตัดสินใจที่จะโฟกัสไปที่เทนนิสเมื่ออายุประมาณ 12 ปีเท่านั้น หลังจากแพ้ในรอบแรกในการแข่งขันระดับจูเนียร์ระดับนานาชาติในฟลอริดาเมื่อ Sascha ยังเด็ก แม่ของเขาเป็นโค้ชหลัก ในขณะที่พ่อของเขาเน้นไปที่การฝึกสอนน้องชายของเขา

เขากล่าวว่า “ฉันคิดว่าฉันมีเทคนิคที่ค่อนข้างดี

ซึ่งแม่ของฉันทำตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นให้เครดิตเธอสำหรับสิ่งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบ็คแฮนด์ของฉันคือแม่ของฉัน 100 เปอร์เซ็นต์”ในขณะที่แม่ของเขามีรูปแบบการสอนที่ผ่อนคลายมากขึ้น พ่อของเขา “มีวิธีการฝึกกายภาพแบบโซเวียต” ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อมตามกำหนดเวลาสำหรับจำนวนการทำซ้ำที่แน่นอนโค้ชของ Sascha ตั้งเป้าให้เขามีรูปแบบการเล่นที่เสี่ยงและดุดันมากขึ้น

โดยสร้างขึ้นจากการตีลูกบอลด้วยความเร็วและจุดจบอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความแตกต่างอย่างมากจากวิธีการเล่นของเขาเมื่ออายุ 12 ขวบ โดยที่สไตล์ของเขาเน้นไปที่การเป็น นักสู้ที่เหลือเชื่อ จากพื้นฐานส่วนหนึ่ง เพราะเขาเล่นช้าเกินไปที่จะเข้าตาข่าย ในขั้นต้น Sascha พยายามเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเขา เขา “ทำผิดพลาดมากมาย” และแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ที่เก่งในการรักษาคะแนนให้มีชีวิต อย่างไรก็ตาม พ่อของเขายึดติดกับกลยุทธ์นี้

โดยกล่าวว่า “เราต้องฝึกเทนนิสเร็ว เทนนิสเชิงรุก ถ้าวันนี้คุณแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คุณต้องคิดถึงอนาคต เล่นของเขาการแข่งขันจูเนียร์ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2011 เมื่ออายุ 13 ปีในการแข่งขันชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโปแลนด์ เขาเป็นอดีตจูเนียร์อันดับ 1 ของโลกเขาเข้าสู่การแข่งขันครั้งแรกในสนามจูเนียร์เซอร์กิตของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ ในช่วงต้นปี 2011 เมื่ออายุ 13 ปี ในช่วงต้นปี 2012 ซเวเรฟได้แชมป์ ITF เป็นครั้งแรกที่ Fujairah Junior Championships

ซึ่งเป็นเกรด 4 ระดับต่ำ การแข่งขันในสหรัฐอาหรับเอมิ เขาจะรับตำแหน่งระดับ 5 ที่ต่ำกว่าที่ Oman International Junior 2 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งทำให้เขาเริ่มแข่งขันในกิจกรรมระดับสูงก่อนวันเกิดปีที่ 15 ของเขาได้ไม่นาน [9]เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทัวร์นาเมนต์ระดับ 2 ขึ้นไป จนกระทั่งในปีถัดมาเมื่อเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศคู่แบบแบ็คทูแบ็กกับSpencer Papaที่ Grade A Copa Gerdauและ Grade 1 USTA International Spring Championships

ความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาลของซเวเรฟในประเภทคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นปูชนียบุคคลของการพัฒนาครั้งสำคัญในซิงเกิ้ลเช่นกัน ในช่วงฤดูคอร์ตดินของยุโรป เขาได้รับตำแหน่ง Grade 1 เป็นครั้งแรกเหนือAndrey Rublevที่ Open International Junior de Beaulieu-sur-Mer เขาติดตามผลงานนั้นด้วยตำแหน่งเกรด A ครั้งแรกของเขาที่ Trofeo Bonfiglio ในเดือนต่อมา กลายเป็นแชมป์ชายเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันนอกจากนี้เขายังวิ่ง

ขึ้นที่ 2013 ฝรั่งเศสเปิดการCristian การิน Zverev ประสบความสำเร็จในสนามหญ้าเช่นกัน รองแชมป์คือNick Kyrgiosที่จูเนียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรแฮมป์ตัน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการเกษียณที่วิมเบิลดันเนืองจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ซเวเรฟเข้ามาใกล้จะถึงชายเดี่ยวแกรนด์สแลมอีกคนสุดท้ายที่จูเนียร์ยูเอสโอเพ่น 2013แต่พ่ายแพ้ต่อแชมป์บอร์นา Ćorić ในรอบรองชนะเลิศในที่สุด

ความสำเร็จนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ในปลายเดือนตุลาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซเวเรฟยังเป็นตัวแทนของเยอรมนีในจูเนียร์ เฟด คัพ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สี่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีคือ Grade A Orange Bowlซึ่งเขาพ่ายแพ้โดยStefan Kozlovในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะจูเนียร์อันดับต้น ๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแชมป์โลกไอทีเอฟจูเนียร์กลายเป็นแชมป์ชายที่อายุน้อยที่สุด

นับตั้งแต่โดนัลด์ ยังในปี 2548 เล่นเพียงสองทัวร์นาเมนต์ในปี 2014 ทั้งในออสเตรเลียในเดือนมกราคมเขาชนะการแข่งขันประเภทเดี่ยวทั้งสองรายการ ครั้งแรกที่พบกับโอมาร์ จาซิกาออสเตรเลียที่ทรารัลกอน จูเนียร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่Australian Openเขาสามารถเอาชนะ Kozlov ซึ่งเป็นอันดับสองเพื่อจบอาชีพจูเนียร์ของเขาด้วย

ตำแหน่ง Grand Slam ครั้งแรก

การแข่งขันในสหรัฐอาหรับเอมิ เขาจะรับตำแหน่งระดับ 5 ที่ต่ำกว่าที่ Oman International Junior 2 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งทำให้เขาเริ่มแข่งขันในกิจกรรมระดับสูงก่อนวันเกิดปีที่ 15 ของเขาได้ไม่นาน [9]เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทัวร์นาเมนต์ระดับ 2 ขึ้นไป จนกระทั่งในปีถัดมาเมื่อเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศคู่แบบแบ็คทูแบ็กกับSpencer Papaที่ Grade A Copa Gerdauและ Grade 1 USTA International Spring Championships

ความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาลของซเวเรฟในประเภทคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นปูชนียบุคคลของการพัฒนาครั้งสำคัญในซิงเกิ้ลเช่นกัน ในช่วงฤดูคอร์ตดินของยุโรป เขาได้รับตำแหน่ง Grade 1 เป็นครั้งแรกเหนือAndrey Rublevที่ Open International Junior de Beaulieu-sur-Mer เขาติดตามผลงานนั้นด้วยตำแหน่งเกรด A ครั้งแรกของเขาที่ Trofeo Bonfiglio ในเดือนต่อมา กลายเป็นแชมป์ชายเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันนอกจากนี้เขายังวิ่ง

ขึ้นที่ 2013 ฝรั่งเศสเปิดการCristian การิน Zverev ประสบความสำเร็จในสนามหญ้าเช่นกัน รองแชมป์คือNick Kyrgiosที่จูเนียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรแฮมป์ตัน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการเกษียณที่วิมเบิลดันเนืองจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ซเวเรฟเข้ามาใกล้จะถึงชายเดี่ยวแกรนด์สแลมอีกคนสุดท้ายที่จูเนียร์ยูเอสโอเพ่น 2013แต่พ่ายแพ้ต่อแชมป์บอร์นา Ćorić ในรอบรองชนะเลิศในที่สุด

ความสำเร็จนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ในปลายเดือนตุลาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซเวเรฟยังเป็นตัวแทนของเยอรมนีในจูเนียร์ เฟด คัพ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สี่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีคือ Grade A Orange Bowlซึ่งเขาพ่ายแพ้โดยStefan Kozlovในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะจูเนียร์อันดับต้น ๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแชมป์โลกไอทีเอฟจูเนียร์กลายเป็นแชมป์ชายที่อายุน้อยที่สุด

นับตั้งแต่โดนัลด์ ยังในปี 2548 เล่นเพียงสองทัวร์นาเมนต์ในปี 2014 ทั้งในออสเตรเลียในเดือนมกราคมเขาชนะการแข่งขันประเภทเดี่ยวทั้งสองรายการ ครั้งแรกที่พบกับโอมาร์ จาซิกาออสเตรเลียที่ทรารัลกอน จูเนียร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่Australian Openเขาสามารถเอาชนะ Kozlov ซึ่งเป็นอันดับสองเพื่อจบอาชีพจูเนียร์ของเขาด้วยตำแหน่ง Grand Slam ครั้งแรก

เปิดโผ 29 ขุมกำลังบีจี ปทุมพร้อมป้องกันแชมป์ไทยลีก

เปิดโผ 29 ขุมกำลังบีจี ปทุมพร้อมป้องกันแชมป์ไทยลีก

เปิดโผ 29 ขุมกำลังบีจี ปทุมพร้อมป้องกันแชมป์ไทยลีก

เปิดโผ 29 ขุมกำลังบีจี ปทุมพร้อมป้องกันแชมป์ไทยลีก

ทัพ “เดอะ แรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในฐานะแชมป์เก่าของศึกไทยลีก ได้ทำการเปิดตัวผู้เล่นพร้อมกับเบอร์เสื้อที่จะใช้งานในเลกแรกของศึกไทยลีก 1 ฤดูกาล 2021-22 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย หลังจาก ตลาดซื้อขายนักเตะ ปิดลงไปเมื่อวันที่ 27 ส.ค.64 ที่ผ่านมา

โดยขุมกำลังของบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในไทยลีก เลกแรก ซีซั่น 2021-22 นี้มี 29 คน ประกอบด้วย 1.ฉัตรชัย บุตรพรม, 3.ทศพล ชมชน, 4.เชาว์วัตน์ วีระชาติ, 5.วิคเตอร์ คาร์โดโซ่, 6.สารัช อยู่เย็น, 7.ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้, 8.พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ , 9.สุรชาติ สารีพิมพ์, 10.ธีรศิลป์ แดงดา,

11.สุมัญญา ปุริสาย, 13.เออร์เนสโต้ ภูมิภา, 15.อภิสิทธิ์ โสรฎา, 16.จักพัน ไพรสุวรรณ, 17.อิรฟาน ฟานดี้, 18.ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์, 19.เจนรบ สำเภาดี20.ชิตชนก ไชยแสนสุรินธร,

21.รัตนชาติ เนียมไธสง, 23.สันติภาพ จันทร์หง่อม, 24.ฉัตรมงคล ทองคีรี, 27.เควิน อินเกรโซ่, 28.ณัฐพล วรสุทธิ์, 29.ชาตรี ฉิมทะเล,

30.อันเดรส ตูเญซ, 34.ศราวุธ เกิดศรี, 35.สิโรจน์ ฉัตรทอง, 39.ยอดรัก นาเมืองรักษ์, 40.กรพัฒน์ นารีจันทร์ และ 88.เรียว มัตสึมูระ

สำหรับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด มีคิวประเดิมทำศึกฟุตบอล “ไดกิ้น ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนคัพ” หรือศึก “แชมป์ชนแชมป์” พบกับ “กว่างโซ้งมหาภัย” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์ช้าง เอฟเอ คัพ ในวันพุธที่ 1 ก.ย.64 ที่สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี จ.เชียงใหม่ เวลา 18.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 5 และ AIS PLAY

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

เป็นสโมสร ฟุตบอลอาชีพ ในเมืองลีดส์ในเทศมณฑล เวสต์ยอร์กเซอร์ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อ ปีคริตส์ศักราช 1919 ฉายาของทีมคือ นกยูง หรือยูงทองหลังจากนั้นต่อมาทีมสโมสรลีดส์ซิตี้ได้ถูกสั่งยุบทีมโยที่ฟุตบอลลีกซึ่งก็คือลีดส์ยูไนเต็ดจึงได้เข้าไปใช้สนามเอลแลนด์โรดแทนเจ้าของเดิมซึ่งปัจจุบันทางสโมสรได้ลงแข่งขันฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษโดยการเลื่อนลำดันชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมป์เปียนชิปตอนจบฤดูกาล 2019-2020 ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทีมนั้นเล่นอยู่ในลีกสูงสุดเป็นเวลาที่

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

เปลี่ยนชื่อลีกที่สูงสุดมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปีต่อมาและยังได้รับถ้วยรางวัลต่างๆมากเป็นอันดับที่ 3 ของอังกฤษ แต่ต่อมาทีมประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมเช่น จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์- โจนา

ธาน วู๊ดเกด- มาร์ค วิดูก้า- ลี โบว์เยอร์ -อลัน สมิธ- อารอน เลนน่อน- ร็อบบี้ ฟาวเลอร์- เอียน ฮาร์ท- พอล โรบินสัน- โอลิวิเย่ต์ ดากูส์ เป็นต้น และตกชั้น

ในเวลาต่อมาโดยปัจจุบันลีดส์

อยู่ภายใต้การครอบครองของ เคน เบตส์ อดีตเจ้าของเชลซีที่นำเงินมาช่วยลีดส์จากสภาพล้มละลาย ทำให้ลีดส์เริ่มมีเงินทุนกลับมาซื้อ

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

ประสบการณ์อย่าง โรเบิร์ต สน็อคกาส- ลูซิอาโน เบคคิโอ- แพทริค คิสนอร์โบ โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมด้วยการได้ตำแหน่งรองแชมป์ลีกวันเลื่อนชั้นสู่อีเอฟแอลแชมเปียนชิปหลังตกชั้นมาเมื่อ 3 ปีก่อน แล้วอีก 10 ปีต่อมา ในฤดูกาล 2019-20 ลีดส์ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมสร้างผลงาน ด้วยการคว้าแชมป์

อีเอฟแอลแชมเปียนชิปเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ในรอบ 16 ปี หลังจากห่างหายไปนาน ตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04 แล้วได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดครั้งช่วงกลางครึ่งหลัง บุกมาเอาชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไปได้ 2-1 ผ่านเข้ารอบ 3 ศึก

เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในเมืองลีดส์ในเทศมณฑลเวสต์ยอร์กเซอร์ประเทศอังกฤษก่อตั้งเมื่อ ปีคริตส์ศักราช 1919 ฉายาของทีมคือ นกยูง หรือยูงทองหลังจากนั้นต่อมาทีมสโมสรลีดส์ซิตี้ได้ถูกสั่งยุบทีมโยที่ฟุตบอลลีกซึ่งก็คือลีดส์ยูไนเต็ดจึงได้เข้าไปใช้สนามเอลแลนด์โรดแทนเจ้าของเดิมซึ่งปัจจุบันทางสโมสรได้ลงแข่งขันฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษโดยการเลื่อนลำดันชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมป์เปียนชิปตอนจบฤดูกาล 2019-2020 ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทีมนั้นเล่นอยู่ในลีกสูงสุดเป็นเวลาที่

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

เปลี่ยนชื่อลีกที่สูงสุดมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปีต่อมาและยังได้รับถ้วยรางวัลต่างๆมากเป็นอันดับที่ 3 ของอังกฤษ แต่ต่อมาทีมประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมเช่น จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์- โจนาธาน วู๊ดเกด- มาร์ค วิดูก้า- ลี โบว์เยอร์ -อลัน สมิธ- อารอน เลนน่อน- ร็อบบี้ ฟาวเลอร์- เอียน ฮาร์ท- พอล โรบินสัน- โอลิวิเย่ต์ ดากูส์ เป็นต้น และตกชั้นในเวลาต่อมา โดยปัจจุบันลีดส์ อยู่ภายใต้การครอบครองของ เคน เบตส์ อดีตเจ้าของเชลซีที่นำเงินมาช่วยลีดส์จากสภาพล้มละลาย ทำให้ลีดส์เริ่มมีเงินทุนกลับมาซื้อ

 

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 ในการเเข่งขัน ” โอลิมปิกเกมส์ ” ที่กรุงริโอฯ ประเทศบราซิล “ตบสาวเเดนมังกร” ทีมชาติจีน สามารถคว้า “เเชมป์วอลเลย์บอลในร่ม” มาครองได้สำเร็จ หลังจากตบเอาชนะ เซอร์เบีย ทีมเเกร่งจากยุโรป ไปแบบสุดมัน 3-1 เซต รวมทั้งยังน็อค “เจ้าภาพ” บราซิล เเบบสุดช็อคในรอบก่อนรอง ฯ

ต่อหน้าแฟนลูกยางเกือบ 10,000 คน ที่สนาม มาราคาน่าฯจู ถิง ยอดดาวตบเจ้าของความสูง 197 เซนติเมตร อาจเปรียบเหมือนหัวใจสำคัญของ “ตบสาวจีน” ที่นำทีมคว้า “เหรียญทองโอลิมปิกฯ” มาครองเป็นหนที่ 3 ในประวัติศาสตร์(1984, 2004, 2016)

โดยได้รับเลือกเป็น “ผู้เล่นทรงคุณค่า” หลังทำไปทั้งสิ้น 179 คะเเนน(สูงที่สุดในทัวร์นาเมนต์) เเต่ความจริงเเล้วคนที่สำคัญที่สุดในทัวร์นาเมนต์ของ “ตบสาวจีน” คงหนีไม่พ้น หลาง ผิง ยอดโค้ชจอมเเท็คติค ที่เคยได้สัมผัส “เเชมป์โอลิมปิกฯ” มาเเล้วในฐานะนักกีฬาจีน เมื่อปี 1984 ที่ลอสเเอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

“สาวน้อยจากเทียนจิน สร้างชื่อดังก้องโลก”

หลาง ผิง เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน โดยก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “ตบสาวจีน” ด้วยวัยเพียงเเค่ 18 ปี หลาง ผิง ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชาติจีนได้สำเร็จ (ช่วงเเรกมีรุ่นพี่ได้รับบาดเจ็บ)

โดยเเชมป์ใหญ่รายการเเรกคือ “เวิลด์ คัพ” ปี 1991 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นความสำเร็จในรายการระดับโลกครั้งเเรกของ “ตบสาวจีน” เพราะว่าก่อนหน้านั้นพวกเขาทำได้ดีที่สุดเเค่ เเชมป์เอเชีย(1979) เท่านั้น

นับตั้งเเต่ปี 1980 เป็นต้นมา “ตบสาวจีน” กลายเป็นทีมระดับเเนวหน้าของวงการลูกยางโลก เเละประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ซึ่งหนึ่งในกำลังสำคัญของทีมยุคนั้นคือ หลาง ผิง

โดยเฉพาะในการเเข่งขันวอลเลย์บอลชิงเเชมป์โลกปี 1992 ที่ประเทศเปรู, วอลเลย์บอลโอลิมปิกฯ 1984 ที่ลอสเเอนเจลิส เเละ วอลเลย์บอลเวิลด์ คัพ 1985 ที่ประเทศญี่ปุ่น

