ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

เป็นสโมสร ฟุตบอลอาชีพ ในเมืองลีดส์ในเทศมณฑล เวสต์ยอร์กเซอร์ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อ ปีคริตส์ศักราช 1919 ฉายาของทีมคือ นกยูง หรือยูงทองหลังจากนั้นต่อมาทีมสโมสรลีดส์ซิตี้ได้ถูกสั่งยุบทีมโยที่ฟุตบอลลีกซึ่งก็คือลีดส์ยูไนเต็ดจึงได้เข้าไปใช้สนามเอลแลนด์โรดแทนเจ้าของเดิมซึ่งปัจจุบันทางสโมสรได้ลงแข่งขันฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษโดยการเลื่อนลำดันชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมป์เปียนชิปตอนจบฤดูกาล 2019-2020 ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทีมนั้นเล่นอยู่ในลีกสูงสุดเป็นเวลาที่

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

เปลี่ยนชื่อลีกที่สูงสุดมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปีต่อมาและยังได้รับถ้วยรางวัลต่างๆมากเป็นอันดับที่ 3 ของอังกฤษ แต่ต่อมาทีมประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมเช่น จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์- โจนา

ธาน วู๊ดเกด- มาร์ค วิดูก้า- ลี โบว์เยอร์ -อลัน สมิธ- อารอน เลนน่อน- ร็อบบี้ ฟาวเลอร์- เอียน ฮาร์ท- พอล โรบินสัน- โอลิวิเย่ต์ ดากูส์ เป็นต้น และตกชั้น

ในเวลาต่อมาโดยปัจจุบันลีดส์

อยู่ภายใต้การครอบครองของ เคน เบตส์ อดีตเจ้าของเชลซีที่นำเงินมาช่วยลีดส์จากสภาพล้มละลาย ทำให้ลีดส์เริ่มมีเงินทุนกลับมาซื้อ

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

ประสบการณ์อย่าง โรเบิร์ต สน็อคกาส- ลูซิอาโน เบคคิโอ- แพทริค คิสนอร์โบ โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมด้วยการได้ตำแหน่งรองแชมป์ลีกวันเลื่อนชั้นสู่อีเอฟแอลแชมเปียนชิปหลังตกชั้นมาเมื่อ 3 ปีก่อน แล้วอีก 10 ปีต่อมา ในฤดูกาล 2019-20 ลีดส์ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมสร้างผลงาน ด้วยการคว้าแชมป์

อีเอฟแอลแชมเปียนชิปเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ในรอบ 16 ปี หลังจากห่างหายไปนาน ตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04 แล้วได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดครั้งช่วงกลางครึ่งหลัง บุกมาเอาชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไปได้ 2-1 ผ่านเข้ารอบ 3 ศึก

เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในเมืองลีดส์ในเทศมณฑลเวสต์ยอร์กเซอร์ประเทศอังกฤษก่อตั้งเมื่อ ปีคริตส์ศักราช 1919 ฉายาของทีมคือ นกยูง หรือยูงทองหลังจากนั้นต่อมาทีมสโมสรลีดส์ซิตี้ได้ถูกสั่งยุบทีมโยที่ฟุตบอลลีกซึ่งก็คือลีดส์ยูไนเต็ดจึงได้เข้าไปใช้สนามเอลแลนด์โรดแทนเจ้าของเดิมซึ่งปัจจุบันทางสโมสรได้ลงแข่งขันฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษโดยการเลื่อนลำดันชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมป์เปียนชิปตอนจบฤดูกาล 2019-2020 ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทีมนั้นเล่นอยู่ในลีกสูงสุดเป็นเวลาที่

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

เปลี่ยนชื่อลีกที่สูงสุดมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปีต่อมาและยังได้รับถ้วยรางวัลต่างๆมากเป็นอันดับที่ 3 ของอังกฤษ แต่ต่อมาทีมประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมเช่น จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์- โจนาธาน วู๊ดเกด- มาร์ค วิดูก้า- ลี โบว์เยอร์ -อลัน สมิธ- อารอน เลนน่อน- ร็อบบี้ ฟาวเลอร์- เอียน ฮาร์ท- พอล โรบินสัน- โอลิวิเย่ต์ ดากูส์ เป็นต้น และตกชั้นในเวลาต่อมา โดยปัจจุบันลีดส์ อยู่ภายใต้การครอบครองของ เคน เบตส์ อดีตเจ้าของเชลซีที่นำเงินมาช่วยลีดส์จากสภาพล้มละลาย ทำให้ลีดส์เริ่มมีเงินทุนกลับมาซื้อ

 

บุรีรัมย์ยูไนเต็ด2

บุรีรัมย์ยูไนเต็ด2

บุรีรัมย์ยูไนเต็ด2

บุรีรัมย์ยูไนเต็ด2

ของศึกเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกก็ตาม ซึ่งก่อนที่ฤดูกาลนี้ทางทีมได้จัดการเสริมทัพนักเตะเข้าทีมหลายรายไม่ว่าจะเป็น นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม- กรวิทย์ นามวิเศษ- นฤพล อารมณ์สวะ- โก ซุล-กิ กิลแบร์โต มาเชนา- ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต

ซึ่งถือว่าเป็นขุมกำลังของทีมในฤดูกาล 2558ปิดฉากความยิ่งใหญ่ด้วยแชมป์แรก ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก. ด้วยการเอาชนะ กระต่ายแก้ว บางกอกกล๊าส เอฟซี ไป 1-0 จากประตูชัยของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ในนาทีที่ 56 เดินหน้าต่อกับแชมป์ที่ 2 โตโยต้า ลีกคัพ

สมัย 4 สามารถเอาชนะ

กูปรีอันตราย ศรีสะเกษ เอฟซี ที่เพิ่งเข้าชิงรายการนี้เป็นครั้งแรก ไป 1-0 จากประตูชัยของ โก ซุล-กิ ในนาทีที่ 18 สานต่อความสำเร็จในปีนี้ ด้วยแชมป์ที่ 3 ไทยพรีเมียร์ลีก และเป็นแชมป์ไร้พ่ายอีกด้วย โดยไม่แพ้ใครตลอด 34 นัด ชนะ 25 นัด และเสมอไป 9 นัด ทำประตูได้ถึง 98 ลูก มากที่สุดในลีก และเสียไปเพียง 24 ประตูซึ่งน้อยที่สุดในลีก แถมจบซีซั่นด้วยการมีแต้มมากกว่า กิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมรองแชมป์ถึง 13 คะแนนเลยทีเดียวซึ่งการคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกในครั้งนี้ เป็นการคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกันของทีมนอกจากนี้ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ยังคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ไปครอง หลังโชว์ฟอร์มสุดโหดเหี้ยม ซัดไป 33 ประตูอีกด้วย ส่วนคู่หู่ในแนวรุกของเขาอย่าง กิลแบร์โต มาเชนา ก็ยิงไป 21 ประตู ได้อันดับ 3 ขณะที่ ธีราทร บุญมาทัน แบ็กซ้ายทีมชาติไทย ก็ทำแอสซิสต์ ไป 19 ครั้ง

ซึ่งสูงสุดในลีกปีนี้แชมป์ที่4 ตามมาติดๆกับแม่โขงคลับแชมป์เปี้ยนชิพในฐานะแชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ พบกับ สิงห์ร้ายแห่งนครวัด เบิงเกต อังกอร์ ทีมชั้นนำแห่งศึกฟุตบอลลีกกัมพูชา ในศึกฟุตบอลแห่งศักดิ์ศรี

เพื่อชิงความเป็นเจ้าสโมสรแห่งภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเอาชนะไปได้ 1-0 จากลูกจุดโทษของ อันเดรส ตุญเญซในนาทีที่ 67 ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์รายการนี้ไปครองและปิดท้ายฤดูกาลอย่างสมบูรณ์แบบกับแชมป์ที่ 5 ช้าง เอฟเอคัพ โดยการเอาชนะ กิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

คู่ปรับเก่าสมัยไทยพรีเมียร์ลีกไป 3-1 จากลูกจุดโทษของ อันเดรส ตุญเญซ ในนาทีที่ 45, โก ซุล-กิ ในนาทีที่ 51 และ จักรพันธ์ แก้วพรม ในนาทีที่ 70 คว้าแชมป์รายการนี้ไปครองเป็นสมัยที่ 4 และเป็นถ้วยแชมป์ที่ 5 ในปีนี้ รวมทั้งกลายเป็นสโมสรแรกจากทวีปเอเชียที่คว้าถ้วยรางวัล 5 ใบได้สำเร็จในฤดูกาลเดียวอีกด้วยแต่พอฤดูกาลต่อมาถือเป็นช่วงเวลาที่ตกอับของทีมเลยก็ว่าได้ในฤดูกาล 2560

เดือนมกราคมนายเนวิน ชิดชอบ ได้ทำการเปิดตัวสโมสรด้วยสโลแกน “สไตรค์แบ็ค” หรือทวงคืนทุกแชมป์ ทางสโมสรได้ปล่อยตัวผู้เล่นออกไปหลายราย ไม่ว่าจะเป็น อนาวิน จูจีน ย้ายไปอยู่สุพรรณ เชาว์วัฒน์ วีระชาติ

ย้ายไปบางกอกกล๊าส สุรีย์-สุรัตน์ สุขะ ย้ายไปอุบล ยูเอ็มที  อันเดรส ตุญเญซ ปล่อยยืมตัวให้กับสโมสรในสเปน ไคโอะ ฟีลีปี และบรูนู โมเรย์รา ซึ่งเป็นกำลังหลักที่สำคัญเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และทางสโมสรได้ทำการยืมตัวฌาฌาจากสโมสรโลเคอเรนในเบลเยียม