“ตบสาวจีน” ภายใต้การนำทัพของ หลาง ผิง สามารถผงาดคว้าเเชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ทั้ง 3 รายการ ไล่จากตบเอาชนะ “เจ้าภาพ” เปรู ในรอบชิงชนะเลิศ  วอลเลย์บอลชิงเเชมป์โลก ฯ ต่อด้วยสอนเชิง “เจ้าถิ่น” สหรัฐฯ ในรอบชิงเหรียญทองโอลิมปิกฯ เเละปิดท้ายด้วยการเบียดชาติมหาอำนาจอย่าง คิวบา เข้าป้ายเเชมป์ “เวิลด์ คัพ” สมัยที่ 2 ของทีมชาติจีน โดยทั้ง 3 รายการ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า “MVP” ตกเป็นของ ยอดดาวตบที่มีชื่อว่า หลาง ผิงชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน

เหมือนเป็นเรื่องที่ช็อควงการลูกยางจีนพอสมควร เพราะว่าในปี 1996 หรือว่าหลังจากคว้าเเชมป์ “เวิลด์ คัพ” สมัยที่ 2 มาครองได้เพียง 1 ปี หลาง ผิง ตัดสินใจประกาศอำลาทีมชาติด้วยวัยเพียงเเค่ 26 ปีเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าอยากที่จะก้าวขึ้นไปเป็น ผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอล เเละเตรียมออกเดินทางไปเรียนต่อสาขาการจัดการกีฬา ณ มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สหรัฐฯ

นอกเหนือจากการเรียนเเล้ว หลาง ผิง ยังรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนทีมลูกยางมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสาย “ผู้ฝึกสอนอาชีพ” เเม้ว่าจะยังไม่ได้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันจากการทำงานที่นี่ เเต่ว่าอย่างน้อยที่สุด หลาง ผิง ก็ได้รับประสบการณ์สำคัญเกี่ยวกับการทำทีมวอลเลย์บอล รวมทั้งยังได้ฝึกภาษาจนสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องเเคล่ว โดยเฉพาะในเรื่องของวอลเลย์บอล

จากนักวอลเลย์บอล ผันตัวเองสู่ผู้ฝึกสอน

หลังจากบ่มเพราะฝีมืออยู่หลายปีกับ มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ก็ถึงเวลาที่ หลาง ผิง ต้องลงวาดลวดลายในสนามจริง ทีมชาติจีน ตัดสินใจเรียกตัว หลาง ผิง มาร่วมงานอีกครั้งเเต่เป็นในบทบาทของ หัวหน้าผู้ฝึกสอน ซึ่งถือเป็น “โค้ชหญิง” คนเเรกในประวัติศาสตร์ของทีมชาติจีน

โดยผลงานที่ออกมาค่อนข้างน่าพอใจเเม้ว่าจะไม่มีเเชมป์ระดับโลกติดมือเริ่มจากปี 1995 ทีมชาติจีน จบเป็นอันดับ 3 ในการเเข่งขันเวิลด์ คัพ ที่ญี่ปุ่น, “รองเเชมป์” โอลิมปิกฯ 1996 ที่แอตแลนต้า โดยพ่ายต่อยอดทีมอย่าง คิวบา 1-3 เซต, เเชมป์วอลเลย์บอลชิงชนะเลิศแห่งเอเชียปี 1997, แชมป์เอเชียนเกมส์ 1998 ที่กรุงเทพมหานครฯ เเละ รองแชมป์วอลเลย์บอลหญิงชิงเเชมป์โลกปี 1998 ที่ญี่ปุ่น ซึ่งพ่ายต่อ คิวบา อีกครั้งด้วยสกอร์ 0-3 เซต

รวมทั้งยังเคยได้รับเลือกเป็น “ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม” ประจำปี 1996 ของสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ “FIVB”หลาง ผิง ตัดสินใจประกาศอำลาตำแหน่ง ผู้ฝึกสอนทีมชาติจีน ในช่วงปลายปี 1998 ด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ เเต่ถัดมาในช่วงกลางปี 1999

กลับตอบรับงานคุมทีม โมเดน่า ในลีกอีตาลี ซึ่งเป็นช่วงใกล้เคียงกับที่ เจ้าตัว ได้รับการติดต่อทาบทามจาก ทีมชาติสหรัฐฯ ให้ไปคุมทีมเช่นเดียวกัน เเต่ว่าสุดท้าย หลาง ผิง ต้องตอบปฏิเสธเพราะเพิ่งจรดปากกาเซ็นสัญญากับ โมเดน่า ไปก่อนหน้าเพียงไม่นาน

รับงานคุมทีมระดับโลก ความท้าทายครั้งสำคัญหลาง ผิง โลดเเล่นอยู่ใน ลีกอิตาลี เป็นเวลา 5 ฤดูกาล จนกระทั่งปี 2005 ก็ตัดสินใจเข้ารับงานคุมทัพ สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ

หลังเคยตอบปฏิเสธไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน โดยเป้าหมายสำคัญคือการนำทีมลุย โอลิมปิกฯ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เเต่กว่าที่ เจ้าตัว จะตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของ สหรัฐฯ ก็คิดไตร่ตรองเป็นเวลานานพอสมควร

เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของแฟนวอลเลย์บอลชาวจีน เเต่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจเธอเป็นอย่างดีเเละยังอวยพรให้ประสบความสำเร็จโค้ชสาวคนดัง เเสดงให้เห็นถึงฝีมือระดับโลกในการคุมทัพ สหรัฐฯ โดยนำลูกทีมตีตั๋วทะลุสู่ รอบชิงชนะเลิศ โอลิมปิกฯ 2008 ได้สำเร็จ

ตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากล้มยอดทีมอย่าง คิวบา ลงได้เเบบราบคาบ 3 เซตรวดในรอบตัดเชือก เเต่ว่าน่าเสียดายที่สุดท้ายเเล้ว สหรัฐฯ ก็ต้องพ่ายต่อ บราซิล ไปแบบน่าเสียดาย เเละทำได้ดีที่สุดเพียงเเค่ เหรียญเงินโอลิมปิกฯ เท่านั้น

ซึ่งนั้นเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของ หลาง ผิง กับการคุมทีม สหรัฐฯย้อนกลับไป รอบเเบ่งกลุ่ม หลาง ผิง มีโอกาสคุมทัพ สหรัฐฯ ลงสนามดวลกับ จีน ผลปรากฏว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเอาชนะไปแบบสุดมัน 3-2 เซต

โดยเกมนั้น หู จิ่นเท่า ประธานาธิบดีของจีน เเละ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเข้ามาชมการเเข่งขันที่ข้างสนาม รวมทั้งยังมียอดคนดูการถ่ายทอดสดในจีนสูงถึง 250 ล้านคน

 

 

 

 

 

ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก หรือ ฟีฟ่าเวิร์ดคัพ เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศมีทีมชาติชายเข้าร่วมการแข่งขันในกลุ่มสมาชิก เป็นการจัดการแข่งขันขึ้นทุกๆ 4 ปี เริ่มครั้งแรกปี คริสต์ศักราช 1930 แต่มีการยกเว้น ในปี คริสต์ศักราช 1942 และ1946 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 รูปแบบการแข่งในปัจจุบันประกอบด้วย 32 ทีม

เพื่อเข้าร่วมแข่งในประเทศที่เป็นเจ้าภาพการแข่ง21ครั้ง มีชาติที่ ชนะเลิศการแข่ง ทั้งสิ้นได้แก่ ทีมชาติบราซิล 5ครั้งทีมชาติเดียวที่ลงแข่งทุกครั้งทีอืนก็มี ทีมชาติอิตาลีและทีมชาติเยอรมนี 4ครั้ง ทีมชาติอาร์เจนตินา ทีมชาติอุรุกวัย และทีมชาติฝรั่งเศส 2ครั้ง และทีมชาติอังกฤษกับทีมชาติสเปน 1 ครั้ง

การแข่งขันฟุตบอลโลกถือได้ว่าเป็นการแข่งที่มีจำนวนผู้ชมมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ราว 715.1ล้านคนแล้วเคยมีประเทศที่เป็นเจ้าภาพมาแล้ว 17 ชาติตั้งแต่ คริสต์ศักราช 1930 ส่วนการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปคือประเทศกาตาร์ในปี2022 และในปี2026 จัดขึ้นที่ประเทศแคนนาดา สหรัฐอเมริกา และแม็กซิโกในฐานะเจ้าภาพร่วม การแข่งขันฟุตบอลนานาชาติชุดก่อนจัดขึ้นครั้งแรกที่กลาสโกว์ระหว่างสก็อตแลนด์กับอังกฤษและในการแข่งขันชิงชนะเลิศระหว่างประเทศครั้งแรกที่ชื่อ บริติชโฮมแชมเปียนชิป ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1884 กีฬาฟุตบอลเติบโตในส่วนอื่นของโลก

นอกเหนือจากอังกฤษในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ มีการแนะนำกีฬาและแข่งขันประเภทนี้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1900 และ 1904 และที่กีฬาโอลิมปิกซ้อน 1906 หลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ ฟีฟ่า ก่อตั้งขึ้นในปี 1904 ได้มีการพยายามจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ นอกเหนือจากประเทศที่เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ปี 1906 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศในยุคแรก ๆ แต่ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ

ของฟีฟ่าอธิบายว่าการแข่งขันนั้นล้มเหลวไป

โอลิมปิกฤดูร้อน 1908 ในกรุงลอนดอน ฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่แข่งขันอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอล อังกฤษได้ดูแลในการจัดการแข่งขัน โดยผู้แข่งขันเป็นมือสมัครเล่นเท่านั้นและดูเป็นการแสดงมากกว่าการแข่งขัน โดยบริเตนใหญ่ แข่งขันโดยทีมฟุตบอลสมัครเล่นทีมชาติอังกฤษ ได้รับเหรียญทองในการแข่งขัน ต่อมาในโอลิมปิกฤดูร้อน 1912 ที่สต็อกโฮล์มก็มีจัดขึ้นอีก โดยการแข่งขันจัดการโดยสมาคมฟุตบอลสวีเดนในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งแข่งขันฟุตบอล

เฉพาะในทีมสมัครเล่น เซอร์โทมัส ลิปตัน

ได้จัดการการแข่งขันที่ชื่อ การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเซอร์โทมัสลิปตัน จัดขึ้นในตูรินในปี 1909 เป็นการแข่งขันระหว่างสโมสร ไม่ใช่ทีมชาติ จากหลาย ๆ ประเทศ บางทีมเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศ การแข่งขันครั้งนี้บางครั้งอาจเรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก มีทีมอาชีพเข้าแข่งขันจากทั้งในอิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ แต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษปฏิเสธที่จะร่วมในการแข่งขันและไม่ส่งทีมนักฟุตบอลอาชีพมาแข่ง ลิปตันเชิญสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์ จากมณฑลเดอแรม เป็นตัวแทนของอังกฤษแทน

ซึ่งสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์

ชนะการแข่งขันและกลับมารักษาแชมป์ในปี 1911 ได้สำเร็จฟีฟ่าได้จำแนกการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกว่าเป็น “การแข่งขันชิงแชมป์สำหรับมือสมัครเล่น” และลงรับผิดชอบในการจัดการการแข่ง และนี่เป็นการปูทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทวีปเป็นครั้งแรก โดยในโอลิมปิกฤดูร้อน 1920 ที่มีทีมแข่งขันอย่างอียิปต์และทีมจากยุโรปอีก 13 ทีม มีผู้ชนะคือทีมเบลเยี่ยม ต่อมาทีมอุรุกวัย ชนะในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิกในอีก 2 ครั้งถัดไปคือในปี 1924 และ 1928 และในปี 1924 ถือเป็นยุคที่ฟีฟ่าก้าวสู่ระดับมืออาชีพ

สนามกีฬาเอสตาเดียวเซนเตนาเรียว

สถานที่การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ที่เมืองมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัยจากความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิก ฟีฟ่าพร้อมด้วยประธานที่ชื่อ ชูล รีเม ได้ผลักดันอีกครั้งโดยเริ่มมองหาหนทางในการจัดการแข่งขันนอกเหนือการแข่งขันโอลิมปิก ในวันที่ 28 พฤษภาคม 1928 ที่ประชุมฟีฟ่าในอัมสเตอร์ดัมตัดสินใจที่จะจัดการแข่งขันด้วยตัวเอง กับอุรุกวัย ที่เป็นแชมเปียนโลกอย่างเป็นทางการ 2 ครั้งและเพื่อเฉลิมฉลอง 1 ศตวรรษแห่งอิสรภาพของอุรุกวัยในปี 1930 ฟีฟ่าได้ประกาศว่าอุรุกวัยเป็นประเทศเจ้าภาพ

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก

สมาคมฟุตบอลได้ส่งหนังสือเชิญเข้าร่วมการแข่งขันแต่ยังไม่มีประเทศใดในยุโรปตอบตกลงเพราะค่าใช้จ่ายการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาก่อนการแข่งขัน 2 เดือนก็สามารถเชิญทีมจากเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส โรมาเนีย และยูโกสลาเวียร่วมทั้งหมด13 ทีม 2 นัดแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก จัดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1930 ผู้ชนะคือทีมฝรั่งเศส และทีมสหรัฐอเมริกา ชนะเม็กซิโก 4–1 และเบลเยี่ยม 3–0 ตามลำดับ โดยผู้ทำประตูแรกในฟุตบอลโลกมาจากลุกแซง โลร็องต์ จากฝรั่งเศส

ในนัดตัดสินทีมชาติอุรุกวัย

ชนะทีมชาติอาร์เจนตินา 4–2 ต่อหน้าผู้ชม 93,000 คนที่เมืองมอนเตวิเดโอ ทีมอุรุกวัยจึงเป็นชาติแรกที่ชนะการแข่งขันฟุตบอลโลกหลังสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งสหราชอณาจักรได้เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกที่ประเทศบราซิล และสหราชอณาจักรถอนตัวจากฟีฟ่าในปี1920 ด้วยสาเหตุที่ไม่พอใจกับการเล่นกับประเทศที่เคยทำสงครามด้วยและเป็นการประท้วงด้านอิทธิพลและการบังคับจากต่างชาติและเมื่อในปี 1946 หลังจากได้หนังสือเชื้อเชิญจาก ฟีฟ่าทางสหราชอาณาจักรก็ได้กลับมาลงแข่งารแข่งขัน

ทีมแชมเปียนอย่างอุรุกวัยก็กลับเข้ามาร่วม

หลังจากที่คว่ำบาตรฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง โดยทีมอุรุกวัยชนะในการแข่งขันอีกครั้ง หลังจากที่ชนะประเทศเจ้าภาพบราซิล นัดการแข่งขันนี้เรียกว่า มารากานาซู ระหว่างปี 1934และ1978 มีทีมที่ลงแข่ง 16 ทีมเว้นแต่ปี1938ที่เหลือ15 ทีมพอปี 1950 อินเดีย สก็อตแลนด์ และตุรกี ถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้มีทีมร่วมแข่งขันเพียง 13 ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันส่วนใหญ่เป็นทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก
Artists perform before the group A match between Russia and Saudi Arabia which opens the 2018 soccer World Cup at the Luzhniki stadium in Moscow, Russia, Thursday, June 14, 2018. (AP Photo/Darko Bandic)

มีส่วนน้อยจากอเมริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย

ทีมเหล่านี้มักจะแพ้อย่างง่ายดายกับทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ จนกระทั่งในปี 1982 มีทีมนอกเหนือจากยุโรปและอเมริกาใต้ที่เข้าสอบรอบสุดท้าย คือ ทีมสหรัฐอเมริกา เข้ารอบรองชนะเลิศในปี 1930 ทีมคิวบาเข้ารอบรองชนะเลิศใน ปี 1938 ทีมเกาหลีเหนือ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 1966 และทีมเม็กซิโกเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 1970 พอปี 1982 ได้มีการขยายเป็น 24 ทีมจากนั้นในปี 1998 เพิ่มเป็น 32 ทีม ผลจากการเพิ่มทีมทำให้มีทีมในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือเข้ารอบมากขึ้นและปีหลังๆทีมในภูมิภาคเหล่านี้ก็ได้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น

การแข่งขันของฟุตบอลสำหรับผู้หญิง

คือฟุตบอลโลกหญิง จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1991 ที่ประเทศจีนฟุตบอลโลกหญิงจะมีการแข่งขันที่เล็กกว่าฟุตบอลของผู้ชาย แต่กำลังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ มีทีมเข้าร่วมแข่งขันในปี  2007 อยู่ 120 ทีม มากกว่า 2 เท่าของในปี1991 กีฬาฟุตบอลนั้นได้มีอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนทุก ๆ ครั้ง ยกเว้นในปี 1896 และ 1932 แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นซึ่งในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในโอลิมปิก ทีมที่ร่วมแข่งจะไม่ใช่ทีมระดับสูงสุด จนกระทั่งในปี 1992 ที่แต่เดิมให้ผู้แข่งขันอายุ 23 ปีเข้าแข่งขัน

แต่ก็อนุญาตให้มีผู้เล่นที่อายุมากกว่า 23 ปี

จำนวน 3 คนของแต่ละทีม ลงแข่งขันได้ส่วนฟุตบอลหญิงในโอลิมปิก แข่งขันครั้งแรกในปี 1996 เป็นการแข่งขันทีมชาติเต็มทีม ไม่มีจำกัดอายุคอนเฟเดอเรชันส์คัพ เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นก่อน 1 ปี

ที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก

ในประเทศเจ้าภาพที่จะแข่งขัน เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องฟุตบอลโลกที่จะมาถึง เป็นการแข่งขันระหว่างผู้ชนะเลิศจากแต่ละภูมิภาคทั่วโลก เอเชียนคัพ แอฟริกันคัพ โกลด์คัพ โกปาอาเมริกา เนชันส์คัพ และ ฟุตบอลยูโร พร้อมทั้งทีมที่ชนะฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดและทีมเจ้าภาพ

ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครองถ้วยถาวร

แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทนในปัจจุบัน สมาชิกทุก ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา

 

 

เบนเซม่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก

เบนเซม่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก

เบนเซม่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก

เบนเซม่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก

หลังจากฝากอนาคตไว้กับเรอัล มาดริดจนถึงปี 2023 คาริม เบนเซม่ามีโอกาสที่จะมองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาและสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับเขาในเมืองหลวงของสเปน

หลังจากเล่นผ่านยุคทองของสโมสร คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกในปี 2014, 2016, 2017 และ 2018 เป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน

“เรอัล มาดริด จะเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกเสมอ แต่ผมคิดว่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก เราเป็นทีมที่พูดไม่ได้ว่าไร้พ่าย แต่การคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก 4 สมัยนั้นเป็นสิ่งที่พิเศษ” เบนเซมา กล่าวกับสโมสร ช่องทางสื่ออย่างเป็นทางการ

“การชนะครั้งเดียวนั้นยากมาก และเราทำได้สามครั้งติดต่อกัน เรากำหนดยุคสมัยกับทีมนั้น และเราจะกำหนดอีกยุคหนึ่งในอนาคต”

เบนเซม่ายังมองย้อนกลับไปในปี 2009 เมื่อเขาเข้าร่วมสโมสรครั้งแรกด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโรจากโอลิมปิก ลียง แม้จะได้รับความสนใจจากสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปบางแห่งก็ตาม