และซื้อตัวผู้เล่นใหม่อย่างโซลวี ออตเตเซน- พรรษา เหมวิบูลย์ และศุภชัย ใจเด็ด เข้าสู่ทีมเปิดฤดูกาลแข่งขันแม่โขงคลับแชมป์เปี้ยนชิพซึ่งเลื่อนจากปีที่แล้วซึ่งเป็นทีมเยือนในเกมแรกบุกไปแพ้ล้านช้าง ยูไนเต็ดที่ประเทศลาว ด้วยผล 1–0

แต่ในเกมที่สองที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ บุรีรัมย์กลับมาเอาชนะไป 2–0 ผลประตูรวม 2–1 ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จการแข่งขันรายการหลัก ไทยลีก ในนัดแรกบุรีรัมย์เริ่มต้นได้ไม่ดีนักเมื่อต้องเปิดบ้านไล่ตามตีเสมอชลบุรี 2–2 หลังจากที่โดนนำ 0–2 ในครึ่งแรก

แต่ในนัดถัด ๆ มาทีมสามารถเก็บชัยชนะได้ 4 นัดรวดก่อนที่จะสะดุดในเกมลีกนัดที่ 5 ที่ออกไปเยือนการท่าเรือ ผลจบลงด้วยการเสมอ 0–0 ต่อมาเกมลีกนัดที่ 6 บุรีรัมย์เปิดบ้านเอาชนะคู่ปรับสำคัญอย่างเอสซีจี เมืองทองได้สำเร็จด้วยผล 2–0 โดยได้ประตูจากฌาฌาและสุเชาว์ นุชนุ่ม หลังจากนั้นทีมก็สามารถเก็บแต้มได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในเกมลีกนัดที่ 12 และ 13 ซึ่งบุรีรัมย์ออกไปแพ้บางกอกกล๊าส 2–1 แพ้ในลีกเป็นเกมแรก

และเปิดบ้านแพ้ราชบุรี มิตรผล 3–4 ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์ยิ่งยากขึ้น เมื่อมีคะแนนตามหลังจ่าฝูงอย่างเมืองทองถึง 7 คะแนนแต่อีก 3นัดถัดมาจ่าฝูงอย่างเอสซีจี เมืองทอง ทำคะแนนหายจากการพ่ายแพ้ต่อสามทีมน้องใหม่อย่างไทยฮอนด้า สโมสรฟุตบอลการท่าเรือ และอุบล ยูเอ็มทีส่งผลให้บุรีรัมย์ที่เก็บแต้มอย่างต่อเนื่อง ทำคะแนนเทียบเท่าเมืองทองหลังจบเลกแรก เป็นรองเพียงแค่ผลต่างประตูได้เสียกลางเดือนมิถุนายน 2560

รันกอ ปอปอวิช ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน โดยมีโบซีดาร์ บันโดวิช เข้ารับตำแหน่งแทน ต่อมาในเกมลีกนัดที่ 18 ของฤดูกาล หรือนัดแรกของเลกที่สอง บุรีรัมย์ซึ่งเปิดบ้านเอาชนะราชนาวี 2–0 สามารถแซงขึ้นไปเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ เนื่องจากเมืองทองสะดุดในนัดที่ออกไปเสมอสุโขทัย 2–2 ทั้งที่นำก่อน 2–0 และในอีก 16 นัดถัดมา บุรีรัมย์สามารถเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง และคว้าแชมป์ไทยลีกอย่างเป็นทางการในเกมนัดที่ 32

ซึ่งบุรีรัมย์เปิดบ้านเอาชนะโปลิศ เทโรไปได้ 4–0 และยังสามารถทำสถิติเก็บแต้มในลีกสูงสุดที่ 86 คะแนน หลังจากบุกไปชนะชลบุรี 2–1 ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลส่วนในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยรายการโตโยต้า ลีกคัพ บุรีรัมย์จบเส้นทางที่รอบแปดทีมสุดท้ายหลังเปิดบ้านพ่ายต่อแชมป์เก่าร่วมอย่างเมืองทอง 0–2 และในช้าง เอฟเอคัพ บุรีรัมย์ตกรอบแปดทีมสุดท้ายเช่นกันหลังออกไปแพ้เชียงราย ยูไนเต็ด 1–0

โดยทั้งเมืองทองและเชียงรายที่ทำให้บุรีรัมย์ตกรอบ สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยได้ในบั้นปลายในฤดูกาล 2561-ปัจจุบันหลังจบฤดูกาล 2560 สโมสรบุรีรัมย์ได้ปล่อยตัวฌาฌาเนื่องจากหมดสัญญายืมตัว และได้ซื้อตัวกองหน้ารายใหม่ทดแทนอย่างเอ็ดการ์ และฮอง วู แซมซัน นอกจากนี้ยังยืมตัวประวีณวัช บุญยงค์ จากบางกอกกล๊าส และซื้อขาดศศลักษณ์ ไหประโคน จากทรูแบงค็อกหลังจากที่เคยลงเล่นแบบยืมตัวเมื่อเลกสองของฤดูกาลที่แล้วเปิดฤดูกาล 2561 ด้วยการแข่งขันไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพ

เป็นการพบกันระหว่างแชมป์ไทยลีก

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และแชมป์เอฟเอคัพ สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ผลการแข่งขันในเวลาจบลงด้วยผลเสมอ 2–2 ก่อนที่บุรีรัมย์จะพ่ายจุดโทษ 7–8 บุรีรัมย์ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มของเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก จากการคว้าแชมป์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยบุรีรัมย์อยู่ในกลุ่มจี ร่วมกับกว่างโจวเอเวอร์แกรนด์- เซเรซโซ โอซากะ และเชจูยูไนเต็ด ซึ่งเป็นสโมสรที่มีส่วนชี้ขาดให้บุรีรัมย์ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

จากการทำประตูชัยของกรกช วิริยอุดมศิริ ทำให้บุรีรัมย์เป็นสโมสรแรกจากไทยที่สามารถบุกไปเอาชนะสโมสรเกาหลีใต้ได้อีกด้วย ต่อมารอบ 16 ทีมสุดท้าย บุรีรัมย์ซึ่งเป็นเจ้าบ้านในเลกแรกเอาชนะช็อนบุกฮุนไดมอเตอส์จากเกาหลีใต้ไปได้ 3–2

ก่อนที่จะบุกไปแพ้ในเลกที่สอง 0–2 ผลประตูรวมบุรีรัมย์แพ้ 3–4 ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย บุรีรัมย์ลงแข่งขันเกมลีกนัดแรกของฤดูกาล ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะราชบุรี มิตรผลไปได้ 2–1 และแพ้นัดแรกของฤดูกาลในเกมนัดที่ 11

ซึ่งเป็นนัดที่บุรีรัมย์บุกไปพ่ายต่อสิงห์เชียงราย 1–0 ยุติสถิติไร้พ่ายในลีก 31 นัดติดต่อกันต่อมาเกมลีกนัดที่ 19 บุรีรัมย์แพ้ในบ้านนัดแรกต่อชัยนาท ฮอร์นบิล 0–1

และเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับทรูแบงค็อก อย่างไรก็ดี บุรีรัมย์สามารถทวงคืนตำแหน่งจ่าฝูงได้ในนัดถัดมาที่บุกไปเอาชนะพีที ประจวบ 2–1 ส่วนทรูแบงค็อกทำได้เพียงเสมอกับราชบุรีในวันก่อนหน้า บุรีรัมย์คว้าแชมป์ไทยลีกอย่างเป็นทางการในเกมนัดที่ 31 ที่เปิดบ้านเอาชนะโปลิศ เทโรไปได้ 2–0

และในนัดสุดท้ายที่บุกไปชนะราชบุรี มิตรผล 1–0 นั้น บุรีรัมย์เก็บแต้มสูงสุดที่ 87 คะแนน ทำลายสถิติเดิมของตนเอง 86 คะแนน เมื่อฤดูกาลที่แล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลถ้วย ในโตโยต้า ลีกคัพ บุรีรัมย์ยุติเส้นทางที่รอบรองชนะเลิศหลังจากที่พ่ายต่อบางกอกกล๊าส 1–2 ที่สนามบุณยะจินดา ส่วนในช้าง เอฟเอคัพ บุรีรัมย์ได้เข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อสิงห์เชียงราย 2–3ฤดูกาล 2562 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ประเดิมแชมป์ไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพสมัยแรก ด้วยการล้างตาเอาชนะสิงห์เชียงราย 3–1 อย่างไรก็ตาม สโมสรทำผลงานในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกได้ไม่ดีนัก โดยเก็บได้เพียง 4 คะแนนจากการแข่ง 6 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกได้สำหรับในฤดูกาลนี้ในไทยลีกสโมสรทำผลงานได้ไม่ต่อเนื่องและไม่สู้ดีนักต้องลุ้นแย่งแชมป์กับ สิงห์เชียงราย และการท่าเรือช่วงท้ายฤดูกาลและในนัดปิดฤดูกาล

 

จาดอน ซานโช

จาดอน ซานโช

จาดอน ซานโช

จาดอน ซานโช

จาดอน ซานโช ปีกโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เปิดเผยว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องค่าตัวและข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวเองมากนัก และสนใจเพียงการเล่นฟุตบอลให้ดีเท่านั้น

นับตั้งแต่การแข่งขันชิงแชมป์ ยุโรปปี 1996 ทีมอังกฤษ ในการแข่งขันระดับนานาชาติได้รวมผู้เล่นสามคนที่ซื้อขายกันนอกพรีเมียร์ลีก – เดวิดเบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก  ที่ดูเหมือนจะพร้อมสำหรับกาแล็กซี ของเรอัลมาดริด โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ของ บาเยิร์น มิวนิค ผู้ซึ่งไม่เคยใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร หนึ่งวันก่อนที่จะลงเล่นให้กับ ทีมชาติชุดแรกของเขาแต่เกิดที่แคนาดาก่อนจะย้ายไปเยอรมนี และ Fraser Forster ผู้รักษาประตูตัวเลือกที่สาม ของ Roy Hodgson สำหรับการแข่งขัน ฟุตบอลโลก ปี 2014 ซึ่งล้มเหลวในการลงสนามในนาทีเดียว ของการรณรงค์ในประเทศของเขา

ประเด็นของย่อหน้าแรกนี้คือ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหายาก ของนักฟุตบอลอังกฤษ ที่มีความสามารถที่กระโดดโลดเต้น และย้ายไปประเทศอื่นเพื่อพัฒนาอาชีพของตน Michael Mancienne ซึ่งเคยเป็นชาวฮัมบูร์ก และอดีตชายชาวเปรูจา Jay Bothroyd จะเป็นที่รู้จักของผู้สนับสนุนในอังกฤษ แต่ทั้งคู่ล้มเหลวในการบรรลุศักยภาพสูงสุด ในต่างประเทศ (Bothroyd ประสบความสำเร็จเมื่อเร็ว ๆ นี้แม้ว่าจะอยู่ในญี่ปุ่น)

ทั้งหมดนี้หมายความว่า เมื่อ Jadon Sancho ตัดสินใจว่าเขาไม่ต้องการอยู่ที่แมนเชสเตอร์ซิตี้อีกต่อไปและย้ายไปโบรุสเซียดอร์ทมุนด์ในปี 2560 หลายคนไม่เชื่อ พรีเมียร์ลีกมีมานานแล้วที่อังกฤษมองว่าเป็นลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นลีกที่ประสบความสำเร็จและสิ้นสุดในสโมสร Sancho ได้รับคำแนะนำให้เป็นดาราแล้ว – เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้เล่นของการแข่งขันในการแข่งขันชิงแชมป์ยุโรป U17 ปี 2017 – แต่หลายคนรู้สึกว่าเขาควรจะอยู่ที่สนามกีฬาเอทิฮัดเพื่อพัฒนาภายใต้ Pep Guardiola

ตั้งแต่วันแรก ดอร์ทมุนด์เชื่อมั่นในศักยภาพของเขา วัยรุ่นที่เกิดในแคมเบอร์เวลล์ แม้จะอายุเพียง 17 ปี แต่ก็ถูกรวมอยู่ในทีมชุดใหญ่ทันทีที่เขามาถึง และได้รับเสื้อหมายเลขเจ็ด เขาใช้เวลาสักครู่เพื่อบุกเข้าไปในฝั่งของ Die Schwarzgelben – เขายังเป็นวัยรุ่นอยู่ – แต่เมื่อเขาทำแต้มและให้ผู้ช่วยสองคนในชัยชนะ 4-0 เหนือไบเออร์เลเวอร์คูเซ่นเมื่อสิ้นสุดแคมเปญ 2017/18 มันคือ ดอร์ทมุนด์มีดาวรุ่งอยู่ในมือ

ตั้งแต่นั้นมา ซานโช่ก็ผ่านการทดสอบด้วยสีสันที่เฉียบขาดเกือบทุกครั้ง ทำลายสถิติได้อย่างง่ายดายตลอดเส้นทาง เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ของบุนเดสลิกาถึง 2 ครั้งและทำได้ 50 ประตูและ 64 แอสซิสต์จาก 137 เกมในดอร์ทมุนด์ เขาไม่ได้พังทลายภายใต้แรงกดดันของช่วงเวลาสำคัญเช่นกัน – เขาทำประตูสองครั้งใน DFB Pokal

สุดท้ายของปีนี้ในชัยชนะ 4-1 เหนือ RB Leipzig กับบาเยิร์นใน Super Cup รอบชิงชนะเลิศในปี 2019 และยังคว้าผู้ชนะใน Revier Derby กับ Schalke

เมื่อพิจารณาจากมุมมองที่โดดเดี่ยวในอังกฤษก่อนหน้านี้ หลายคนในบ้านเกิดของ Sancho ดูเหมือนจะไม่ค่อยเห็นคุณค่าของนักเตะวัย 21 ปีคนนี้ ในขณะที่ Three Lions ของ Gareth Southgate เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน ชิงแชมป์ยุโรป ก็มีเสียงโห่ร้องมากมายสำหรับ Jack Grealish ซึ่งถึงแม้จะเป็นผู้เล่นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เล่นในระดับเดียวกับ Sancho ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่จะรวมอยู่ในรายชื่อผู้เล่นตัวจริง

เมื่ออดีตพลเมืองไม่มีชื่ออยู่ใน XI ของ Southgate สำหรับการแข่งขันสามนัดแรกของยูโร 2020 ผู้เชี่ยวชาญ และ นักข่าวในเยอรมนีต่างตกตะลึง – Lothar Matthäus ถึงกับพูดติดตลกว่า Die Mannchaft ควรเสนอหนังสือเดินทางเยอรมันให้เขาหากอังกฤษไม่เห็นคุณค่า เขา

ในที่สุด ซานโช่ ก็มีชื่ออยู่ในรายชื่อ ทีมสำหรับเกมรอบ ก่อนรองชนะเลิศ ของอังกฤษกับยูเครน ในขณะที่ เด็กคนนี้อาจไม่ได้ระเบิด แล ะมีอิทธิพลมากที่สุด แต่บางทีก็บอกได้ว่าชัยชนะ 4-0 ของประเทศของเขาเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา

เขาต้องรอจนถึง รอบชิงชนะเลิศ สำหรับการปรากฏตัวครั้งต่อไป ในขณะที่เซาธ์เกตนำเขาเข้ามาโดยเหลือเวลาต่อเวลาพิเศษเพียงสองนาที โดยคำนึงถึงการยิงลูกโทษที่ใกล้เข้ามา น่าเสียดายที่ลูกจุดโทษของ Sancho ได้รับการช่วยเหลือจาก Gianluigi Donnarumma ของอิตาลีในขณะที่อังกฤษ พ่ายแพ้ต่ออุปสรรคสุดท้าย น่าเสียดายหากคาดเดาได้ เขาเป็นเป้าหมายของการเหยียดผิว หลังจากการเป่านกหวีดครั้งสุดท้ายพร้อมกับ Marcus Rashford และ Bukayo Saka ซึ่งไม่สามารถหาด้านหลังตาข่ายจากระยะ 12 หลาได้ ทั้งสามคนสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มองเห็นได้ชัดเจนว่า ความวุ่นวายทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงตัดสินใจแยกทางกับเงิน 73 ล้านปอนด์เพื่อพาเขาไปที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการย้ายทีมที่ยาวนานซึ่งน่าจะได้รับการแก้ไขเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว แต่ในที่สุดปีศาจแดงก็มีคนของพวกเขา

แน่นอนว่าเวลาของเขาที่จากไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เขาถูกดร็อปที่ดอร์ทมุนด์สองครั้งหลังจากกลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ในระดับนานาชาติและถูกเปลี่ยนตัวในครึ่งแรกของการสูญเสีย 4-0 ให้กับบาเยิร์นโดย Lucien Favre เนื่องจากไม่ดีพอ อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว เขาประสบความสำเร็จอย่างไม่มีการควบคุม

ผลกระทบที่การตัดสินใจออกจากเขตสบายของเขามีต่อผู้อื่นอาจเป็นมรดกของเขา ก่อนที่ซานโชจะย้ายไปดอร์ทมุนด์ มีนักเตะอังกฤษเพียง 7 คนที่เคยเล่นในบุนเดสลีกา นับตั้งแต่ปี 2017 เพียงปีเดียว มีอีก 13 คนตามเส้นทางของเขา ที่ยูโร 2020 อังกฤษมีสมาชิกสามคนที่เล่นนอกพรีเมียร์ลีก คุณจะต้องย้อนกลับไปสู่ฟุตบอลโลกปี 1990 เป็นครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในการแข่งขันรายการใหญ่

และถึงกระนั้น มีเพียง Chris Waddle เท่านั้นที่อยู่นอกสหราชอาณาจักร ในลีกใหญ่อื่นๆ ทั่วยุโรป เป็นเรื่องปกติมากขึ้นที่จะเห็นผู้เล่นชาวอังกฤษทำผลงานได้ดี ค่อนข้างตรงไปตรงมา ทางเลือกของ Sancho ทำให้เขาเป็นผู้บุกเบิก

ในบันทึกส่วนตัว ฉันไม่เต็มใจที่จะเห็นเขาจากไป การมาถึงของ Sancho ในเยอรมนีใกล้เคียงกับการย้ายไปเบอร์ลินของฉันเอง ทำให้ฉันสามารถติดตามการทำงานทั้งหมดของเขาจนถึงปัจจุบัน เขามีความสุขที่ได้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานควบคู่กับ Erling Haaland ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้เห็นนักเตะที่มีความมั่นใจและความสามารถในการครองบอลเข้าคู่กัน ขอบคุณ เจดอน ที่จุดไฟให้บุนเดสลีกา ทุบมันในอังกฤษ – ฉันแน่ใจว่าคุณจะทำได้

แนวรุกเสือเหลือง ตกเป็นข่าวว่าอาจย้ายทีม ไปเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง หลังจากที่เพิ่งทำได้ 20 ประตู 20 แอสซิสต์ ให้ทีมเสือเหลือง ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา โดยทางปีศาจแดงพยายาม รุกคืบอย่างหนักเพื่อคว้าตัวดาวรุ่ง ฝีเท้าดีรายนี้ไปร่วมทีม แต่ทางดอร์ทมุนด์ก็ยืนยันหนักแน่นว่า นักเตะรายนี้ไม่ได้มีไว้ขาย

ก่อนหน้านี้ ฮันส์-โยอาคิม วัตซ์เค ซีอีโอของดอร์ทมุนด์เคยออกมายืนยันว่าซานโชจะยังคงเล่นในถิ่นซิกนัล อิดูนา พาร์ค ต่อไปในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน ทำให้ข่าวลือดังกล่าวซาลงไปพอสมควร ถึงแม้จะยังมีรายงานออกมาเป็นระยะว่าแมนฯ ยูฯ ยังไม่ยอมแพ้เพียงเท่านี้