“มันนานมาแล้ว แต่ผมจำได้แน่นอน” เบนเซม่ายอมรับ

“พ่อแม่และเอเยนต์ของฉันโทรมาบอกฉันให้กลับบ้าน ฉันไม่อยากไป แต่เมื่อไปถึง ฉันเห็นฟลอเรนติโน่ (เปเรซ)”

“ชายคนนี้พาซีซู, โรนัลโด้, กาแลกติกอส…ผมมองเขาแล้วไม่ได้พูดอะไร เขาแค่ถามผมว่าอยากเล่นที่เรอัล มาดริดหรือไม่ และผมตอบว่าใช่ เมื่อผมเห็นสิ่งที่ผมทำลงไป ที่เรอัล มาดริดตอนนี้ ฉันรู้สึกภาคภูมิใจมาก”

เมื่อมองไปยังอนาคต เบนเซม่ามองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการกลับมาของคาร์โล อันเชล็อตติ ซึ่งเขาเคยทำงานในช่วงปี 2013 ถึง 2015 ด้วย โดยทำประตูได้ 48 ประตูจาก 98 เกมในกระบวนการนี้

“เขาเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยม ไม่มีใครสงสัยในเรื่องนี้” เบนเซม่า กล่าวถึงโค้ชชาวอิตาลี

“เขาขอให้ผมเล่นฟุตบอล เราคุยกันก่อนซ้อมเพื่อดูว่าผมรู้สึกยังไง ดูว่าผมต้องทำอะไรอย่างอื่นในสนามไหม มันขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับโค้ช แต่ผมรู้สึกดีกับเขา”

อย่างไรก็ตาม ชัดเจนว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เบนเซม่า จะมีที่ในใจของเขาสำหรับเรอัล มาดริด หลังจากที่ใช้เวลากับลอส บลังโกส์ มานาน

“มันเป็นสโมสรที่ดีที่สุดในโลก มันเหมือนกับว่ามันเป็นความฝันสำหรับฉัน และทุกวันฉันโชคดีพอที่จะได้ใช้ชีวิตในฝันนั้นให้เป็นจริง” เบนเซมา ยืนกราน

สัญญาล่าสุดของเบนเซม่า จะทำให้เขาอยู่ที่สโมสรจนถึงปี 2023 ขยายเวลาอยู่ที่เอสตาดิโอ ซานติอาโก เบร์นาเบวเป็น 14 ปี

อันเดรียส เปเรยร่า

อันเดรียส เปเรยร่า

อันเดรียส เปเรยร่า

อันเดรียส เปเรยร่า

 ประวัติ

Andreas Pereira ( อันเดรส เปย์เรร่า ) Pereira เกิดวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1996 อายุ 22 ปี ส่วนสูง 1.77 เมตร หรือ 5.8 ฟุต นักฟุตบอลชาวเบลเยี่ยม ตำแหน่ง กองกลาง ปัจจุบันเล่นให้กับทีม ลาซิโอ้ ด้วยสัญญายืมตัว

อันเดรส เปย์เรร่า เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับเยาวชน กับทีม Lommel United ต่อมาปี 2005-2011 กับ เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน เป็นสโมสรจากเนเธอร์แลนด์ และได้ย้ายมาร่วมเล่นในอังกฤษกับสโมสรเยาวชนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปี 2011-2014 เป็นเวลา 3 ปี จากนั้นได้พัฒนาก้าวขึ้นมาค้าแข้งเล่นในระดับอาชีพกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อปี 2014

ซึ่งเล่นกับทีมมากกว่า 5 ครั้ง  ในระหว่างนั้นได้ร่วมเล่นกับ กรานาดา สโมสรจากสเปน ซึ่งเป็นนักเตะสัญญายืมตัว ปี 2016-2017 เป็นเวลาเพียงปีเดียว ต่อมาปี 2017-2018 ได้เล่นกับ บาเลนเซีย ทีมชื่อดังจากสเปน ในฐานะนักเตะยืมตัว หลังจากหมดสัญญาก็กลับมาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก่อนจะถูกลาซิโอ้ ยืมตัวไปช่วยทีมในปี 2020

Andreas Pereira ก้าวเข้ามาเล่นฟุตบอลทีมชาติเบลเยี่ยมครั้งแรกปี 2010-2011 ในระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ปี 2011-2012 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี ปี 2012-2013 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี 2014-2015 ทีมชาติบราซิล รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี ปี 2016 ทีมชาติบราซิล รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี สไตล์การเล่นมีความเร็วและตัดเกมบุกคู่แข่งได้ยอดเยี่ยม และมีส่วนขับเคลื่อนให้ทีมมีความเหนียวแน่น เล่นได้ทั้งรับและรุก

อันเดรียส เปเรยร่า กองกลางชาวบราซิเลียนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกสโมสรปล่อยให้ทีมในบราซิลอย่าง ฟลาเมงโก้ ยืมตัวไปใช้งานจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2022 เรียบร้อยแล้ว จากการรายงานของผู้สื่อข่าวระดับสูงหลายๆ สำนัก

ร็อบ ดอว์สัน แห่ง อีเอสพีเอ็น รายงานว่า เปเรยร่า ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนต่อนายใหญ่ปีศาจแดงอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ว่าเขาต้องการได้โอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นเหตุให้ตัดสินใจย้ายทีม ซึ่งทางด้าน แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีความต้องการจะขายขาดออกไป แต่ไม่มีทีมใดยอมจ่ายค่าตัวที่สโมสรเรียกได้ ทำให้สุดท้ายทางออกคือการปล่อย เปเรยร่า ให้ทีมอื่นยืมตัว
ขณะที่ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ผู้สื่อข่าวคนดังชาวอิตาเลียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ณ ตอนนี้ ยืนยันชัดเจนว่าดีลนี้ลุล่วงเรียบร้อยแล้วโดยใช้คำว่า here-we-go ซึ่ง ฟลาเมงโก้ จะเซ็นสัญญายืมตัว เปเรยร่า ยาวๆ 1 ฤดูกาล และจะจ่ายค่าเหนื่อยของนักเตะเพียงบางส่วนเท่านั้น

นั่นหมายความว่าทีมปีศาจแดงยังต้องรับผิดชอบค่าเหนื่อยของดาวเตะวัย 25 ปีอยู่พอสมควร แต่ก็ถือว่าลดภาระเรื่องรายจ่ายลงไปได้บ้าง และถือเป็นการปรับขนาดขุมกำลังให้เหลือเฉพาะนักเตะที่ โซลชาร์ ต้องการจะใช้สู้ศึกฤดูกาลนี้จริงๆ
โรมาโน่ ยังรายงานอีกว่า ฟลาเมงโก้ ยังใกล้จะปิดดีลคว้าตัว เคเนดี้ ดาวเตะแซมบ้าอีกคนจากอีกหนึ่งทีมใหญ่ของพรีเมียร์ลีกอย่าง เชลซี ซึ่งตอนนี้การตกลงเจรจาเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายแล้วด้วย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของดีลนี้ ทางฝั่ง เฟร็ด คัลไดร่า ผู้สื่อข่าวจากทาง ทีเอ็นที สปอร์ตส์ สื่อของอเมริกาใต้ ชี้แจงว่า ฟลาเมงโก้ จะจ่ายค่ายืมตัวมูลค่า 1 ล้านยูโรให้กับทาง แมนฯ ยูไนเต็ด โดยทีมปีศาจแดงจะรับผิดชอบจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะ 40% ส่วนอีก 60% นั้น ทาง ฟลาเมงโก้ จะจ่ายเอง

สำหรับ อันเดรียส เปเรยร่า ย้ายจากทีมเยาวชนของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เข้าสู่ทีมเยาวชน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2011 ตอนที่อายุได้เพียง 15 ปี และได้ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ในเกม ลีก คัพ รอบ 2 ที่บุกแพ้ มิลตัน คีย์นส์ ดอนส์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2014
อย่างไรก็ตาม เปเรยร่า พบกับความลำบากในการแย่งตำแหน่งในทีมชุดใหญ่กับนักเตะรุ่นพี่หลายๆ คน ทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เข้ามาคุมทีมในภายหลังปล่อยให้สโมสรใน ลา ลีกา อย่าง กรานาด้า และ บาเลนเซีย ยืมตัวในฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18 ตามลำดับ

ในซีซั่น 2018-19

บอร์ดบริหารของทีมปีศาจแดงไม่สนับสนุนงบประมาณเสริมทัพให้กับ มูรินโญ่ ทำให้กุนซือชาวโปรตุกีสตัดสินใจเก็บ เปเรยร่า ไว้เป็นอะไหล่ในทีมชุดใหญ่ ซึ่งถึงแม้ว่า มูรินโญ่ จะโดนปลดออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2018 แต่คนที่เข้ามาคุมทีมแทนอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ก็ค่อยๆ ให้โอกาสเจ้าตัวลงเล่นอยู่เรื่อยๆ
ฤดูกาล 2019-20 ถือว่า  ได้ลงเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างจริงจัง โดยเป็นหนึ่งในกองกลางตัวหลักของทีมในช่วงครึ่งซีซั่นแรกของฤดูกาลนั้นเลยทีเดียว เมื่อได้โอกาสลงตัวจริงในพรีเมียร์ลีกมากถึง 18 นัด (สำรอง 7 นัด) แต่ว่าการย้ายเข้ามาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ในเดือนมกราคม 2020 ทำให้เจ้าตัวค่อยๆ หลุดจากทีมไป