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)
ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศโดยมีชุดทีมชาติชายร่วมเข้าแข่งในกลุ่มสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ(ฟีฟ่า) การแข่งขันจัดขึ้นทุก ๆ 4 ปี เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ.1930 ใน ฟุตบอลโลก 1930 ยกเว้นในปี ค.ศ. 1942 และ 1946 ที่งดเว้นไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทีมชนะเลิศการแข่งขันครั้งล่าสุดคือทีมชาติฝรั่งเศษที่ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

รูปแบบการแข่งขันในปัจจุบัน การแข่งขันประกอบด้วย 32 ทีม เพื่อเข้าร่วมแข่งขันในสถานที่จัดงานของประเทศเจ้าภาพ ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณ 1 เดือน การแข่งขัน 32 ทีมสุดท้ายนี้เรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ส่วนในรอบคัดเลือกที่แข่งขันก่อนหน้านั้น ในปัจจุบันจะต้องใช้เวลาร่วม 3 ปี เพื่อตัดสินว่าทีมใดที่จะร่วมเข้าแข่งกับทีมประเทศเจ้าภาพ

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 21 ครั้ง มีชาติที่ชนะในการแข่งขัน 8 ชาติ ได้แก่ ทีมชาติบราซิล ชนะ 5 ครั้ง และเป็นทีมเดียวที่เข้าร่วมการแข่งขันในทุกครั้ง ส่วนทีมชาติอื่นที่ชนะการแข่งขันคือ ทีมชาติอิตาลี และทีมชาติเยอรมนี ชนะ 4 ครั้ง, ทีมชาติอาร์เจนตินา ทีมชาติอุรุกวัย และทีมชาติฝรั่งเศส ชนะ 2 ครั้ง และทีมชาติอังกฤษและทีมชาติสเปน ชนะ 1 ครั้ง

การแข่งขันฟุตบอลโลกถือเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก มีผู้ชมราว 715.1 ล้านคนในการแข่งขันนัดตัดสินการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี

รูปแบบการแข่งขันรอบคัดเลือก

รูปแบบการแข่งขันรอบคัดเลือกตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ 1934 ก็เริ่มมีการจัดการแข่งขันคัดเลือกเพื่อจำกัดทีมในรอบสุดท้ายให้น้อยลง  จัดในเขตการแข่งขันทั้ง 6 เขตของฟีฟ่า (แอฟริกา, เอเชีย, อเมริกาเหนือและกลางและแคริบเบียน, อเมริกาใต้, โอเชียเนีย, และยุโรป) ตรวจสอบโดยสมาพันธ์ที่เกี่ยวข้อง ในการแข่งขันในแต่ละครั้ง ฟีฟ่าจะกำหนดล่วงหน้าเรื่องจำนวน ว่าจะมีกี่ทีมในแต่ละเขตที่จะได้เข้าสู่รอบสุดท้าย โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของทีมของสมาพันธ์

กระบวนการคัดเลือก จะเริ่มในเกือบ 3 ปีก่อนที่จะแข่งรอบสุดท้ายและจะสิ้นสุดในช่วง 2 ปีก่อนการแข่งขัน รูปของการแข่งขันรอบคัดเลือกจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสมาพันธ์ โดยปกติแล้ว ที่ 1 หรือ 2 อันดับแรกที่ชนะเพลย์ออฟระหว่างทวีป ตัวอย่างเช่น ผู้ชนะของเขตโอเชียเนีย และที่ 5 ของทีมในโซนเอเชีย

จะแข่งรอบเพลย์ออฟในฟุตบอลโลก 2010 และจากฟุตบอลโลก 1938 เป็นต้นมา ประเทศเจ้าภาพจะเข้าสู่รอบสุดท้ายโดยทันที และทีมแชมป์จะเข้ารอบสุดท้ายเพื่อป้องกันตำแหน่งในระหว่างปี 1938 และ 2002 แต่ในปี 2006 ได้งดไป ทีมบราซิลที่ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 เป็นทีมแรกที่แข่งขันรอบคัดเลือกเพื่อป้องกันตำแหน่ง

รูปการแข่งขันรอบสุดท้ายปัจจุบัน

รูปการแข่งขันรอบสุดท้ายปัจจุบันมีทีมเข้าแข่งขัน 32 ชาติ ที่จะแข่งขันนานร่วม 1 เดือน ในประเทศเจ้าภาพการแข่งขัน โดยแบ่งเป็น 2 รอบคือ รอบแรก (แบ่งกลุ่ม) และรอบแพ้คัดออกในรอบแบ่งกลุ่ม จะแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมี 4 ทีม โดยมี 8 ทีม