ในซีซั่น 2020-21 ที่ผ่านมา เปเรยร่า ถูกปล่อยตัวให้ไปหาประสบการณ์ใน กัลโช่ เซเรีย อา กับ ลาซิโอ ซึ่งแม้จะได้ลงสนามถึง 26 นัด แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเพียงตัวสำรอง โดยถูกส่งลงสนามตั้งแต่นาทีแรกในลีกสูงสุดอิตาลีแค่ 3 เกมเท่านั้น
ขณะที่ฤดูกาลปัจสำหรับสัญญาของ อันเดรียส เปเรยร่า กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้น ยาวจนถึงเดือนมิถุนายนปี 2023 หลังจากเจ้าตัวต่อสัญญากับทีมครั้งสุดท้ายไปในเดือนกรกฎาคมปี 2019

โดยค่าเหนื่อยปัจจุบันของ เปเรยร่า อยู่ที่สัปดาห์ละราวๆ 55,000 ปอนด์ (จากข้อมูลของเว็บไซต์ Sportekz) ซึ่งถือว่าเป็นเรตที่สูงพอสมควรสำหรับสโมสรในลีกบราซิลจะจ่ายได้ ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังต้องรับผิดชอบช่วยจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะให้บางส่วน แม้ตัวนักเตะจะไปเล่นที่บ้านเกิดยาวตลอดทั้งซีซั่นก็ตาม

ทั้งนี้ คาดว่าการประกาศปล่อยตัว เปเรยร่า ให้ ฟลาเมงโก้ ยืมตัวใช้งานตลอดทั้งฤดูกาล ทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยืนยันผ่านทางสื่อของสโมสรในไม่ช้าจุบัน การที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีตัวเลือกชั้นดีทั้ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส, เจดอน ซานโช่, เมสัน กรีนวู้ด, อองโตนี่ มาร์กซิยาล รวมไปถึงอะไหล่อย่าง เจสซี่ ลินการ์ด, ฆวน มาต้า, แดเนียล เจมส์ และ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ในบทบาทมิดฟิลด์ตัวรุก นั่นจึงแทบไม่เหลือที่ว่างให้ เปเรยร่า สอดแทรกเบียดแย่งตำแหน่งได้ สุดท้ายจึงต้องโดนปล่อยไปเล่นในบ้านเกิดเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเตด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเตด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเตด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเตด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพของจังหวัดบุรีรัมย์ประเทศไทยอีกหนึ่งสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศก่อตั้งในปีพุทธศักราช 2513ในชื่อสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและประสบผลสำเร็จอย่างมากในยุคของบุรีรัมย์พีอีเอและบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดจากการชนะเลิศไทยลีก6สมัยสีประจำสโมสรคือสีกรมท่า

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเข้าร่วมไทยลีกในฤดูกาล 2553

ในชื่อ “บุรีรัมย์ พีอีเอ” หลังจากที่เนวิน ชิดชอบ ซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปลายปี 2552และแข่งขันในลีกสูงสุดครบทุกฤดูกาล โดยเคยคว้าแชมป์ไทยลีกถึงสามฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ปี 2556–2558 และทำสถิติเก็บคะแนนสูงสุดของไทยลีกในฤดูกาล 2561 ที่ 87 คะแนนนอกจากนี้ ยังเคยเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกปี 2556

ซึ่งนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดในระดับทวีปของสโมสร

ปัจจุบันลงเล่นเกมเหย้าที่ช้างอารีนา ซึ่งเปลี่ยนชื่อสนามจากชื่อเดิมอย่าง ไอ-โมบายสเตเดียมสนามแห่งนี้มีความจุ 32,600 ที่นั่ง ถือเป็นสนามฟุตบอลเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่มีสโมสรฟุตบอลเป็นเจ้าของบุรีรัมย์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญคือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด โดยทั้งสองสโมสรผลัดกันคว้าแชมป์ลีกในช่วงปี 2553–2561สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เดิมชื่อ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นสโมสรที่เปลี่ยนแปลงมาจากสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช2513 โดยดร.วีระ ปิตรชาติ มีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ออกกำลังกายและสร้างความสามัคคีร่วมกันในหมู่คณะต่อมาในปี พ.ศ. 2535 สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ง.

โดยลงเล่น 3 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในถ้วย ค. และลงเล่นอยู่ 2 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นถ้วย ข. และอีก 2 ฤดูกาลสโมสรก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จหลังจากลงเล่นในดิวิชั่น 1 อยู่นานสโมสรก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อได้รองแชมป์ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2547 และได้เล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2548

โดยฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดสโมสรสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อได้ตำแหน่งรองแชมป์ และศุภกิจ จินะใจ กองหน้าของทีมก็คว้าตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับศรายุทธ ชัยคำดี กองหน้าของทีมการท่าเรือไทย ที่จำนวน 10 ประตู และยังได้เล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2549 ร่วมกับสโมสรฟุตบอลยาสูบ อีกด้วย

แต่ทั้ง 2 สโมสรกลับส่งรายชื่อผู้เล่นให้เอเอฟซีไม่ทันตามที่กำหนดจึงทำให้ทั้ง 2 สโมสรถูกตัดสิทธิและพลาดโอกาสลงเล่นในรายการระดับทวีปในท้ายที่สุดฤดูกาล 2551สโมสรสามารถคว้าแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์และได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ในฤดูกาล 2552สโมสรตกรอบคัดเลือกเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก

ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ และมีผลงานในลีกไม่ดีนัก สโมสรจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม ปี 2552 จากประพล พงษ์พาณิชย์ เป็นทองสุข สัมปหังสิต อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ ที่นครราชสีมาการซื้อกิจการสโมสรเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลนี้จากความต้องการของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์

ที่ต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราวในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุดเบื่องต้นได้เจรจากับทีมสโมสรฟุตบอลตำรวจแต่ถูกปฎิเสธนายเนวินได้เจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบกแต่ก็ตกลงกันไม่ได้

สุดท้ายได้ซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและได้ย้ายสนามแข่งขันจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์หลังจากนั้นทางสโมสรได้เปลี่ยนแปลงชื่อทีมเป็นบุรีรัมย์-พีอีเอ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารทั้งหมดและทีมผู้ฝึกสอนบางส่วนการเข้ามาของผู้ถือหุ้นรายใหม่ส่งผลให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาทีมเป็นอย่างมาก

มีการนำระบบบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพเข้ามาใช้กับบริษัท เช่น การทำสัญญาจ้างนักฟุตบอล การเจรจา และทำสัญญาซื้อขายนักฟุตบอลด้วยสัญญามาตรฐาน การสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ตามมาตรฐานของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เพื่อใช้เป็นสนามเหย้า การจัดทำระบบบัญชี การเงิน กฎหมาย การตลาด การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ เต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความนิยมให้แก่ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอและความน่าเชื่อถือแก่บริษัท

จากการปรับปรุงและพัฒนาทีมอย่างจริงจังใต้นโยบายของนายเนวินทำให้ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอได้รับความนืยมสูงสุดในไทยพีเมียร์ลีกอย่างรวดเร็วมีผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือแฟนคลับ มากถึง 65,000 คนมีผู้เข้าชมเกมการแข่งขัน นัดละไม่น้อยกว่า 10,000 คน เมื่อเป็นเจ้าบ้าน และเมื่อเป็นทีมเยือน จะมีแฟนบอลติดตามไปชมไม่น้อยกว่า 1,500 คน อีกทั้งยังเป็นทีมที่สร้างสถิติผู้เข้าชมสูงสุดของไทยพรีเมียร์ลีก คือ 25,000 คน และ สร้างสถิติจำหน่ายของที่ระลึกได้สูงสุด 1,400,000 บาทภายในวันเดียว

คือนัดที่เตะกับเมืองทองยูไนเต็ดเมื่อเดือนกันยายน 2553 ฤดูกาล 2554 ทีมได้เป็นแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียลีกหลังจากเอาชนะทีมทหารบกที่สนามกีฬากองทัพบกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2554 ได้คะแนน 75 คะแนนทิ้งห่างอันดับ2ทั้งที่ยังเหลือการแข่งขันอีก4นัดโดยมีพิธีมอบถ้วยรางวัลหลังการแข่งขันนัดสุดท้ายของฤดูกาล

และยังได้ทริปเปิลแชมป์ หรือ 3 แชมป์ ในฤดูกาลเดียวกัน เมื่อเอาชนะทีมการท่าเรือไทย เอฟซี ไปได้ 2-0 ที่สนามศุภชลาศัย ได้แชมป์โตโยต้า ลีกคัพ หลังจากการได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก และไทยคม เอฟเอคัพ ไปแล้วโดยถือว่าเป็นทีมฟุตบอลทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยที่ทำได้และยังได้แชมป์ที่ 4 ด้วยการเอาชนะ ทีมเวกัลตะ เซนได จากเจลีก ด้วยลูกจุดโทษในรายการโตโยต้า พรีเมียร์คัพ ไปได้ 5-3 หลังในเวลาเสมอกัน 1-1

หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2554ฝ่ายเจ้าของสิทธิ์ของสโมสรเดิม คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเดิมอยู่ในการกำกับดูแลของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล จาก พรรคภูมิใจไทย ได้เปลี่ยนมาอยู่ในการกำกับดูแลของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ จาก พรรคเพื่อไทย ได้มีนโยบายที่จะย้ายสโมสรออกจากจังหวัดบุรีรัมย์

ผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่าฝ่ายนายเนวินจะขายหุ้น 70%ที่ตนถืออยู่ออกไปและจะแยกทีมการไฟฟ้าออกจากจังหวัดบุรีรัมย์และย้ายไปจังหวัดอื่นส่วนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมบุรีรัมย์-พีอีเอเดิม จะไปรวมกับสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ เอฟซี ที่ได้แชมป์ ดิวิชั่น 1 และเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล

2555 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมเป็น สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 นายเนวินได้เปิดแถลงข่าวว่า ได้ซื้อหุ้นอีก 30% ของสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มาบริหารจัดการเองทั้งหมด รวมทั้งสิทธิทั้งหมดในนามการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากนั้นจะเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ตามแผนเดิม

ส่วนสิทธิการเล่นในไทยพรีเมียร์ลีกของบุรีรัมย์ เอฟซีนั้น จะโอนให้กับ สงขลา เอฟซี ของนายนิพนธ์ บุญญามณีส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้น จะไม่มีการส่งทีมเข้าแข่งขันรายการของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยอีกต่อไปในฤดูกาลนี้จบอันดับ 4 ใน ไทยพรีเมียร์ลีก 2555 และคว้าแชมป์ ไทยคม เอฟเอคัพ 2555 ด้วยการชนะอาร์มี่ ยูไนเต็ด ไป 2–1 ซึ่งได้สิทธิไปเล่น เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2013 รอบคัดเลือก และคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ 2555 ด้วยการชนะ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ไป 4–1 ซึ่งเป็นดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยและบุรีรัมย์ยูไนเต็ดสามารถป้องกันแชมป์ทั้งสองรายการได้อีกหนึ่งสมัยอีกด้วย

ฤดูกาล 2556 จบในอันดับที่1ในไทยพรีเมียร์ลีก2556 และคว้าแชมป์ ไทยคม เอฟเอคัพ 2556ด้วยการชนะ สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส ไป 3–1 ซึ่งได้สิทธิไปเล่น เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2014 รอบแบ่งกลุ่มและคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ 2556สมัยที่3 ด้วยการชนะราชบุรี มิตรผล เอฟซี ไป 2–1ซึ่งเป็นดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยและบุรีรัมย์ยูไนเต็ด

สามารถป้องกันแชมป์ทั้งสองรายการได้อีกหนึ่งสมัยอีกด้วย เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2013 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมในฤดูกาล 2557 บุรีรัมย์คว้าแชมป์ ถ้วยพระราชทาน ก. และ แชมป์ โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 2557 พร้อมกับจบที่อันดับ 1 ใน ไทยพรีเมียร์ลีก 2557ในฤดูกาล2558 ถือเป็นฤดูกาลแห่งความสำเร็จเมื่อสามารถคว้าแชมป์มาประดับตู้โชว์ได้ถึง 5 รายการแม้ว่าจะตกรอบแบ่งกลุ่ม

 

ฟุตบอลทีมชาติสเปน

ฟุตบอลทีมชาติสเปน

ฟุตบอลทีมชาติสเปน

ฟุตบอลทีมชาติสเปน

ฟุตบอลทีมชาติสเปนเป็นทีมฟุตบอลของประเทศสเปนอยู่ใต้การควบคุมและเป็นตัวแทนของราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในการแข่งขันระหว่างประเทศจัดโดยสหพันธ์สมาคมฟุตบอลนานาชาติและสหภาพฟุตบอลยุโรปเป็นที่รู้จักกันในฉายา La Furia Españolaและ La Furia Rojaมาจากคำว่า ฟูเรียมาจากรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างรุนแรงของนักฟุตบอลสเปน

ในการแข่งขันนัดต่าง ๆ ที่ทีมชาติสเปน

เข้าร่วมเป็นครั้งแรกที่เมืองแอนต์เวิร์ป(ประเทศเบลเยียม)และต่อมาก็ถูกนำมาใช้เรียกเหตุการณ์การปล้นเมืองแอนต์เวิร์ปของสเปนในสงครามแปดสิบปี (ค.ศ. 1576) ซึ่งเป็นตำนานมืดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหารของสเปนด้วย ส่วน “รอสซา” (สีแดง) มาจากสีของเสื้อทีม สำหรับในประเทศไทยนั้นทีมนี้มีฉายาว่า กระทิงดุ

ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 12 ครั้ง

และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในฟุตบอลโลกปี 1982 ผลงานที่ดีที่สุดที่ทีมชาติสเปนเคยทำได้นั้นคือชนะเลิศในปี2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ทีมชาติสเปนยังได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 8 ครั้ง ครั้งสำคัญคือฟุตบอลยูโรปี1964 ซึ่งถือเป็นแชมป์ในบ้านตัวเองหลังจากเอาชนะสหภาพโซเวียตไป 2-1 แต่ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร ปี 1984

ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส

สเปนทำได้เพียงรองแชมป์เพราะแพ้ให้กับเจ้าบ้านด้วยคะแนน 2-0 และไม่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศอีกเลยจนกระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลยูโร ปี 2008 สเปนก็ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จโดยพบกับเยอรมนีและคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนค.ศ.1992ที่บาร์เซโลนาสเปนคว้าแชมป์เหรียญทองได้สำเร็จสเปนยังเคยได้เหรียญเงินในกีฬาโอลิมปิกที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ค.ศ. 1920อีกด้วย

ฟุตบอลทีมชาติสเปนจัดตั้งขึ้น

โดยมีจุดประสงค์เป็นตัวแทนประเทศสเปนไปแข่งในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่7สเปนลงสนามอย่างเป็นทางการวันที่28สิงหาคมค.ศ.1920พบกับทีมชาติเดนมาร์กที่สนามกีฬาในกรุงบรัสเซลส์และสามารถเอาชนะเดนมาร์ก 1-0 ด้วยการยิงประตูจากปาตรีเซียว ทีมชาติสเปนได้เหรียญเงินเป็นครั้งแรกจากการแข่งขันโอลิมปิก

ในครั้งนั้นอาจทำผลงานได้ไม่ดีนักแต่ก็ผ่านเข้ามาในรอบแบ่งกลุ่มของการแข่งนฟุตบอลยูโรที่ออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ได้สำเร็จ ในช่วงนี้เองเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้จัดการทีมลุยส์ อาราโกเนสกับสื่อมวลชนสเปนครั้งแรกในเรื่องผลการแข่งขันที่ผ่านมาซึ่งย่ำแย่ และครั้งที่ 2 ในเรื่อง “ข่าว” ความขัดแย้งกับอดีตกัปตันทีมชาติราอุล กอนซาเลซ

ในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ในกลุ่มD ร่วมกับสวีเดน กรีซ และรัสเซียนัดแรกพบกลับรัสเซียนั้นผลออกมาคือสเปนชนะไป 4-1 โดยได้ 3 ประตูจากดาบิด บียา และอีก 1 ประตูจากเซสก์ ฟาเบรกัส ส่วนในนัดที่ 2 ที่พบกับสวีเดน สเปนก็ยังเอาชนะได้ด้วยคะแนน 2-1 จากการยิงของเฟร์นันโด ตอร์เรสและบียา และในนัดสุดท้ายที่พบกับแชมป์เก่ากรีซ

สเปนสามารถเอาชนะได้เช่นกันด้วยคะแนน 1-2 โดยได้ประตูจากรูเบน เด ลา เรด และดานี กวีซาด้วยชัยชนะทั้งสามครั้งรวดทำให้สเปนอยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่ม และต้องไปพบกับอิตาลีในรอบก่อนรองชนะเลิศ

ซึ่งสเปนสามารถยิงจุดโทษเอาชนะไปได้ 4-2 หลังจากต่อเวลาพิเศษแล้วยังเสมอกัน 0-0 ในนัดนี้อีเกร์ กาซียัส ผู้รักษาประตูฝ่ายสเปนสามารถหยุดลูกยิงจากฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ 2 ลูก ส่วนผู้ทำประตูให้กับสเปนในนัดนี้ได้แก่ บียา, กาซอร์ลา, เซนนา และฟาเบรกัสสเปนลงแข่งในรอบรองชนะเลิศกับรัสเซียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน

และเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 3-0 ซึ่งเป็นประตูที่ยิงได้ในครึ่งหลังทั้งหมดจากชาบี อาร์นันดัส, ดานี กวีซา และดาบิด ซิลบา ทำให้สเปนผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี อย่างไรก็ตาม สเปนก็ต้องขาดบียากองหน้าคนสำคัญไปเพราะได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาจากการเตะลูกฟรีคิกในนัดที่แข่งกับรัสเซียในวันที่ 29 มิถุนายน สเปนพบกับเยอรมนีซึ่งชนะตุรกีมาได้ด้วยคะแนน 3-2 ในนัดนี้ เฟร์นันโด ตอร์เรสทำประตูให้สเปนขึ้นนำเยอรมนีได้ในนาทีที่ 33 โดยไม่มีฝ่ายใดทำประตูเพิ่มอีกในครึ่งหลัง เกมจึงสิ้นสุดลงด้วยคะแนน 1-0 ทำให้ทีมชาติสเปนได้ครองแชมป์การแข่งขันใหญ่อีกครั้งหลังจากว่างเว้นไปถึง 44 ปีในฟุตบอลโลกปี2010ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพก่อนแข่งสเปนถูกยกให้เป็นเต็ง1ที่จะคว้าแชมป์ได้เมื่อได้แข่งนัดแรกแล้ว สเปนกลับเป็นฝ่ายพลิกล็อกแพ้สวิตเซอร์แลนด์ไป 0-1 แต่หลังจากนั้นสเปนก็ทำผลงานกระเตื้องขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศในรอบชิงชนะเลิศ สเปนเป็นฝ่ายเอาชนะเนเธอร์แลนด์ ที่ชนะมาทุกรอบได้ ไป 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังจากเสมอมาในเวลาปกติ 0-0 จากการยิงประตูของอันเดรส อีเนียสตา ในนาทีที่ 116 ทำให้สเปนได้ครองแชมป์โลกเป็นครั้งแรกและเป็นทีมจากทวีปยุโรปทีมแรกที่คว้าแชมป์โลกได้นอกทวีปของตนเองและเป็นทีมแรกที่แพ้ก่อนในนัดแรกแต่พลิกกลับมาเป็นแชมป์ได้ในที่สุดต่อมาปี2012ที่แลนด์และยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมกันนั้นสเปนในฐานะแชมป์เก่ายังรักษาแชมป์ได้เป็นสมัยที่2ตนได้สำเร็จในรอบชิงระเบิดฟอร์มถล่มอิตาลีไปขาดลอย4-0ฟุตบอลโลกปี2014ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพในฐานะแชมป์เก่าสเปนอยู่ในกลุ่มBเป็นกลุ่มเดียวกันกับเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นคู่ชิงชนะเลิศเมื่อคราวที่แล้ว ชิลี และออสเตรเลีย ในนัดแรก สเปนเป็นฝ่ายแพ้เนเธอร์แลนด์ไปมากถึง 1-5 ซึ่งนับเป็นผลการแข่งขันที่สเปนแพ้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ทีมชาติอีกด้วยและในนัดถัดมาก็เป็นฝ่ายแพ้ต่อชิลี 0-2 ทำให้ตกรอบแรกไปทันที โดยไม่ต้องรอผลการแข่งขันนัดที่ 3 กับออสเตรเลียอีกทั้งถือว่า สเปนเป็นทีมแชมป์เก่าที่ตกรอบแรกฟุตบอลโลกเป็นทีมที่ 4 ต่อจากอิตาลีในฟุตบอลโลก1950 บราซิล ในฟุตบอลโลก 1966 และ ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก 2002ในฐานะแชมป์เก่าและแชมป์2สมัยติดต่อกันลงเล่นในกลุ่ม D ร่วมกับโครเอเชีย สาธารณรัฐเช็ก และตุรกีก่อนการแข่งขันถูกยกให้เป็นเต็ง3ได้แชมป์ในคราวนี้ปรากฎว่ารอบแรกได้เข้าถึงรอบที่2เป็นที่2ของกลุ่มเนื่องจากนัดสุดท้ายไปพ่ายให้โครเอเชียตกรอบ16ทีมสุดท้ายเมื่อเป็นฝ่ายแพ้ต่อ อิตาลี ซึ่งเป็นคู่ชิงชนะเลิศเมื่อ 4 ปีก่อน ไป 2-0ทำให้ บีเซนเต เดล โบสเก หัวหน้าผู้ฝึกสอนประกาศลาออกจากตำแหน่งซึ่งราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปนได้ประกาศแต่งตั้งยูเลน โลเปเตกี ที่เคยพาทีมชาติสเปนรุ่นอายุไม่เกิน 19 และ 21 ปีคว้าแชมป์ยุโรปเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่พวกเขาแข่งขันกับอิตาลีบางครั้งเรียกว่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนดาร์บี้ได้รับการเข้าร่วมประกวดตั้งแต่ปี 1920 และแม้ว่าทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นเพื่อนบ้านทางภูมิศาสตร์ทันทีการแข่งขันในระดับนานาชาติจะเพิ่มขึ้นโดยการแสดงที่แข็งแกร่งของสโมสรตัวแทนใน การแข่งขันยูฟ่าซึ่งพวกเขาเป็นหนึ่งในสมาคมชั้นนำและแต่ละคนต่างก็มีความสุขกับการครอบงำตั้งแต่การแข่งขันรอบก่อนรองชนะเลิศระหว่างทั้งสองประเทศในยูโร 2008 การแข่งขันได้มีขึ้นใหม่โดยการแข่งขันที่โดดเด่นที่สุดระหว่างทั้งสองฝ่ายคือในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่ายูโร 2012ซึ่งสเปนชนะ4-0สเปนแข่งขันกับโปรตุเกสยังเป็นที่รู้จักในฐานะไอบีเรียดาร์บี้เป็นหนึ่งในที่เก่าแก่ที่สุดการแข่งขันฟุตบอลในระดับชาติ เริ่มขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2464

2464 เมื่อโปรตุเกสแพ้สเปนที่มาดริด 3–1 ในเกมกระชับมิตรระดับนานาชาติครั้งแรก โปรตุเกสแพ้นัดแรกโดยเสมอกันครั้งแรก (2–2) ในปี 1926 เท่านั้นการชนะครั้งแรกของโปรตุเกสเกิดขึ้นในเวลาต่อมา (4–1) ในปี 2490 ทั้งคู่อยู่ในกลุ่มประเทศฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและพบกันทั้งหมด จาก 36 ครั้ง (โดยมีการแข่งขัน 9 นัด) ซึ่งส่งผลให้สเปนชนะ 18 ครั้ง, เสมอ 12 ครั้งและชัยชนะ 6 ครั้งสำหรับโปรตุเกส

การเล่นของสเปนในช่วงที่สเปนประสบความสำเร็จสูงสุดระหว่างปี 2008 ถึง 2012 ทีมเล่นฟุตบอลในสไตล์ที่เรียกว่า ‘tiki-taka’ ซึ่งเป็นแนวทางของระบบฟุตบอลที่ก่อตั้งขึ้นจากอุดมคติของความสามัคคีในทีมและความเข้าใจที่ครอบคลุมในรูปทรงเรขาคณิตของพื้นที่ในสนามฟุตบอลTiki-taka ได้รับการอธิบายอย่างหลากหลายว่าเป็น “รูปแบบการเล่นโดยอาศัยการเดินไปด้านหลังตาข่ายผ่านการส่งบอลสั้น ๆ และการเคลื่อนที่รูปแบบการส่งบอลสั้นที่ลูกบอลทำงานอย่างระมัดระวังผ่านช่องต่างๆและวลีไร้สาระที่หมายถึงการผ่านไปสั้น ๆ อดทนและครอบครองเหนือสิ่งอื่นใดสไตล์นี้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่แบบโรมมิ่งและการแลกเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างกองกลางการเคลื่อนบอลในรูปแบบที่สลับซับซ้อนและการส่งผ่านแบบสัมผัสหนึ่งหรือสองสัมผัสที่เฉียบคมTiki-taka คือ “ทั้งฝ่ายรับและฝ่ายรุกในระดับที่เท่าเทียมกันทีมครอบครองเสมอดังนั้นไม่จำเป็นต้องสลับระหว่างการป้องกันและการโจมตีผู้แสดงความคิดเห็นได้เปรียบเทียบ tiki-takaกับRoute One physicalityและด้วยจังหวะที่สูงกว่าของBarcelonaและArsène Wenger ในปี 2007–08 ฝั่งArsenalซึ่งใช้ Cesc Fàbregasเป็นช่องทางเดียวระหว่างการป้องกันและการโจมตีTiki-taka เกี่ยวข้องกับไหวพริบความคิดสร้างสรรค์และการสัมผัสแต่ยังสามารถนำไปสู่ ​​”ช้าสุดโต่งไร้ทิศทาง” ที่เสียสละประสิทธิผล

เพื่อความสวยงามTiki-ถูกจ้างมาประสบความสำเร็จ

โดยทีมชาติสเปนจะชนะยูฟ่ายูโร 2008 ฟุตบอลโลก 2010และยูฟ่ายูโร 2012 ทีมในยุคนี้ได้รับการยกย่องว่าอยู่ในทีมระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พวกเขามี “ม้าหมุน” ของบาร์เซโลนาของXaviและAndrés Iniestaเสริมด้วยXabi Alonsoของเรอัลมาดริดในตำแหน่งกองกลางPhil McNulty จากBBCในตำแหน่งผู้เล่นตำแหน่งกองกลางซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสไตล์การเล่น tiki-taka ของสเปนSid Loweระบุการแบ่งเบา tiki-takaของLuis Aragonésด้วยแนวทางปฏิบัติที่เป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของสเปนในยูโร 2008 Aragonésใช้ tiki-taka เพื่อ “ปกป้องการป้องกันที่ดูเหมือนผู้ต้องสงสัยรักษาความครอบครองและครองเกมโดยไม่ต้องนำรูปแบบไปสู่ผู้เผยแพร่ศาสนาสุดขั้วหกประตูแรกของสเปนในทัวร์นาเมนต์ไม่ได้มาจาก tiki-taka: ห้าประตูมาจากการหยุดพักโดยตรงและอีกหนึ่งประตูจากเซตเพลย์สำหรับ Lowe ความสำเร็จของสเปนในฟุตบอลโลก 2010 เป็นหลักฐานของการพบกันของสองประเพณีในฟุตบอลสเปน: สไตล์ “ทรงพลังก้าวร้าวโดยตรง” ซึ่งทำให้ทีมโอลิมปิกแอนต์เวิร์ปได้รับรางวัลเหรียญเงินในปี 1920 ซึ่งมีชื่อเล่นว่าLa Furia Roja (“The Red Fury”) และสไตล์ tiki-taka ของทีมสเปนร่วมสมัยซึ่งเน้นไปที่เกมโดยรวมการส่งบอลสั้นเทคนิคและการครอบครองจากการวิเคราะห์ชัยชนะรอบรองชนะเลิศของสเปนเหนือเยอรมนีในฟุตบอลโลก 2010 Honigstein อธิบายถึงสไตล์ tiki-taka ของทีมสเปนว่า “เป็นฟุตบอลรุ่นที่ยากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้: เกมที่ผ่านไปอย่างไม่ยอมแพ้ควบคู่ไปกับการแข่งขันที่เข้มข้นและเร่งรีบ” สำหรับ Honigstein tiki-taka คือ “การอัพเกรดที่สำคัญ” ของTotal Footballเพราะอาศัยการเคลื่อนที่ของลูกบอลมากกว่าการเปลี่ยนตำแหน่งของผู้เล่น Tiki-taka อนุญาตให้สเปน ควบคุมทั้งบอลและคู่ต่อสู้