(รวมถึงประเทศเจ้าภาพด้วย) ที่จะถูกเลือกออกมาจากอันดับโลกฟีฟ่า และ/หรือ ผลการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ทั้ง 8 ทีมจะถูกแยกออกไปในแต่ละกลุ่ม ส่วนทีมที่เหลือจะใส่ลงโถ โดยมากเป็นแบ่งจากเขตทางภูมิศาสตร์ แต่ละทีมในโถจะจับสลากกลุ่มที่อยู่ และตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1998 มีข้อบังคับว่าในแต่ละกลุ่มจะไม่มีทีมจากยุโรปมากกว่า 2 ทีม และมากกว่า 1 ทีม จากสมาพันธ์ฟุตบอลของแต่ละทวีปอื่น

แต่ละทีมในกลุ่มจะแข่งแบบพบกันหมด กล่าวคือแต่ละทีมจะแข่ง 3 นัด กับทีมอื่นในกลุ่มจนครบ ส่วนนัดสุดท้ายของการแข่งขันแบ่งกลุ่มจะแข่งเวลาเดียวกัน เพื่อให้ความยุติธรรมกับทั้ง 4 ทีม ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกในกลุ่มจะเข้าสู่รอบแพ้คัดออก โดยคะแนนมาจากการทำคะแนนในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 กำหนดให้ทีมผู้ชนะได้ 3 คะแนน ทีมที่เสมอได้ 1 คะแนน และทีมที่แพ้ไม่ได้คะแนน (ก่อนหน้านี้ ทีมที่ชนะได้ 2 คะแนน)

อันดับของแต่ละทีมในกลุ่ม พิจารณาจาก

1.จำนวนคะแนนในกลุ่ม

2.จำนวนความแตกต่างในการทำประตูในกลุ่ม

3.จำนวนการทำประตูในกลุ่ม

4.ถ้าหากยังอยู่ในระดับเท่ากัน จะพิจารณาเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

4.1จำนวนคะแนนในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

4.2จำนวนความแตกต่างในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

4.3จำนวนประตูในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

5.หากทีมยังอยู่ในระดับเท่ากันอีก หลังจากพิจารณาเกณฑ์ด้านบน จะใช้อันดับโลกฟีฟ่าในการพิจารณา

รอบแพ้คัดออก แต่ละรอบจะแข่งกันเพียงครั้งเดียว โดยจะหลังต่อเวลาพิเศษและยิงลูกโทษหากไม่สามารถทำประตูได้ โดยเริ่มที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย (หรือรอบที่ 2) ผู้ชนะจะเข้าแข่งต่อในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และนำไปสู่รอบรองชนะเลิศ นัดชิงอันดับที่สาม (แข่งจากผู้แพ้ในรอบรองชนะเลิศ) และนัดชิงชนะเลิศ

ถ้วยรางวัล

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ถึง 1970 ถ้วยรางวัลชูลส์รีเมต์เป็นถ้วยที่มอบให้แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก เดิมทีเรียกง่ายๆ ว่า เวิลด์คัพ หรือ คูปดูมอนด์ แต่ในปี ค.ศ. 1946 ได้เปลี่ยนชื่อตามประธานฟีฟ่า ที่ชื่อ ชูลส์ รีเมต์ ที่ได้ริเริ่มการแข่งขันครั้งแรก และเมื่อในปี ค.ศ. 1970 เมื่อทีมบราซิลชนะการแข่งขันเป็นครั้งที่ 3 ได้ครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์จากการที่ได้แชมป์ 3 สมัย แต่ในปี ค.ศ. 1983 ถ้วยถูกขโมยไปและไม่มีใครได้เห็นอีกเลย

หลังจากปี ค.ศ. 1970 ก็มีถ้วยรางวัลใหม่ ที่รู้จักในชื่อ ถ้วยรางวัลฟีฟ่าเวิลด์คัพ โดยผู้เชี่ยวชาญของฟีฟ่าที่มาจาก 7 ประเทศ ประเมินจากแบบ 53 แบบ จนสรุปที่ผลงานการออกแบบของนักออกแบบชาวอิตาลีที่ชื่อซิลวีโอ กัซซานีกา (Silvio Gazzaniga) ถ้วยรางวัลใหม่นี้มีความสูง 36 ซม. (14.2 นิ้ว) ทำจากทองคำ 18 กะรัต (75%) น้ำหนัก 6.175 กก. (13.6 ปอนด์) ฐานของถ้วยมีเส้น 2 ชั้น

ทำจากมรกต ในส่วนใต้ฐานของถ้วยรางวัลสลักปีและชื่อของทีมผู้ชนะเลิศฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 ผู้ออกแบบอธิบายถ้วยรางวัลนี้ว่า “เส้นที่โดดเด่นจากฐาน ที่หมุนรอบนั้นได้ขยายเพื่อรองรับโลก จากแรงดึงที่เคลื่อนที่ที่โดดเด่นของในส่วนตัวของถ้วยของประติมากรรมนี้ ได้ช่วยให้รูปร่างนักกีฬาดูเคลื่อนไหวไปกับห้วงเวลาแห่งชัยชนะ”

ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครองถ้วยถาวร แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทน

ในปัจจุบัน สมาชิกทุกคน (ทั้งผู้เล่นและโค้ช) ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี ค.ศ. 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี ค.ศ. 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา