ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย     

                ที่มาของนาฏศิลป์ไทยเข้าใจว่าเกิดจากสภาพความเป็นอยู่โดยธรรมชาติของมนุษย์โลกที่มีความสงบสุข  มีความอุดมสมบูรณ์ในทางโภชนาหาร  มีความพร้อมในการแสดงความยินดี  จึงปรากฏออกมาในรูปแบบของการแสดงอาการที่บ่งบอกถึงความกำหนัดรู้  ดังนั้นเมื่อประมวลที่นักวิชาการเทียบอ้างตามแนวคิดและทฤษฎี  จึงพบว่าที่มาของนาฏศิลป์ไทยเกิดจากแหล่ง ๓  แหล่ง  คือ  เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ   เกิดจากการเซ่นสรวงบูชา  และเกิด

จากการรับอารยะธรรมของประเทศอินเดีย  ดังนี้

๑.  เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ    หมายถึง   เกิดตามพัฒนาการของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มชน  ซึ่งพอประมวลความแบ่งเป็นขั้น  ได้ ๓  ขั้น  ดังนี้

ขั้นต้น  เกิดแต่วิสัยสัตว์ เมื่อเวทนาเสวยอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตาม ถ้าอารมณ์แรงกล้าไม่กลั้นไว้ได้ ก็แสดงออกมาให้เห็นปรากฏ เช่น เด็กทารกเมื่อพอใจ ก็หัวเราะตบมือ กระโดดโลดเต้น เมื่อไม่พอใจก็ร้องไห้ ดิ้นรน

ขั้นต่อมา  เมื่อคนรู้ความหมายของกิริยาท่าทางมากขึ้น ก็ใช้กิริยาเหล่านั้นเป็นภาษาสื่อความหมาย ให้ผู้อื่นรู้ความรู้สึกและความประสงค์ เช่น ต้องการแสดงความเสน่หาก็ยิ้มแย้ม กรุ้มกริ่มชม้อยชม้ายชายตา หรือโกรธเคืองก็ทำหน้าตาถมึงทึง กระทืบ กระแทก  เป็นต้น

ต่อมาอีกขั้นหนึ่งนั้น  เมื่อเกิดปรากฏการณ์ตามที่กล่าวในขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒  แล้วมีผู้ฉลาดเลือกเอากิริยาท่าทาง ซึ่งแสดงอารมณ์ต่างๆ นั้นมาเรียบเรียงสอดคล้อง ติดต่อกันเป็นขบวนฟ้อนรำให้เห็นงาม จนเป็นที่ต้องตาติดใจคน จนเกิดเป็นวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ที่สวยงามตามที่เห็นในปัจจุบัน

๒.  เกิดจากการเซ่นสรวงบูชา  หมายถึง  กระบวนการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของกลุ่มชน  ซึ่งพบว่าการเซ่นสรวงบูชา มนุษย์แต่โบราณมามีความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการบูชา เซ่นสรวง เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานพรให้ตนสมปรารถนา หรือขอให้ขจัดปัดเป่าสิ่งที่ตนไม่ปรารถนาให้สิ้นไป การบูชา  มีวิธีการตามแต่จะยึดถือมักถวายสิ่งที่ตนเห็นว่าดีหรือที่ตนพอใจ เช่น ข้าวปลาอาหาร  ขนมหวาน ผลไม้  ดอกไม้ จนถึง การขับร้อง ฟ้อนรำ เพื่อให้สิ่งที่ตนเคารพบูชานั้นพอใจ ต่อมามีการฟ้อนรำบำเรอกษัตริย์ด้วย ถือว่าเป็นสมมุติเทพที่ช่วยบำบัดทุกข์

บำรุงสุขให้ มีการฟ้อนรำรับขวัญขุนศึกนักรบผู้กล้าหาญ ที่มีชัยในการสงครามปราบข้าศึกศัตรู ต่อมาการฟ้อนรำก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงมา กลายเป็นการฟ้อนรำเพื่อความบันเทิงของคนทั่วไป

๓.  การรับอารยะธรรมของอินเดีย  หมายถึง  อิทธิพลของประเทศเพื่อนบ้านจากประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ยาวนานว่า เมื่อไทยมาอยู่ในสุวรรณภูมิใหม่ๆ นั้น มีชนชาติมอญ และชาติขอมเจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนแล้ว ชาติทั้งสองนั้นได้รับอารยะธรรมของอินเดียไว้มากมาย

เป็นเวลานาน เมื่อไทยมาอยู่ในระหว่างชนชาติทั้งสองนี้ ก็มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ไทยจึงพลอยได้รับอารยะธรรมอินเดียไว้หลายด้าน เช่น ภาษา ประเพณี ตลอดจนศิลปะการแสดง ได้แก่ ระบำ ละครและโขน ซึ่งเป็นนาฏศิลป์มาตรฐานที่สวยงามดังปรากฏให้เห็นนี้เอง

นอกจากนี้แล้วการสร้างนาฏศิลป์ไทยของเรานี้อาจด้วยสาเหตุหลายประการ  เช่น

๑. จัดทำขึ้นเพื่อการสื่อสาร หมายความถึง  การแสดงนั้นอาจบ่งบอกชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์ที่ดี  ทั้งทางด้านการแต่งกาย  ภาษา  ท่วงทีที่แช่มช้อย  นอกจากนี้แล้วในการสื่อสารอีกทางนั้น

คือนาฏศิลป์ได้พัฒนาจากรูปลักษณ์ที่ง่าย

และเป็นส่วนประกอบของคำพูดหรือวรรณศิลป์ ไปสู่การสร้างภาษาของตนเองขึ้นที่เรียกว่า “ภาษาท่ารำ” โดยกำหนดกันในกลุ่มชนที่ใช้นาฏศิลป์นั้นๆ ว่าท่าใดมีความหมายอย่างไร  เป็นต้น

๒. เพื่อประกอบพิธีกรรม   ดังที่ได้กล่าวอ้างเรื่องการเซ่นสรวงไปแล้วในเบื้องต้น  ว่ากระบวนทัศน์ในเรื่องการฟ้อนรำนั้นกระแสสำคัญอีกกระแสหนึ่ง  คือเรื่องความเชื่อ  ความศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็น  นอกจากนี้แล้วอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของคนไทยอีกประการนั้นคือ  การสำนึกกตัญญู

รู้คุณต่อผู้มีพระคุณ  เช่น  พ่อแม่  ครูอาจารย์  หรือบรรพชนที่ควรเคารพ  อาจมีการจัดกิจกรรมขึ้นแล้วมีการร่วมแสดงความยินดีให้ปรากฏนักนาฏศิลป์หรือ ศิลปินที่มีความชำนาญการจะประดิษฐ์รูปแบบการแสดงเข้าร่วมเพื่อความบันเทิง และเพื่อแสดงออกซึ่งความรักและเคารพในโอกาสพิธีกรรมต่างๆ ก็ได้

๓. เพื่องานพิธีการที่สำคัญ   กล่าวคือเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมเยือน  ทั้งนี้เราจะเห็นว่าในประวัติของชุดการแสดง ๆ  ชุด  เช่น ระบำกฤดาภินิหาร  การเต้นรองเง็ง  หรืออื่นๆ  การจัดชุดการแสดงส่วนใหญ่นั้นจัดเพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญ  เพื่อบ่งบอกความยิ่งใหญ่ของความเป็นอารยะชนคนไทย  ที่มีความสงบสุขมาเป็นเวลาหลายปี  แล้วเรามีความเป็นเอกลักษณ์

ภายใต้การปกครองที่ดีงามมาแต่อดีต  ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการแสดงในครั้งนี้อาจมีอย่างหลากหลาย เพื่อเป็นสิริมงคลด้วยก็ได้

๔. เพื่อความบันเทิงและการสังสรรค์ ตามนัยที่กล่าวนี้พบว่าในเทศกาลต่าง ๆ ทั้งที่เป็นประเพณีของคนไทยมีมากมาย  เช่น  งานปีใหม่  ตรุษสงกรานต์  ลอยกระทง วันสาร์ท เป็นต้น

เมื่อรวมความแล้วเราพบว่ากิจกรรมที่หลากหลายนี้มีบางส่วนปรากฏเป็นความบันเทิงมีความสนุกสนานรื่นเริง  เช่น  อาจมีการรำวงของหนุ่มสาว  หรือความบันเทิงอื่น ๆ บนเวทีการแสดง  นอกจากนี้อาจรวมถึงการออกกำลังกายในสถานการณ์ต่าง ๆ  เราพบว่าปัจจุบันนี้จาก

ประสบการณ์จัดกิจกรรมมักเกิดเป็นรูปแบบการแสดงที่สวยงามตามมาด้วยเช่นเดียวกัน

๕.  เพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่ นาฏศิลป์เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชุมชน ในชุมชนหนึ่งๆ มักมีการสืบทอด และอนุรักษ์วัฒนธรรมทางนาฎศิลป์ของตนเอาไว้มิให้สูญหาย มีการสอนมีการแสดง และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทยให้ท้องถิ่นอื่น หรือนำไปเผยแพร่ในต่างแดน

สันนิษฐานว่านาฏศิลป์ไทยกำเนิดมาพร้อม ๆ กับความเป็นชนชาติไทย ที่เป็นเช่นนี้เพราะนาฏศิลป์ไทยเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกาย และคติความเชื่อของคนไทยในอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่า นาฏศิลป์ไทยน่าจะมีที่มาจาก 4 แหล่ง ดังนี้

1 จากการละเล่นของชาวบ้านในท้องถิ่น หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน ชาวบ้านมักหาเวลาว่างมาร่วมร้องรำทำเพลง โดยมีการนำเอาดนตรีมาประกอบด้วย และ ตามนิสัยของคนไทยที่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบร้องรำทำเพลงโต้ตอบระว่างชายหญิงจนเกิดเป็นพ่อเพลง แม่

เพลงขึ้น โดยมีลูกคู่คอยร้องรับกันเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ทั้งนี้อาจจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีการร้องรำกันเป็น

คู่ชายหญิงเดินเป็นวง หรือเป็นที่รู้จักกันว่ารำโทนหรือรำวงพื้นบ้านจากการละเล่นของชาวบ้านดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการแสดงนาฏศิลป์ไทยประการหนึ่ง

2 จากการแสดงเป็นแบบแผน นาฏศิลป์ไทยที่เป็นมาตรฐานเป็นนาฏศิลป์ที่มีการปลูกฝังและถ่ายทอดมาจากปรมาจารย์ทางนาฏศิลป์ไทยในวังหลวง ที่ฝึกให้แก่ผู้หญิงและผู้ชายที่อยู่ในวังเป็นผู้แสดงโขนและละคร เพื่อแสดงในโอกาสต่าง ๆ

3 จากการรับอารยธรรมของอินเดีย ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่โบราณกาล โดยเฉพาะละครในอินเดียรุ่งเรืองมาก ประกอบกับชนชาติอินเดียที่นับถือและเชื่อมั่นในศาสนา พระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่าง ๆ พระผู้เป็นเจ้าที่

ชาวอินเดียนับถือ ได้แก่ พระศิวะ(พระอิศวร) พระวิษณุ และพระพรหม ในบางยุคของชาวอินเดียถือว่า พระอิศวรเป็นเทพเจ้าที่มีผู้เคารพนับถือมากยุคนี้ถือว่าพระอิศวรทรงเป็นนาฏราช(ราชาแห่งการร่ายรำ) มีประวัติทั้งในสวรรค์และในเมืองมนุษย์ ในการร่ายรำของพระอิศวรแต่ละครั้ง

พระองค์ทรงให้พระภรตฤาษีเป็นผู้บันทึกท่ารำแล้วนำมาสั่งสอนแก่เหล่ามนุษย์ จนเป็นที่มาของตำนานการฟ้อนรำ และในการเรียนนาฏศิลป์ไทยผู้เรียนทุกคนจะต้องเข้าพิธีไหว้ครูโขน – ละครก่อน ซึ่งได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระพิราพ และพระภรตฤาษี อันเป็นครูทางนาฏศิลป์และเป็นเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ และ ศาสนาฮินดู

4 จากการเลียนแบบธรรมชาติ กิริยาท่าทางตามธรรมชาติของมนุษย์จะบ่งบอกความหมายและสื่อความหมายกับผู้อื่นได้ควบคู่กับการพูด ในการฟ้อนรำก็จะใช้ท่ารำสื่อความหมายกับผู้ชมเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่า การแสดงบางชุดไม่มีเนื้อเพลง แต่มีทำนองเพลงอย่างเดียวผู้แสดงก็จะฟ้อนรำไปตามทำนองเพลงนั้น ๆ ลีลาท่ารำเป็นท่าทางธรรมชาติที่ใช้สื่อความหมาย ด้วย

เหตุผลที่ว่าต้องการให้ผู้ชมเข้าใจความหมายในการรำ และใช้ท่ารำในการดำเนินเรื่องด้วย ถึงแม้ว่าท่ารำส่วนใหญ่จะมีลีลาสวยงามวิจิตรกว่าท่าทางธรรมชาติไปบ้าง แต่ก็็ยังคงใช้ท่าทางธรรมชาติเป็นพื้นฐานในการประดิษฐ์ท่ารำและเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมบ่งบอกความหมายได้ถูกต้อง

นาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะของการฟ้อนรำ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยความประณีตงดงาม เพื่อให้ความบันเทิงให้ผู้ที่ได้ดูมีความรู้สึกคล้อยตาม การร่ายรำนี้ต้องอาศัยเครื่องดนตรีและการขับ

ร้อง นาฏศิลป์ถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง และเป็นสาขาหนึ่งของศิลปะสาขาวิจิตรศิลป์นาฏศิลป์ถือเป็นแหล่งรวมศิลปะและการแสดงไว้ด้วยกัน โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการคิดสร้างสรรค์ อนุรักษ์และสืบทอดต่อไป

ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทย

นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะแห่งการฟ้อนรำ ที่มีสมมติฐานมาจากธรรมชาติ แต่ได้รับการตกแต่งและปรับปรุงให้งดงามยิ่งขึ้น จนก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ดูผู้ชม โดยแท้จริงแล้วการฟ้อนรำก็คือ ศิลปะของการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น แขน ขา เอว ไหล่ หน้าตา ฯลฯ ด้วย

เหตุนี้ธรรมชาติที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการฟ้อนรำจึงมาจากอิริยาบทต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง นอน ฯลฯ ตามปกติการเดินของคนเราจะก้าวเท้าพร้อมทั้งแกว่งแขนสลับกันไปเช่นเมื่อก้าวเท้าซ้ายก็จะแกว่งแขนขวาออก และเมื่อก้าวเท้าขวาก็จะแกว่งแขนซ้ายออกสลับกันเพื่อ

เป็นหลักในการทรงตัว ครั้นเมื่อนำมาตกแต่งเป็นท่ารำขึ้น ก็กลายเป็นท่าเดินที่มีลีลาการก้าวเท้าและแกว่งแขน ให้ได้สัดส่วนงดงามถูกต้องตามแบบแผนที่กำหนด ตลอดจนท่วงทำนองและจังหวะเพลง

นาฏศิลป์ไทย เกิดมาจากอากัปกิริยาของสามัญชนเป็นพื้นฐาน ซึ่งโดยทั่วไปมนุษย์ทุกคนย่อมมีอารมณ์ต่าง ๆ ได้แก่ รัก โกรธ โศกเศร้า เสียใจ ดีใจ ร้องไห้ ฯลฯ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อมนุษย์มี

อารมณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น นอกจากจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตใจแล้วยังแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาทางกายในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น

รัก – หน้าตากิริยาที่แสดงออก อ่อนโยน รู้จักเล้าโลม เจ้าชู้
โกรธ – หน้าตาบึ้งตึง กระทืบเท้า ชี้หน้าด่าว่าต่าง ๆ
โศกเศร้า,เสียใจ – หน้าตากิริยาละห้อยละเหี่ย ตัดพ้อต่อว่า ร้องไห้

บอกลาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไร

บอกลาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไร

บอกลาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไร

บอกลาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไร

ถ้าคุณเป็นคุณแม่คนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มต้นอยากเขียนบทความดีๆเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม (ที่อาจจะพัฒนามาเป็นลูกค้า) ของคุณ

และก็ผ่านไปหลายต่อหลายวัน จนเกือบเดือนแล้ว ที่ไม่ได้อัพเดทบทความใหม่ๆเลย

อยากบอกว่า เอวาเข้าใจคุณครับในฐานะคุณแม่ที่เหลือเวลาอยู่น้อยนิดเพื่อนำมาสร้างธุรกิจส่วนตัวเล็กๆของตัวเอง และวันนี้เอวามีตัวช่วยดีๆ มาแบ่งปันกับคุณ เพื่อไม่ให้รู้สึกตัน ไม่รู้จะเขียนอะไรดี ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ไม่รู้จะจบยังไง นะครับ

ปัญหาแรกๆเลยของคนที่เริ่มเขียน คือ ไม่รู้จะโพสอะไรดี จริงๆแล้วถ้าคุณเข้าใจลูกค้าอย่างดี และ มีเรื่อง มีหัวข้อ ที่ชอบ ที่ถนัดแล้วล่ะก็ ปัญหาไม่รู้จะเขียนอะไรดี นี่แทบจะไม่เคยเป็นปัญหาเลยครับ

เอวาเข้าใจคุณ ก็เลยนำ 10 ไอเดียสร้างบทความเจ๋งๆ มาฝากกัน แค่ลองใช้ครั้งละ 1 ไอเดีย ก็รู้ว่าจะโพสอะไรดีตั้ง 10 บทความเข้าไปแล้ว

ถ้าคุณได้ลองตั้งใจเขียนบทความเพื่อผู้อ่านจริงๆ ติดต่อกันซัก 10 บท เอวาเชื่อว่า คุณจะรู้และจับทางทั้งทางของตัวเอง และ ทางของผู้อ่านได้แล้วล่ะครับ

ไม่มีความโชคดีเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืนหรอกนะคะ อยากเขียนเก่ง เขียนให้โดนใจ เขียนแล้วมีพลัง มีคนอยากอ่าน ก็ต้องฝึกค่ะ ฝึกเยอะๆ แล้วก็เก่งไปเอง

เขียนเก่งก็เหมือนฝึกทักษะอื่นๆ เช่น ฝึกขับรถ เหมือนฝึกขี่จักรยาน เมื่อคุณฝึกได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ต่อให้หยุดเขียนไปซักเดือนนึง ก็ยังสามารถกลับมาเขียนได้เหมือนเดิมค่ะ (ดูตัวอย่างจากเอวาก็ได้ครับนานๆเขียนดี ก็ยังเขียนดีอยู่นะ

ดังนั้น ทักษะนี้ ฝึกไว้คุ้มค่าแก่การลงทุนแรงและเวลาแน่นอนครับ

1. คำถามที่ถามบ่อย

ข้อแรกง่ายมั้ยคะ ก็ง่ายๆแค่นี้เองค่ะ คำถามที่เพื่อนๆผู้อ่านมักจะที่ส่งเข้ามาในอินบ็อกบ่อยๆ แทนที่คุณจะตอบคำถามแค่คนเดียว ช่วยได้แค่คนเดียว ก็ให้หยิบยกขึ้นมาแล้วนำมาเขียนเพื่อให้ทุกๆคนได้รู้ด้วย ส่วนมากคำถามจะค่อนข้างซ้ำๆกันนะคะ นี่เป็นไอเดียแรกที่เอวาใช้บ่อยมากๆครับ

ก็เคยบอกว่า มีอินบ็อกเข้ามาในแต่ละวันมากมาย ตอบไม่ไหวจริงๆ เลยเขียนบทความเพื่อตอบคำถามเลยจะได้ตอบทีเดียว อัดเป็นวีดีโอบ้าง ทำเป็นไลฟ์สดบ้างก็ได้

และคนที่เข้ามาอ่าน บางทีเค้าก็ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ก็จะได้รับรู้และป้องกันปัญหาไปเลยในครั้งเดียว

พูดง่ายๆ คือ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ แต่ทำให้ตัวเองดีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาไปเลย ง่ายกว่า และไม่เสียเวลาด้วย

2. ถามจากผู้ติดตาม

ถามตรงๆจากผู้ติดตามเลยค่ะ ว่า อยากรู้เรื่องอะไร อยากศึกษาเรื่องอะไรจากเรา บางทีคุณเองก็อาจไม่รู้ว่าสอนเรื่องนั้นได้ จนมีใครมาแนะนำนั่นแหละครับ

จะบอกว่าเมื่อก่อนเอวาไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะสอนใครได้ ทั้งๆที่มีผลลัพธ์ระดับหนึ่งนะคะ แต่คิดตลอดว่า “ฉันเนี่ยนะ คนอย่างเราอ่ะนะ จะสอนได้หรอ?” ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยที่เรามักมองไม่เห็นความสามารถของตัวเอง

จนวันหนึ่งมีเพื่อนสนิทบอกว่า “เธอสอนสิ สิ่งที่เธอรู้เนี่ยดีนะ ทำไมไม่บอกให้คนเค้ารู้ด้วยล่ะ?”

ก็เลยมั่นใจในตัวเองขึ้นมานิดนึง ทำไปทำมานี่ก็ 3 ปีกว่าจะเข้า 4 ปีแล้วนะคะที่ได้แบ่งปันความรู้ดีๆให้เพื่อนๆ ขอบคุณจุดเริ่มต้นในวันนั้นมากๆ จริงๆ

เพราะมันไม่ใช่ว่าแชร์เรื่องที่คุณชอบแล้ว ผู้ติดตามจะได้ประโยชน์แค่ฝ่ายเดียวนะคะ ทุกครั้งที่แชร์ความรู้ คนที่จะได้ประโยชน์คนแรก คือ ตัวเราเองครับ

เพราะคุณต้องอ่านและเข้าใจก่อนอย่างดีเลย คือ คุณเอาไปลงมือทำแล้วได้ประโยชน์ มีผลลัพธ์แล้วก็ได้ ยังไม่มีผลลัพธ์กำลังศึกษาอยู่ก็แชร์ได้

คุณอาจเริ่มต้นที่เรื่องแรกก่อน เช่น เอวาเริ่มต้นที่เรื่องคุณแม่ทำธุรกิจ ขายของออนไลน์ หลังจากนั้นค่อยขยายไปแบ่งปันเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องตามมา เช่น เรื่องการเก็บเงิน เรื่องความมั่งคั่ง ความสัมพันธ์ในครอบครัว ฯลฯ

รับรองว่าผู้ติดตามก็ได้ประโยชน์ ตัวคุณเองก็เก่งขึ้นด้วยครับ

3. สัมภาษณ์บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ

หาบุคคลที่เก่งและเป็นต้นแบบของคุณ เป็นใครก็ได้ครับ

เดี๋ยวนี้ง่ายๆมาก เพราะสามารถ Video Call หรือ Live ด้วยกันได้แม้ไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน

ลองเขียนคำถาม ซัก 2-3 ข้อ เพื่อสัมภาษณ์ เพื่อถามและตอบในประเด็นที่น่าสนใจ

การถามและตอบทำได้ง่ายๆเลยทีเดียวค่ะ ที่สำคัญ คุณจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่มีประโยชน์จากการสัมภาษณ์ด้วยนะครับ

4. เล่าเรื่องความสำเร็จของตัวเอง

แชร์ประสบการณ์แต่ละขั้นที่พาคุณจากจุดเริ่มต้นมาจนถึงวันนี้ ไม่จำเป็นต้องสำเร็จยิ่งใหญ่อะไรมากแค่ไหนจึงจะสามารถเล่าได้ ไม่ต้องเก่งที่สุดจึงจะช่วยผู้อื่นได้ เริ่มต้นด้วย การให้สำคัญมากๆค่ะ

ไม่ใช่เขียนเพื่อป้อยอตัวเอง แต่ขอให้คุณแชร์บทเรียนที่ได้รับมา การเรียนรู้ระหว่างทาง คิดยังไง ทำยังไง ปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง นี่คือ เรื่องเล่าที่มีคุณค่ามากๆครับ

เพราะถ้าลองไปถามคนที่สำเร็จเค้าทำยังไงจึงมีวันนี้ คุณจะได้เรียนรู้เยอะมาก เพราะความสำเร็จมันไม่ใช่แค่มีรถหรู ไม่ใช่แค่การได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นของแถมจากความสำเร็จเท่านั้นครับ

คุณจะได้รู้เลยว่า เค้าทำงานหนักว่าคนอื่นยังไง เค้ามองเห็นโอกาสในขณะที่คนอื่นมองไม่เจอได้ยังไง เค้ายืนหยัดแค่ไหน เค้าต้องฝ่าคลื่นลม ทำทั้งที่กลัว ทำทั้งที่มีแต่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ได้ยังไง

คนที่คุณเห็นว่าเค้าดูทำงานน้อยๆ ก็รวยได้ สำเร็จได้ ลองฟังสิ่งที่เค้าเล่าดูนะคะรับคุณจะรู้เลยว่า ก่อนที่เค้าจะทำน้อยๆก็รวยได้ คนเหล่านั้นผ่านการทำเยอะ ทำไปหมดทุกอย่าง ทำๆๆๆ และ ทำ จนตกผลึกและรู้ว่า สิ่งไหนสำคัญควรทำจริงๆ สิ่งไหนไม่จำเป็นต้องทำเอง สิ่งไหนไม่จำเป็นต้องทำเลย

เอวาชอบฟังเรื่องราวเหล่านี้มากๆ

แล้วคุณล่ะคะ คุณชอบฟังมั้ย? ถ้าคุณก็ชอบฟัง จงเริ่มต้นแชร์เรื่องราวของคุณบ้างวันนี้ครับ

5. เล่าเรื่องความล้มเหลวของตัวเอง

นักรบย่อมมีบาดแผล

ยอดมนุษย์ทุกคนก็ต้องเผชิญความท้าทาย

ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเดินคนละทางของความสำเร็จ แต่ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เฉพาะคนที่อดทนและผ่านความล้มเหลวไปได้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิพบกับความสำเร็จ

และนี่ก็คือเรื่องเล่าที่มีคุณค่ามากๆ เคยล้มเหลวยังไง เคยผ่านบทเรียน เคยผ่านเรื่องท้าทายอะไรมา เอามาเขียน แชร์ให้ผู้ติดตามได้เรียนรู้ครับ

แค่เขียนแล้ว

6. รีวิวอะไรก็ได้ที่คุณชอบ

เช่น ประโยชน์ที่คุณได้จากการใช้เฟสบุค

ประโยชน์จากการเขียน

สิ่งที่อยากบอกผู้คน

รีวิวร้านอาหารที่คุณชอบมากๆ ขนมอร่อยๆที่ห้ามพลาด โรงแรมที่ชอบพาครอบครัวไปพัก สวนน้ำที่ชอบ มือถือที่ใช้อยู่

บอกข้อดี ข้อเสีย (ถ้ามี) และบอกว่าคุณจะแนะนำสินค้าหรือบริการนี้มั้ย

5. เล่าเรื่องความล้มเหลวของตัวเอง

นักรบย่อมมีบาดแผล

ยอดมนุษย์ทุกคนก็ต้องเผชิญความท้าทาย

ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเดินคนละทางของความสำเร็จ แต่ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เฉพาะคนที่อดทนและผ่านความล้มเหลวไปได้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิพบกับความสำเร็จ

และนี่ก็คือเรื่องเล่าที่มีคุณค่ามากๆ เคยล้มเหลวยังไง เคยผ่านบทเรียน เคยผ่านเรื่องท้าทายอะไรมา เอามาเขียน แชร์ให้ผู้ติดตามได้เรียนรู้ค่ะ

แค่เขียนแล้ว

ทำให้ผู้อื่นไม่ต้องล้มเหลวเรื่องเดียวกับคุณ ช่วยประหยัดเวลาไม่ให้เค้าต้องผิดพลาดเรื่องเดียวกัน แค่นี้ก็มีประโยชน์มหาศาลแล้วครับ

6. รีวิวอะไรก็ได้ที่คุณชอบ

เช่น ประโยชน์ที่คุณได้จากการใช้เฟสบุค

ประโยชน์จากการเขียน

สิ่งที่อยากบอกผู้คน

รีวิวร้านอาหารที่คุณชอบมากๆ ขนมอร่อยๆที่ห้ามพลาด โรงแรมที่ชอบพาครอบครัวไปพัก สวนน้ำที่ชอบ มือถือที่ใช้อยู่

บอกข้อดี ข้อเสีย (ถ้ามี) และบอกว่าคุณจะแนะนำสินค้าหรือบริการนี้มั้ย

7. เชื่อมโยงกับเทรนด์/กระแสที่น่าสนใจ

แค่รู้ข้อนี้ เอวาเชื่อว่าคุณจะไม่มีวันมีปัญหาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไรดีอีกต่อไปแล้ว ด้วยเครื่องมือช่วยที่ทันสมัยสุดๆ นั่นก็คือ google trends นั่นเอง คลิกที่ลิงค์นี้ได้เลยนะคะ

เพียงมีเครื่องมือนี้ คุณก็สามารถค้นดูได้แล้วว่า เอ ตอนนี้ในบ้านเราคนสนใจเรื่องอะไรน้าาาา เสร็จแล้วคุณก็หยิบยกเรื่องนั้นแหละค่ะ นำมาทำเป็นคอนเทนต์ บิดมุมนำเสนอให้เกี่ยวกับเรื่องหลักที่คุณสอนเป็นประจำ อย่างตอนนี้ที่เอวาลอง search ดู ขึ้นคำว่า ลอยกระทง มาเยอะเลย

เทศกาล ลอยกระทง มีบทความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณสอนยังไงบ้าง เช่น

7 ข้อคิดที่ฉันได้จากเทศกาลลอยกระทง

10 รายได้เสริมวันลอยกระทง (เช่น ทำกระทง ขายอาหาร ขายขนม ขายเครื่องดื่ม ลูกชิ้นทอด ฯลฯ)

10 ลิปสติกสีสวยปาดแล้วสวยในแสงเทียน

7 แฟชั่นไปลอยกระทง

เป็นต้นค่ะ เป็นไงคะ เริ่มสนุกแล้วใช่มั้ย

แล้วเครื่องมือนี้คุณจะใช้ค้นหาเทรนด์ในโลกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แต่ในเมืองไทย

8. ไอเดียจากหนังสือ/ภาพยนตร์/การ์ตูน

หนังสือดีๆในบ้านเราเยอะมากๆครับ

แค่คุณได้อ่านก็ได้ประโยชน์แล้ว หยิบนำมาเล่าให้ผู้ติดตามได้รู้ด้วยสิครับ

อ่านครั้งแรกอาจเข้าใจแบบนึง เมื่อสอน เมื่อพูด ก็สามารถเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นอีก

การ์ตูนเกี่ยวกับ Super Hero เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีที่รอให้เข้าไปศึกษา

เรื่องราวของยอดมนุษย์ ผ่านความท้าทาย ผ่านช่วงวิกฤติเหมือนใกล้จะพ่ายแพ้ แต่สุดท้ายก็กลับมาต่อสู้และชนะได้ในที่สุด

และเรื่องราวของการให้ ช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ไม่ใช่คิดแค่ตัวเองอย่างเดียว

เลือกซักเรื่องนึงที่ชื่นชอบ หยิบเอาข้อคิดออกมาเขียน มาบอกเล่าได้ค่ะ

9. เขียนเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน

ข้อนี้สำคัญมากๆเลย คนเข้ามาเล่นเฟส อ่านไลน์ เค้าไม่ได้ต้องการเข้ามาจริงจังอะไรนี่คะรับเค้าเข้ามาหาเพื่อน เข้ามาคุยกับคน เข้ามาดูเรื่องสนุกๆ

หัวข้อที่คุณเขียนมันอาจเป็นเรื่องที่จริงจังได้ แต่คุณสามารถเล่าเรื่องให้น่าติดตามได้ เวลาเขียนให้เขียนเป็นภาษาพูด เขียนเหมือนกำลังเล่าให้เพื่อนฟัง ข้อนี้เอวาได้มาจาก T.Harv Eker ค่ะ

หนังสือ best seller เล่มหนึ่งของ Harv คือ The secrets of the millionaire mind

เพื่อนๆลองไปหาอ่านกันดูนะคะ ใครที่ได้อ่านจะรู้เลยว่า มันอ่านง่ายมาก แม้ไม่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมากก็อ่านได้รู้เรื่อง เพราะเค้าเขียนเป็นภาษาพูดค่ะ

นี่คือวิธีเขียนที่น่าติดตาม คงไม่มีใครอยากเข้ามาอ่านรายงาน หรือ มาอ่านเอกสารทางการหรอกจริงมั้ยครับ

เวลาพูด หรือ ถ่ายไลฟ์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องใช้ภาษาอะไรทางการมาก พูดเหมือนคุยกับเพื่อน ถ้าคุณคุยกับเพื่อนได้ คุณก็สามารถพูดเล่าเรื่องได้ครับ คิดซะว่ากล้องมันก็คือเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ต้องไปกลัวมันครับ

10. ออกไปเดินเล่น

เทคนิคนี้เอวาทำเป็นประจำเลยครับการออกกำลังกายคือวิธีกระตุ้นสมองอย่างดีที่สุดวิธีหนึ่งเลย เวลาคิดอะไรไม่ออก ไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งจมอยู่อย่างนั้นแล้วคิดต่อแบบเครียดๆ

หยุดซะ แล้วออกไปเดินเล่นค่ะ สมองที่ปลอดโปร่ง อากาศดีๆ เสียงธรรมชาติ เสียงลม เสียงนก บรรยากาศเหล่านี้ดีมากๆสำหรับจินตนาการ

หลายๆไอเดียมูลค่าหลายหลัก เอวาก็ได้มาระหว่างที่รู้สึกสบายๆค่ะ เช่น เวลาอาบน้ำ เวลาเดินเล่นในสวน เวลานั่งรถเที่ยว

 

ประวัติก่อตั้งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 ประวัติก่อตั้งอนุสวรีย์ชัยสมรภูมิ

 ประวัติก่อตั้งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ประวัติก่อตั้งอนุสวรีย์ชัยสมรภูมิ

ความสำคัญของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นอกจากเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญและเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิตใน กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (สงครามอินโดจีน) สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีแล้ว

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งในครั้ง

นั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485

สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล และ กรมศิลปากร พร้อมศาสตรจารย์ศิลป์  พีระศรี เป็นผู้ควบคุมรูปปั้นหล่อประติมากรรมบุคคลทั้งห้า 5 เหล่าและควบคุมการสร้างอนุสาวรีย์
ประติมากรรมทหาร 5 เหล่า หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ใช้ดาบปลายปืน ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายทหาร โดยใช้ดาบปลายปืนห้าเล่มรวมกัน จัดตั้งเป็นกลีบแบบลูกมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นบน ส่วน

คมของดาบหันออก ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับหินอ่อน มีความสูงประมาณ 50 เมตร ดาบปลายปืนส่วนด้ามตั้งเหนือเพดานห้องโถงใหญ่ ซึ่งใช้เก็บกระสุนปืนใหญ่บรรจุอัฐิ

ทหารที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสด้านนอกตอนโคนดาบปลายปืน มีรูปปั้นหล่อทองแดง ขนาดสองเท่าคนธรรมดา ของนักรบ 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ศิลปินผู้ปั้นรูปเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่น สิทธิ

เดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประสุข, แช่ม ขาวมีชื่อ ภายใต้การควบคุมของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีด้านนอกของผนังห้องโถง เป็นแผ่นทองแดงจารึกนามผู้เสียชีวิต ราย

นามผู้ที่ได้รับการจารึกไว้มีทั้งสิ้น 160 นาย เป็นทหารบก 94 นาย ทหารเรือ 41 นาย ทหารอากาศ 13 นาย และตำรวจสนาม 12 นาย จนถึงปัจจุบันแผ่นทองแดงจารึกรายนามผู้เสียชีวิต

และผู้สละชีพเพื่อชาติจากสงครามต่าง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483-พ.ศ. 2497 รวมทั้งสิ้น 801 นายความสำคัญอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยามค่ำคืนาติจากสงครามต่าง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483-พ.ศ. 2497 รวมทั้งสิ้น 801 นาย

คงจะมีน้อยคนนักในประเทศไทย ที่ไม่รู้จัก “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” บางท่านเห็นและคุ้นชินด้วยตาทุกวัน บางท่านใช้เป็นจุดนัดพบ บางท่านเห็นผ่านสื่อประเภทต่างๆ แต่ก็คงจะลืมไปแล้ว

ว่ามีความเป็นมาและความหมายอย่างไร และในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทางราชการก็ได้กำหนดให้เป็นวันทหารผ่านศึก มีการจัดกิจกรรมเพื่อทหารผ่านศึกที่ “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” อนุสาวรีย์ทุกแห่งล้วนมีความหมายและความทรงจำที่แฝงอยู่ ถือได้ว่าอนุสาวรีย์เป็นสิ่งก่อสร้าง

ในลักษณะประติมากรรม ที่มีผลในแง่สัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงเหตุการณ์หรือคุณความดีของบุคคล

สำหรับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติ และการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ.2520 กำหนดให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจัดอยู่ในประเภท “อนุสาวรีย์บุคคลสำคัญ” คือสิ่งก่อสร้างที่เป็นเครื่องหมาย น้อมนำให้ระลึกถึงวีรกรรม

หรือคุณความดีของบุคคลที่ได้ประกอบกรณียกิจ เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ไว้แก่บ้านเมืองไทย เพื่อเป็นที่รวมพลังใจ ศรัทธา และความนิยมนับถือของประชาชน และเป็นแบบฉบับแก่อนุชนไทยสืบต่อไป

กรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีน ฝรั่งเศส เป็นต้นกำเนิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังรบติดพันอยู่ในทวีปยุโรปนั้น ฝรั่งเศสกำลังล่าอาณานิคมอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยกับฝรั่งเศสได้มีการลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกัน เมื่อวันที่ 12

มิถุนายน 2483 (78 ปีล่วงมาแล้ว) แต่สนธิสัญญาดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับ เนื่องจากยังไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันซึ่งกันและกัน ต่อมาฝรั่งเศสได้ขอให้สนธิสัญญานี้มีผลใช้บังคับ

โดยไม่ต้องมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบัน เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนในอาณานิคมอินโดจีน เนื่องจากในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสกำลังพ่ายแพ้เยอรมัน และในทวีปเอเชีย ดินแดนส่วนใหญ่กำลังถูกคุกคามจากญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้อาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสไม่ปลอดภัยไปด้วย

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลตรีหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ตอบฝรั่งเศสในการยินดีตกลงปฏิบัติตามสนธิสัญญา ถ้าฝรั่งเศสยอมรับข้อเสนอของไทย 3 ประการ คือ 1) ขอให้มี

การวางแนวเส้นเขตแดนตามลำน้ำโขง ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน 2) ขอให้ปรับปรุงเส้นเขตแดนให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือถือแม่น้ำ

โขงเป็นเส้นเขตแดน ระหว่างไทยกับอินโดจีน ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้จนถึงเขตกัมพูชา โดยให้ฝ่ายไทยได้รับดินแดนทางฝั่งแม่น้ำโขง ตรงกับหลวงพระบาง และตรงข้ามกับปากเซคืนมา

3) ขอให้ฝรั่งเศสรับทราบว่า ถ้าไม่ได้ปกครองอินโดจีนแล้ว ฝรั่งเศสจะคืนลาวและกัมพูชาให้ไทย

ฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ความตึงเครียดของสถานการณ์เกิดขึ้น และในที่สุด ฝรั่งเศสก็ได้เป็นผู้ริเริ่มก่อการวิวาทขึ้นก่อน โดยนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 28

พฤศจิกายน 2483 ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันรักษาอธิปไตย โดยใช้กำลังทหารและตำรวจสนามเข้าต่อสู้ตามชายแดนไทยด้านอินโดจีน โดยจัดกำลังเป็นกองทัพบกสนาม มีพลตรีหลวงพิบูลสงครามเป็นแม่ทัพบก พันเอกหลวงวิชิตสงครามเป็นเสนาธิการ กองกำลังประกอบด้วย

1) กองทัพบูรพา มีพันเอกหลวงพรหมโยธีเป็นแม่ทัพ มีกองพลผสมปราจีน กองพลผสมอรัญ กองพลจันทบุรี และกองหนุนบูรพามีภารกิจในการเข้าตีด้านกัมพูชา เพื่อยึดพนมเปญและทำการยุทธ์บรรจบกับกองทัพอีสานที่พนมเปญ

2) กองทัพอีสาน มีพันเอกหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต เป็นแม่ทัพ มีกองพลอุดร กองพลอุบลและกองหนุนอีสาน มีภารกิจในการเข้าตีด้านลาวทำการรุกไปยังจำปาศักดิ์สตรึงเตรงและตะวันออกของศรีโสภณ

3) กองพลพายัพ มีพันโทหลวงหาญสงครามเป็น ผบ.พล. มี ร.พัน 28 นครสวรรค์ ร.พัน 29 พิษณุโลก ร.พัน 30 ลำปาง ร.พัน 31 เชียงใหม่ มีภารกิจในการเข้าตีด้านลาว (ฝั่งตรงข้ามหลวงพระบาง)

4) กองพลผสมปักษ์ใต้ มีพันเอกหลวงเสนาณรงค์เป็น ผบ.พล. มีกองพลสงขลา กองพลนครศรีธรรมราช มีภารกิจในการป้องกันมิให้ข้าศึกทางแหลมมลายูบุกรุกเข้ามาได้ทั้งทางบกและทางน้ำ

5) กองทัพเรือ มีพลตรีหลวงสินธุสงครามชัย เป็นแม่ทัพเรือ มีภารกิจส่งกองพันนาวิกโยธินไปสมทบกับกองพันทหารม้าที่ 4 ที่จันทบุรี ช่วยเหลือในการลำเลียงยุทธสัมภาระจากพระนครไปส่งให้กองพลจันทบุรีรับผิดชอบการรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล ลาดตระเวนค้นหาข้าศึก เพื่อป้องกันการยกพลขึ้นบกของข้าศึกด้านฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย

ระหว่างที่ยังเป็นข้อถกเถียงกัน ในเรื่องว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่ส่วนของ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสาวรีย์ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 76 ปี ซึ่งล่าสุดทาง กรุงเทพมหานครได้ออกมาขอรับผิดชอบในการดูแลพื้นที่ตรงนี้แล้ว แต่ก่อนที่จะมีการบูรณะ ต้องได้รับการเห็นชอบจากหน่วยงานหลายฝ่ายก่อน

  1. หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล สถาปนิกประจำกรมโยธาธิการ ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ และตึกสันติไมตรีหลังนอก ภายในทำเนียบรัฐบาลอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน และยังเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิต ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี มีแผ่นทองแดงจารึกนามผู้เสียชีวิต รายนามผู้ที่ได้รับการจารึกไว้มีทั้งสิ้น 160 นาย  จนถึงปัจจุบันแผ่นทองแดงจารึกรายนามผู้เสียชีวิต และผู้สละชีพเพื่อชาติจากสงครามต่าง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483-พ.ศ. 2497 รวมทั้งสิ้น 801 นาย

 

 

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม  อีกหนึ่งจังหวัดน่าเที่ยวในภาคอีสาน  ที่ตั้งของเมืองนี้ที่อยู่ติดริมฝั่งโขง ทำให้มีทัศนียภาพอันสวยงาม บรรยากาศแสนสงบผู้คนเป็นมิตร เหมาะสำหรับมาปล่อยกาย ปล่อยใจ ใช้ชีวิตแบบช้า ช้า เป็นดินแดนแห่งพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ นอกจากพระธาตุพนมปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองอันมีชื่อเสียงแล้ว  ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน   อีกทั้งยังมากด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่น่าเยี่ยมชม  จนทำให้ผู้คนต่างให้จำกัดความของนครพนมว่า ” เมืองแห่งความสุข ”  ที่ควรปักหมุดไว้ในแผนที่การเดินทาง มาถึงนครพนมแวะเที่ยวที่ไหนได้บ้าง จัดเต็มมาให้แล้วสำหรับที่เที่ยว กิน เด็ดๆของนครพนม

พระธาตุพนม ประดิษฐานอยู่ ในอำเภอธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร  เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของปีวอกและผู้ที่เกิดวันอาทิตย์   พระธาตุพนมไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนมเท่านั้นยังเป็นที่ เคารพของชาวไทยภาคอื่น ๆ และชาวลาวอีกด้วย ว่ากันว่า ถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง ถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและจะมีความเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม 1 ครั้ง ก็ถือ เป็นมงคลแก่ชีวิตแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม คลิ๊ก  พระธาตุพนม 

เมื่อมาสักการะพระธาตุพนมแล้ว แน่นอนต้องแวะมา พระธาตุเรณูนคร อีกหนึ่งพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชื่อ พระธาตุเรณูนคร ประดิษฐานอยู่วัดพระธาตุเรณู  องค์พระธาตุมีสีชมพูงดงามโดดเด่น  เป็นพระธาตุประจำวันจันทร์เชื่อกันว่าผู้ที่ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ ส่งผลให้มีวรรณะงดงาม ผุดผ่องดังแสงจันทร์ นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังประดิษฐานพระองค์แสน  เป็นพระพุทธรูปทองคำศิลปะแบบลาวปางสมาธิ พระคู่บ้านของอำเภอเรณูนคร มีพุทธ ลักษณะสวยงามมาก

มาถึงนครพนม อีกหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาด คือ  เข้าตัวเมืองนครพนม ชมบรรยากาศริมโขง ให้ผ่อนคลายสบายอารมณ์  นครพนมมีถนนที่ทอดยาวเรียบฝั่งแม่น้ำโขง ชื่อว่า ถนนสุนทรวิจิตร  ถนนเส้นนี้ได้จัดทำเป็นเส้นทางเดินและเส้นทางจักรยาน  บรรยากาศสุดชิล ลมพัดเย็นสบายโดยเฉพาะในฤดูหนาว อากาศเย็นราวกับเดินเที่ยวอยู่บนดอยในภาคเหนือ  เหมาะสำหรับมาเดินเล่นสูดบรรยากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าหรือยามเย็น  ฝั่งตรงข้ามของถนนสุนทรวิตร  คือ วิวทิวทัศน์ภูเขาหินปูนที่เรียงรายทางฝั่งลาว สวยสดงดงาม นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่ตั้งอยู่บริเวณเลียบโขงอีกหลายแห่ง ที่ไม่ควรพลาดแวะชม

พญาศรีสัตตนาคราช  แลนด์มาร์คของนครพนม ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บนลานศรีสัตตนาคราช ถนนสุนทรวิจิตร  เป็นองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน  พญาศรีสัตตนาคราช มีความเด่นสง่าเพราะมี 7 เศียร ลำตัวเดียว  ซึ่งต่างร่ำลือว่า หากใครมาขอพรหรือบนบานองค์พญาศรีสัตตนาคราช อาจสัมฤทธิ์ผลเพราะเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์  ทำให้บรรยากาศ บริเวณนี้คักคักไปด้วย ผู้คนแน่นขนัดจากทั่วสารทิศทุกวัน โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  สำหรับใครที่มาถึงนครพนมต้องไม่พลาดแวะมากราบไหว้ของพรองค์พญาศรีสัตตนาคราชเพื่อความเป็นสิริมงคล

ข้อมูลเพิ่มเติม  พญาศรีสัตตนาคราช

นครพนม มีมุมอาร์ตน่ารักผ่านภาพวาด Street art เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่ภาพ แต่ช่วยสร้างสีสันของการมาเที่ยว ชวนให้มาโพสต์ท่าถ่ายรูปชิค รวมทั้งยังมีภาพวาด และมุมคลาสสิคของความเป็นเมืองเก่า บนถนนสุนทรวิจิตร ถนนเลียบฝั่งโขง มีทั้ง หอนาฬิกาเวียดนามนุสรณ์ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญในบริเวณนี้ อาคารตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ ร้านอาหาร ร้านกาแฟดีไซน์ชิค คูล ที่เรียงรายทอดยาวเลียบชายโขง ให้แวะเวียนเที่ยวเล่นได้ตลอดทั้งวัน

ข้อมูลเพิ่มเติม   Street art  นครพนม

หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ สัญลักษณ์ อีกแห่งหนึ่งของนครพนม ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าบนถนนสุนทรวิจิตร ตัวอาคารถูกทาสีด้วยสีชมพูอ่อน หากใครมาตัวเมืองนครพนมต้องไม่พลาด หอนาฬิกาแห่งนี้ถูกสร้างโดยชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในนครพนม เพื่อเป็นที่ระลึกก่อนย้ายกลับเวียดนามตามท่านโฮจิมินห์ หลังชนะสงครามภายในประเทศ เมื่อครั้งฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามเดียนเบียนฟู  ชาวเวียดนามที่ลี้ภัยมาอาศัยในนครพนมได้ร่วมกันสร้างหอนาฬิกาขึ้นเพื่อระลึกถึงไมตรีจิตของคนไทย สร้างเมื่อ พ.ศ.2503 สูงประมาณ 50 เมตร จุดนี้เป็นเหมือนการขอบคุณคนไทยของชาวเวียดนามที่ได้สร้างขึ้น

พระธาตุนคร พระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดวันเสาร์ ประดิษฐานที่วัดมหาธาตุ ถ.สุนทรวิจิตร  บริเวณริมฝั่งโขง พระธาตุนคร มีลวดลายอันวิจิตรบรรจงตระการตา ลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปทรงตามแบบพระธาตุพนม  หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดนครพนม จึงไม่ควรพลาดที่จะไปกราบสักการะพระธาตุนคร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว คนใกล้ชิด อธิษฐานจิตให้ดำรงชีวิตอยู่ในความไม่ประมาท เร่งทำความดีเพื่อสะสมเป็นพลังบุญไว้แก่ตนเองในภายภาคหน้า

ข้อมูลเพิ่มเติม พระธาตุนคร 

สถานที่สำคัญอีกแห่งที่ถือเป็นเกียรติประวัติของนครพนม เพราะเคยเป็นสถานที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดนครพนม เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทอดพระเนตรงานประเพณีไหลเรือไฟเป็นครั้งแรก และประทับที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้  อาคารมีความสวยงามด้วยศิลปะโคโลเนียลแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้างจากฝรั่งเศส ช่วงสมัยสงครามอินโดจีน  ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดนครพนม ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

ข้อมูลเพิ่มเติม  พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม 

ตั้งอยู่บริเวณริมเแม่น้ำโขง เป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่สวยงาม ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1926 โดยบาทหลวงเอดัวร์ นำลาภ อธิการโบสถ์ วัดนักบุญอันนาหนองแสงนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน เช่น คนญวน คนไทย คนจีน คนลาวเป็นต้น วัดนักบุญอันนา สวยงามแปลกตา โบสถ์มีลักษณะเป็นหอคอยคู่ เป็นยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่า มองเห็นได้ในระยะไกล

ข้อมูลเพิ่มเติม วัดนักบุญอันนา 

สถานที่นี่ไม่ได้ตั้งอยู่ริมโขง  แต่ตั้งอยู่ในตัวเมืองไม่ไกลจากริมฝั่งโขงมากนัก  อยู่ภายในศาลากลางจังหวัดนครพนม มีความโดดเด่น  คือ อาคารเก่าแก่สีเหลืองสวยงามที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและยุโรปในรูปแบบเรอเนสซอง  สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕   หอสมุดแห่งนี้ เป็นแหล่งรวบรวมมรดกทางสติปัญญาของชาติที่อยู่ในรูปของหนังสือ สิ่งพิมพ์ โสตทัศนวัสดุ หนังสือภาษาโบราณ หนังสือตัวเขียน จารึก คัมภีร์ใบลาน หนังสือหายากที่ผลิตขึ้นในภูมิภาค

ข้อมูลและภาพเพิ่มเติม หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯนครพนม 

อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่บ้านหนอกจอก อำเภอเมือง  บนเนื้อที่ 7 ไร่ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ประธานโฮจิมินห์ ที่มาอาศัยอยู่บ้านนาจอก ในช่วงสงครามอินโดจีน เพื่อกอบกู้เอกราชจนสำเร็จ ภายในบริเวณอนุสรณ์สถานได้จัดสร้างอาคารสถาปัตยกรรมเวียดนามและไทยได้อย่างลงตัว ทั้งซุ้มประตู สระน้ำและสะพานข้ามไปยังอาคารรูปปั้นประธานโฮจิมินห์ ส่วนด้านหลังอาคารมีภูเขาจำลองตั้งตระหง่านอยู่ด้วย เป็นสถานที่สวยงามมาก  มีการจัดตกแต่งดูแลรักษาอย่างดี

ข้อมูลและภาพเพิ่มเติม  อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์

บ้านลุงโฮ หรือที่มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า บ้านท่านโฮจิมินห์  ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านนาจอก ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ที่ได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ที่ครั้งหนึ่งอดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโฮจิมินห์ได้เคยเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนามในช่วงระหว่างการทำสงคราม เพื่อเตรียมการปฏิวัติสู้กับประเทศฝรั่งเศส

ข้อมูลเพิ่มเติม บ้านลุงโฮ 

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3  สะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย (นครพนม) กับประเทศลาว(คำม่วน) พื้นที่ฝั่งไทยที่บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนมฝั่งลาวอยู่ที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน เป็นสะพานที่มีความสวยงามมากอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีวิวข้างหลังเป็นภาพภูเขาหินปูนของประเทศลาวลูกน้อยใหญ่ที่เรียงรายสลับซับซ้อน  บริเวณด้านล่างสะพานมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นสะพานได้จากข้างล่าง ตั้งอยู่ริมฝั่งโขงสามารถมาเดินเล่นพักผ่อนรับลมเย็น ที่พัดมาจากฝั่งลาว

ข้อมูลเพิ่มเติม สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 

คาเฟ่สุดเท่ชื่อดังแห่งนครพนม รายล้อมด้วยภูเขาต้นไม้ และสนามหญ้าสีเขียวสดใส ให้ฟีลเหมือนคาเฟ่ในเขาใหญ่ ตัวร้านสีดำทรงสามเหลี่ยมแบบโมเดิร์น ได้กลิ่นอายแบบบ้านนอร์ดิก ด้านหน้ามีป้ายสีเหลืองบอกทิศทางยังประเทศต่างๆ ได้ฟีลแบบเมืองนอกไปอีก  ส่วนพื้นที่ภายนอกตั้งอยู่ในสวนและสนามหญ้าสีเขียว ตกแต่งหลากหลายสไตล์ ทั้ง แบบแคมปิ้ง พร้อมมุมเก๋ให้ถ่ายรูปอีกหลายมุม บันไดสวรรค์สีขาว ซุ้มรังนก บ้านสวนหลังน้อย ซุ้มธงราว และชิงช้านั่งเล่น พร้อมเสิร์ฟกาแฟสดรสชาติเข้ม และเมนูเครื่องดื่มหวานเย็นหลากหลายเมนู รสชาติเยี่ยม พลาดไม่ได้ เมนูแนะนำ พิซซ่าโฮมเมดแบบอิตาลีแท้ๆ แป้งบางกรอบ จานโต หน้าแน่น ทานอิ่มจุใจ

 

 

 

 

 

ประโยชน์ของ “กัญชา

ประโยชน์ของ “กัญชา

ประโยชน์ของ "กัญชา

ประโยชน์ของ “กัญชา

กระทรวงสาธารณสุข เพิ่งปลดล็อก “ใบกัญชา-กัญชง” พ้นจากบัญชียาเสพติด โดยเหตุผลที่ได้รับการปลดล็อก เนื่องจากว่าสรรพคุณของกัญชาให้ประโยชน์อย่างมากมาย และในอนาคตจะทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ในทางการแพทย์นำไปศึกษาถึงสรรพคุณของกัญชาและกระท่อมในการรักษาอาการเจ็บป่วย และเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้ดีขึ้นต่อไป

“กัญชา” มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Cannabis sativa เป็นพืชล้มลุก มีใบเป็นแฉก 5-8 แฉก ลำต้นสูง 3-5 เมตร กัญชามีสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทหรือ สาร THC (Tetrahydrocannabinol) มีฤทธิ์ทำให้ติดและเมา และ CBD (Cannabidiol) สารต้านฤทธิ์เมา ไม่มีผลต่อจิตประสาท ช่วยลดผลข้างเคียงจากจิตและประสาทจาก THC มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ลดการชักเกร็ง ช่วยให้สงบ ผ่อนคลาย และมีคุณสมบัติยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกหลายชนิดในหลอด

กัญชา มี 3 สายพันธุ์ย่อย ดังนี้

– C. sativa spp sativa แถบบริเวณเส้นศูนย์สูตร โคลัมเบีย, เม็กซิโก, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย

– C. sativa spp indica ปากีสถาน, อัฟกานิสถาน, โมร็อกโก และทิเบต

– C. sativa spp ruderralis อากาศหนาวเย็น ตอนกลางของรัสเซีย

สำหรับประโยชน์ของกัญชานั้น มีงานวิจัยหลายแห่งรายงานผลว่า สารสกัดจากกัญชามีสรรพคุณรักษาอาการของโรคต่างๆ ดังนี้

1. รักษาภาวะเบื่ออาหาร กัญชาใช้เป็นสารกระตุ้นความอยากอาหาร จะช่วยชะลอน้ำหนักลดในผู้ป่วยมะเร็ง

3. รักษาโรคลมชักที่รักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง4. รักษาภาวะปวดประสาทส่วนกลาง ที่ใช้วิธีการรักษาอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล

5. บรรเทาหอบหืด ยาแก้หอบหืดทุกตัวมีข้อเสียคือมีข้อจำกัด ทั้งประสิทธิภาพและผลข้างเคียง เนื่องจากกัญชาขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม

6. การใช้กัญชาในการรักษาต้อหิน คือ การรักษาตาต้อหิน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับสองที่ทำให้ คนตาบอดในสหรัฐ คนอเมริกาเกือบล้านที่ป่วยด้วยต้อหินที่รักษาได้ด้วยกัญชา กัญชาทำให้ความดัน ภายในลูกนัยน์ตาลดลงได้ดีหลายชั่วโมงในคนปกติและในคนที่ความดันลูกนัยน์ตาสูงจากต้อหิน การให้กัญชาทางปากหรือทางหลอดเลือดดำให้ผลเหมือนกัน ซึ่งขึ้นกับชนิดอนุพันธ์กัญชามากกว่า จะเกิดจากฤทธิ์กล่อมประสาทของกัญชา กัญชาไม่ได้รักษาโรคขาด แต่ช่วยยับยั้งการบอดไม่ให้เป็นมากขึ้น เมื่อยาทั่วไปไม่อาจช่วยได้ และการผ่าตัดเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป

7. ลดอาการปวด สารในกลุ่มแคนนาบินอยด์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะ THC สามารถช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง และช่วยให้สามารถนอนหลับได้เพิ่มขึ้น และช่วยลดอาการปวดข้อ แต่สำหรับอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยมะเร็งนั้นยังไม่มีข้อสรุปทางคลินิกที่ชัดเจน

8. รักษาโรคพาร์กินสัน แต่ยังต้องการงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

9. รักษาโรคอัลไซเมอร์ แต่ยังต้องการงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

 

10. รักษาโรคปลอกประสาทอักเสบอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง) แต่ยังต้องการงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

11. นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ เปิดเผยถึงข้อมูลในตำราพระโอสถพระนารายณ์ และตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ พบตำรับยาไทยที่เข้ากัญชาอยู่หลายตำรับ เช่น

– ตำรับศุขไสยาศน์ สรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย แก้ปวด เจริญอาหาร นำมาใช้ทดแทน/เสริมกับยาแผนปัจจุบันในกลุ่มยานอนหลับ ยาคลายเครียด

– ตำรับทำลายพระสุเมรุ มีฤทธิ์ช่วยแก้อาการแข็งเกร็งจากอัมพฤกษ์ อัมพาต

– ตำรับน้ำมันสนั่นไตรภพ ช่วยเรื่องท้องมาน ท้องบวม คลายลมในท้อง ท้องอืดจากโรคมะเร็งตับ ใช้ทาบริเวณท้อง

– ตำรับทัพยาธิคุณ ช่วยเรื่องโรคเบาหวาน ลดน้ำตาล

12. รักษาโรคริดสีดวงทวาร เมื่อทายาริดสีดวงและโรคผิวหนังเป็นประจำ พบว่าอาการอักเสบและอาการปวดลดลง หัวริดสีดวงที่โผล่ออกมานอกหรืออยู่รอบๆรูทวารฝ่อลง

13. รักษามะเร็ง สารสกัดจากกัญชาอาจยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งปอดและยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกมะเร็งบางอย่างในหนูทดลองได้ หลังจากนั้น เมื่อมีการวิจัยเพิ่มขึ้น พบว่าสารสกัดจากกัญชาสามารถต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้จริง โดยการยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดของก้อนมะเร็ง (Angiogenesis) และลดการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งไปยังส่วนอื่นๆ (Metastasis) ในโรคมะเร็งหลายชนิด ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรแกรมการตายของเซลล์มะเร็ง (Program cell death) ผ่านกระบวนการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

แต่อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของการรักษาโรคมะเร็งด้วยสารสกัดกัญชา จึงต้องมีการศึกษาวิจัยในรายละเอียดแต่ละประเด็นต่อไป

14. คลายความวิตกกังวล จากประวัติการใช้กัญชาเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายในอดีตทำให้มีความเป็นไปได้ที่สารกลุ่มแคนนาบินอลน่าจะมีฤทธิ์คลายความวิตกกังวล แต่อย่างไรก็ตามพบว่ากลไกการออกฤทธิ์นั้นซับซ้อนและยังไม่มีการอธิบายที่ชัดเจน จากรายงานทางคลินิกพบว่าการใช้สาร Fatty acid amide hydrolase inhibitors (FAAH inhibitors) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Endocannabinoids มีความสามารถในการลดอาการวิตกกังวลได้ ปัจจุบันสารหลายชนิดในกลุ่มนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิก

  • ต้นกัญชา จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ตั้งตรง ลักษณะของลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนสีเขียวอมเทาและไม่ค่อยแตกสาขา ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ถ้าปลูกในดินร่วนซุยและมีอาหารอุดมสมบูรณ์จะงอกงามดีมาก พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย มีเขตการกระจายพันธุ์ในอัฟกานิสถาน ทวีปแอฟริกาเขตร้อน ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ และฮาวาย พบปลูกมากในยุโรป ประเทศบราซิล อเมริกันแถบตะวันออก และปลูกมากตามแนวเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย
  • ใบกัญชา ใบเป็นใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบแตกออกเป็นแฉก ๆ ประมาณ 5-8 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปยาวรี ปลายและโคนสอบ ส่วนขอบใบทุกแฉกเป็นหยักแบบฟันเลื่อย มีขนาดกว้างประมาณ 0.3-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ลักษณะของใบโดยรวมจะคล้าย ๆ กับใบละหุ่ง ใบฝิ่นต้น และใบมันสำปะหลัง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างท้องใบมีสีเทาอ่อนเล็กน้อย มีขนต่อมกระจายทั่วผิวใบด้านบน ส่วนด้านล่างมีขนอ่อนนาบไปกับแผ่นใบ ก้านใบยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ในก้านหนึ่งจะมีใบเดี่ยว 3-11 ใบ มีกลิ่นเหม็นเขียว
  • ดอกกัญชา ออกดอกเป็นช่อที่ง่ามใบหรือปลายกิ่ง ดอกเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีทั้งดอกช่อเพศผู้และดอกช่อเพศเมีย ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะแยกกันอยู่คนละต้น โดยช่อดอกและใบของต้นเพศผู้จะจัดเรียงตัวกันแบบห่าง ๆ (ภาพแรก) ซึ่งต่างจากต้นเพศเมียที่จะเรียงชิดกัน ดอกเล็ก และดอกเพศเมียจะมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่
  • ผลกัญชา ผลแห้งขนาดเล็ก เมล็ดล่อน ไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กว้าง ผิวผลเรียบเป็นมัน สีน้ำตาลแกมเทาหรือสีเทาเข้ม มีใบประดับหุ้ม ในผลจะมีเมล็ดขนาดเล็ก เมล็ดมีลักษณะกลม
  • สรรพคุณของกัญชา
    1. ตำรายาไทยจะใช้เมล็ดกินเป็นยาชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร แต่ถ้ากินมากจะมีอาการหวาดกลัวและหมดสติ (เมล็ด)
    2. ยอดอ่อนเมื่อนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ จะได้สารที่เรียกว่า “ทิงเจอร์แคนเนบิสอินดิคา” ซึ่งเป็นน้ำยาสีเขียว เมื่อกินเข้าไปประมาณ 5-15 หยด จะมีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นยาสงบเส้นประสาท ทำให้นอนหลับ เคลิ้มฝัน แก้โรคสมองพิการ เป็นยาระงับปวด และเป็นยาแก้อักเสบ (ยอดอ่อน)

    ดอกใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท เช่น นอนไม่หลับ คิดมาก หรือใช้กับผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร โดยนำมาปรุงเป็นอาหารให้กิน (ดอก)

    1. ใบใช้เป็นยาแก้ไข้ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่น เสียงสั่น (ใบ)
    2. ใบกัญชา ใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืด ช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม ด้วยการนำใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วเอาไปตากแห้ง จากนั้นจึงนำมาสูบเป็นยารักษาโรค (ใบ)
    3. ใช้ดอกผสมกับยาฉุนพญามือเหล็ก นำมาหั่นแล้วสูบเป็นยาช่วยกัดเสมหะในลำคอ (ดอก)
    4. เมล็ดใช้เป็นยาแก้กระหายน้ำ (เมล็ด)
    5. น้ำยาสีเขียวที่สกัดได้จากยอดอ่อนด้วยแอลกอฮอล์ มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง (ยอดอ่อน)ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้บิดเช่นเดียวกับยอด (เมล็ด)
    6. เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องผูก ใช้เป็นยาแก้ท้องผูกในคนสูงอายุได้ดี ด้วยการใช้เมล็ดซึ่งมีน้ำมัน 30% ให้ใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา (เมล็ด)
    7. ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เมล็ดกัญชาจำนวน 3 เมล็ด นำมาผสมกับพริกไทย 3 ผล บดให้เป็นผง ใช้ผสมกับน้ำกินทุกคืนเป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี (เมล็ด)
    8. ช่วยแก้ประจำเดือนไม่ปกติของสตรี (ทั้งต้น)
    9. ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน (ทั้งต้น)
    10. ใช้เป็นยาแก้กล้ามเนื้อกระตุก (ทั้งต้น)
    11. ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากโรคไขข้ออักเสบ
    12. นอกจากสรรพคุณที่กล่าว ในทางการแพทย์ยังใช้ประโยชน์จากกัญชาในการรักษาโรคและบรรเทาอาการอย่างหลากหลาย เช่น ใช้แก้ปวดหัวไมเกรน แก้อาการสั่นเพ้อ แก้อาการไอ อ่อนล้า ปวดประจำเดือนของสตรี โรคข้อ หรือกระทั่งโรคมะเร็งบางชนิด

เที่ยวเกาะล้าน

เที่ยวเกาะล้าน

เที่ยวเกาะล้าน

เที่ยวเกาะล้าน

เกาะล้าน พัทยา – ใครที่กำลังหาที่เที่ยวทะเลใกล้ๆ กรุงเทพ แบบน้ำใสกิ๊ง ชายหาดสวย ทรายนุ่มเป็นสีขาว ถ่ายรูปปัง แถมยังมีกิจกรรมเยอะแยะให้เราได้ทำ และมีคาเฟ่-ร้านอาหารมากมายอีก แน่นอนว่าคำตอบนี้คงต้องเป็นเกาะล้านแน่นอน เพราะที่นี่นั้นมีครบทุกสิ่งจริง และมาเที่ยว

ง่ายมากด้วยนะเออ เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม แล้วเราไปเที่ยวเกาะล้านกับรีวิวนี้กันดีกว่าเด้อวิธีไปเกาะล้านจากกรุงเทพด้วยรถสาธารณะ

วิธีที่คนนิยมในการไปเที่ยวเกาะล้าน จากกรุงเทพด้วยรถสาธารณะนั้น ก๊อตขอแนะนำให้เรานั่งรถตู้ ไม่ก็รถทัวร์ โดยทั้งสองแบบนี้ เราสามารถเลือกขึ้นได้ที่สถานขนส่งเอกมัย หรือ สถานีขนส่ง

หมอชิตนั่นเอง ส่วนรถตู้ตรงหมอชิตนั้น เราจะต้องไปขึ้น สถานีรถตู้จตุจักรใหม่ (อยู่ตรงข้ามกับสถานีขนส่งหมอชิต) นะ ทั้งนี้ก๊อตขอเขียนเฉพาะอันที่ก๊อตได้ใช้บริการจริงๆ เนอะ

⚡️🚌 การเที่ยวเกาะล้านรอบนี้ของก๊อตนั้น เลือกขึ้นรถตู้ที่สถานีรถตู้จตุจักรใหม่ ในราคา 150 บาท/คน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ส่งตรงถึงท่าเรือแหลมบาลีฮายเลย ส่วน

ขากลับนั้น ก๊อตแนะนำให้เราเดินอ้อมมาด้านหลังลานจอดรถท่าเรือแหลมบาลีฮาย ตรงนั้นจะมีคิวรถทัวร์ + รถตู้ไปหมอชิตอยู่ ซึ่งก๊อตขึ้นที่นี่กลับกรุงเทพในราคา 150 บาท/

คน เหมือนเดิม แล้วลงที่ BTS หมอชิตได้ด้วยเช่นกัน ถือว่าค่อนข้างสะดวกมากเลยทีเดียว

ธีการข้ามฝั่งจาก พัทยา <-> เกาะล้านสำหรับวิธีการข้ามจากท่าเรือแหลมบาลีฮาย พัทยา ไปยังเกาะล้านนั้น จะมีอยู่

สองแบบด้วยกัน คือเรือเมล์ และเรือสปีดโบ้ท ซึ่งแตกต่างกันที่ราคาและความเร็วนั่นเอง

1. เรือเมล์ – 30 บาท ระยะเวลา 40 นาที

สำหรับเรือเมล์ จะเป็นเรือขนาดใหญ่ที่คนส่วนมากนิยมขึ้นข้ามฝั่งจากพัทยาไปยังเกาะล้าน เพราะราคาเค้าถูกม๊าก

เพียงแค่ 30 บาท/คน แต่ใช้เวลาเดินทางนานหน่อย ประมาณ 30-40 นาที และยังมีเส้นทางเดินเรือที่เราสามารถเลือกได้สองทางคือ แหลมบาลีฮาย (พัทยา) <-> ท่าหน้า

บ้าน และ แหลมบาลีฮาย (พัทยา) <-> หาดตาแหวน 

2. เรือสปีดโบ้ท – 150 บาท/คน ระยะเวลา 15 นาที

สำหรับใครที่เร่งรีบ หรือไปแล้วเรือเมล์พึ่งออกแล้วขึ้เกียจจะรอล่ะก็ เรือสปีดโบ้ทคือคำตอบ เพราะสามารถเดินทางจาก

ท่าเรือแหลมบาลีฮายไปถึงเกาะล้านได้ภายในเวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง ส่วนใครที่ไม่ชอบหรือกลัวเวลาเรือกระโดด

หรือโยกรุนแรงไปตามคลื่นล่ะก็ นี่จะแนะนำให้เรานั่งเรือเมล์แทน เพราะเรือสปีดโบ้ทขับเร็วมาก และถ้าวันไหนที่คลื่นแรงล่ะก็ แทบอ้วกแบบจริงจังที่เที่ยวเกาะล้าน ชายหาด-จุดชมวิว-ร้านอาหารและคาเฟ่

ทั้งหมดด้านล่างนี้ เป็นที่เที่ยวเกาะล้านทั้งหมดที่ก๊อตได้ไปมาล่าสุด โดยแบ่งออกเป็นทั้ง

ชายหาด จุดชมวิว ร้านอาหารและคาเฟ่ รวมที่พักที่ก๊อตได้ไปนอนมา โดยลิสในตารางด้านล่างนี้ จะแบ่งตามประเภทเฉยๆ แต่ไม่ได้เรียงตามการเรียงลำดับการเขียนในรีวิวนี้เนอะ สำหรับใครที่สนใจที่เที่ยวไหน สามารถคลิกที่ชื่อเพื่ออ่านแต่ละอันได้เลย 😆

หาดตาแหวน เป็นหาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเกาะล้านเลย ด้วยความที่ตัวหาดตาแหวนเองนั้นค่อนข้างที่จะสวยอยู่แล้ว แถมตัวหาดเองยังยาวและกว้าง น้ำทะเลก็ใสปิ๊งซึ่งเราสามารถ

ลงไปเล่นได้อีก แถมริมหาดยังเรียงรายด้วยร้านอาหาร โรงแรม บาร์ เซเว่น และยังมีท่าเรือที่สามารถนั่งตรงมาจากแหลมบาลีฮายที่พัทยาได้ด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เลยไม่ค่อยแปลกใจ

ว่าทำไมหาดตาแหวนถึงป๊อปขนาดนี้ เพราะหากเรามาพักแถวหาดตาแหวน แล้วแค่อยากมาชิลๆที่เกาะล้านล่ะก็ อยู่หาดตาแหวนที่เที่ยวคือครบหมดจริงๆ ถือว่าดีเลยแหละ

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ด้านข้างหาดตาแหวนนั้นมี หาดสังวาลย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหาดเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่เคียงคู่กัน ซึ่งเราสามารถเดินผ่านท่าเรือของหาดตาแหวนและทะลุมายังหาดสังวาลย์ได้

เลย โดยก่อนเข้าตัวหาดสังวาลย์นั้น จะมีสะพานไม้สีขาวพร้อมจุดชมวิวหาดสังวาลย์ที่หลายคนมักจะมาถ่ายรูปตรงนี้จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของหาดนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

หาดสังวาลย์ นี้ถือเป็นหาดเล็กๆ ที่เราสามารถหลบหนีความวุ่นวายจากหาดตาแหวนได้ โดยริมหาดเองก็มีบาร์และร้านอาหารสองสามร้าน ที่เราสามารถไปนั่งชิลๆ กินลมชมวิวทะเลได้ด้วยเช่น

กัน ยังไงถ้าหากเราได้มาเที่ยวหาดตาแหวนแล้ว การมาเดินที่สังวาลย์ด้วย ก็ถือเป็นอะไรดีและเปลี่ยนบรรยากาศได้เหมือนกัน

หาดเทียน ถือเป็นชายหาดในเกาะล้านที่ตัวก๊อตเองรักและชอบมากที่สุด ด้วยความเงียบสงบ คนไม่พลุกพล่านเหมือนหาดอื่นๆ และน้ำทะเลของหาดเทียนเองก็ใส หาดก็กว้างอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ ก๊อตเลยขอยกหาดเทียนให้สวยอันดับหนึ่งในใจก๊อตเอง โดยให้คะแนนเต็มสิบแบบไม่หักเลยแหละน้า

สำหรับการมาเที่ยวหาดเทียนนั้น เราต้องจอดรถมอเตอร์ไซค์ตรงริมหาดทางด้านซ้ายสุด จากนั้นค่อยเดินตามสะพานลัดเลาะตามฝั่งเข้ามายังหาดเทียน ซึ่งถ้าใครที่พกเสื่อหรือผ้าปูมาด้วย

เราสามารถเลือกที่นั่งดีๆ ตามชายหาดแล้วปูผ้านั่งเล่นได้ หรือถ้าใครที่ไม่ได้เอามา เราสามารถเช่าเสื่อกับคนแถวนั้นได้ในราคา 50 บาท แล้วอยู่ได้ทั้งวันเลยล่ะ ส่วนใครที่อยากมานอนตรง

หาดเทียน เท่าที่รู้มีอยู่หนึ่งโรงแรมที่ค่อนข้างดีเลยคือ โรงแรมเทียนนารา (Tien Nara) เด้อ

สำหรับคนที่อยากถ่ายรูปตัวเองในหาดเทียนให้ดูชิคขึ้นมาหน่อย เราสามารถนั่งที่บาร์ของ โรงแรมเทียนนารา (Tien Nara) เค้าได้ เพียงแค่สั่งเครื่องดื่มเค้า ซึ่งราคาก็ไม่แรงเลย

อย่างน้ำมะพร้าวปั่นนั้น แก้วละ 50 บาทเท่านั้นเอ๊ง ส่วนถ้าใครอยากนั่งแบบสบายๆ ก็เช่าผ้าใบเขาได้ โดยเค้าจะคิดคนละ 50 บาท/คน นั่งได้ทั้งวันแบบไม่จำกัดเหมือนกัน

ส่วนใครที่อยากอัพความเก๋ขึ้นไปอีกร้อยเท่า ที่เทียนนาราเองก็มีให้เช่าเรือพายคายัคแบบใส ในราคา 400-500 บาท/ชั่วโมง รวมถึง SUP Board ราคา 300-400 บาท/ชั่วโมง ใครที่ชอบ

เล่นกิจกรรมทางนี้แนวนี้ ที่หาดเทียนเค้ามีพร้อม และถ้าโชคดีเราอาจจะได้เจอน้องห่านออกมาวิ่งเล่นน้ำตรงหาดเทียนด้วย เสียดายที่ก๊อตเจอน้องงง

หาดแสม ถืออีกหาดที่น่ามาแวะเวียนเที่ยวด้วยเหมือนกันนะ เพราะตัวหาดเองมีความยาวประมาณ 800 เมตร มีทั้งร้านอาหาร และที่นั่งผ้าใบให้เรามาเช่านั่งกินข้าว หรือนั่งชิลๆ จิบอะไร

เย็นๆ กันได้เลย ส่วนใครที่ขี้เกียจจะนั่งเปื่อย ก๊อตแนะนำให้เราเดินเล่นถ่ายรูปที่หาดแสมก็ได้ เพราะทั้งสองฝั่งของหาดนั้นมีจุดที่น่าสนใจ อย่างเช่นด้านขวาสุดจะมี พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำรูป

ปลากระเบน (แต่ไม่เปิด) ตั้งโดดเด่นเคียงคู่กับหาดแสมอยู่ ตัวก๊อตเองไม่ได้เดินไปทางนั้น แต่เห็นเค้าบอกว่าตรงพิพิธภัณฑ์มีศาลานั่งเล่นที่เราสามารถเห็นวิวหาดแสมสวยๆ ได้ด้วย

ส่วนด้านซ้ายของตัวหาดแสมนั้นเป็นแนวโขดหินสีน้ำตาลทอดยาวออกไป จนถึงภูเขาที่มีสะพานให้เราเดินเล่นยาวๆ เพื่อไปยังอีกหาดเล็ก ตัวก๊อตเองเดินมาทางฝั่งนี้ แล้วตอนนั้นคือ

ชอบม๊าก เพราะวิวสวย อีกทั้งโขดหินตรงฝั่งนี้ยังไม่เหมือนหาดไหนในเกาะล้านอีกด้วย ถือเป็นอะไรที่ดีมาก แต่เสียดายนิดหน่อยที่ตอนนั้นก๊อตไม่ได้เดินต่อไปยังสะพาน และเดินให้สุดเพื่อ

ไปอีกฝั่ง เพราะพึ่งมารู้ทีหลัง หลังจากเห็นรูปเพื่อนใน Instagram คือ มันจะเป็นทรายและโขดหินเล็กๆ ที่ถ่ายรูปออกมาแล้วอย่างสวย ซึ่งถ้าใครมีเวลาว่าง และอยากลองเดินสำรวจ ก็ลองเดินกันได้เล้ย

หาดตายาย เป็นอีกหนึ่งหาดยอดฮิตบนเกาะล้านที่ขับรถมอเตอร์ไซค์มาได้ง่ายและสะดวกมาก โดยหาดตายายเองเป็นหาดเล็กๆ ที่เราสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสนุกสนาน รวมถึงยังมีโซนโขดหินฝั่งซ้ายที่เราสามารถไปถ่ายรูปได้อย่างชิคๆ ด้วย

ตัวก๊อตเองคิดว่าหาดตายายยังสวยสู้หาดอื่นไม่ค่อยได้เท่าไหร่ อาจจะเพราะตอนที่ก๊อตไปเที่ยวนั้นไม่มีแดดเลย มันเลยทำให้บรรยากาศชายหาดและทะเลมันดูหมองๆ ไปนิด ซึ่งนี่จะบอกว่า การถ่ายรูปทะเลให้สวย น้ำดูใสเป็นสีฟ้า ต้องมาตอนแดดจ้าๆ เท่านั้นเด้อ 5555

ตรงหาดตายาย จริงๆ มันมีหาดลับที่ไม่มีชื่อ ซ่อนอยู่ทางฝั่งขวาของหาดตายายด้วยนะ โดยตรงนั้นมันจะมีทางเดินทะลุผ่านสวนต้นกระบองเพชรเพื่อไปยังหาดลับนี้อยู่ ซึ่งถ้าใครได้ไป และได้เห็นต้นกระบองเพชร นั่นคือมาถูกทางแล้วว!

หาดลับ (ข้างหาดตายาย) ตรงนี้ เป็นอีกหาดที่สวยเอาเรื่องเหมือนกัน เหมาะกับการมาถ่ายภาพแลนด์สเคป แต่อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับการลงเล่นน้ำเท่าไหร่ เพราะหาดนี้เต็มไปด้วยโขด

หิน และไม่ได้มีพื้นที่ชายหาดเยอะมากนั่นเอง // ใครที่มาเที่ยวหาดตายายแล้ว ก็ลองเดินแวะมาหาดนี้ด้วยก็ได้น้า เดินมาประมาณ 20-30 เมตรเอ๊ง คือใกล้มาก

เกาะล้าน พัทยา – ใครที่กำลังหาที่เที่ยวทะเลใกล้ๆ กรุงเทพ แบบน้ำใสกิ๊ง ชายหาดสวย ทรายนุ่มเป็นสีขาว ถ่ายรูปปัง แถมยังมีกิจกรรมเยอะแยะให้เราได้ทำ และมีคาเฟ่-ร้านอาหารมากมาย

อีก แน่นอนว่าคำตอบนี้คงต้องเป็นเกาะล้านแน่นอน เพราะที่นี่นั้นมีครบทุกสิ่งจริง และมาเที่ยวง่ายมากด้วยนะเออ เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม แล้วเราไปเที่ยวเกาะล้านกับรีวิวนี้กันดีกว่าเด้อ

ขอนแก่นเมืองผ้าไหม

ขอนแก่นเมืองผ้าไหม

ขอนแก่นเมืองผ้าไหม

ลวดลายบนผืนผ้ามัดหมี่ส่วนใหญ่ที่นิยมทอกันมักเป็นลวดลายของภูมิปัญญาโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยคนรุ่นปู่ย่าตายาย การจะคิดสร้างสรรค์ลายผ้าใหม่ ๆไม่ค่อยมีปรากฏมากนัก การริเริ่มสร้างลายผ้ามัดหมี่ใหม่ของ จ. ขอนแก่น ซึ่งใช้ชื่อว่า  “ลายแคนแก่นคูน” ซึ่งจะใช้สร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนมากขึ้นให้กับจังหวัดในฐานะนครมัดหมี่โลก จึงเป็นภาพสะท้อนใหม่ของการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาโบราณ การสร้างอัตลักษณ์ที่อาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชน ที่เชื่อมโยงการยกระดับและพัฒนาเมือง ซึ่งคล้ายแนวทางการอนุรักษ์ของเมืองที่มีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมหลาย ๆ เมืองในโลก ที่ค้นหาและตอกย้ำตัวตนของเมืองผ่านการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมหลักของเมือง

สำหรับขอนแก่นก็เป็นเช่นเมืองอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่การทำผ้ามัดหมี่เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่นิยมทำกันมานาน ชาวบ้านจะใช้เวลาว่างจากการทำนาและการเก็บเกี่ยวมาทอผ้าไว้ใช้ในครัวเรือน หรือทอผ้าเอาไว้ใช้ในงานประเพณีต่าง ๆ กระทั่งในยุคหลัง ๆ มีการนำผ้าที่เหลือใช้เองมาจำหน่าย จนหลายพื้นที่การทอผ้ากลายมาเป็นรายได้หลักแทนการทำนาอาชีพแต่ดั้งเดิม อ. ชนบท จ. ขอนแก่น เป็นหนึ่งในอำเภอที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ผ้าไหมมัดหมี่” และ “ช่างทอผ้า” ความเป็นมาเริ่มจากการทอผ้าใช้เองในครัวเรือน ก่อนจะมีการรวมกลุ่มทำขายและพัฒนาจนกลายมาเป็น “ผ้าไหมมัดหมี่” ที่โด่งดัง กระทั่งล่าสุด  ขอนแก่นได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการจากสภาหัตถกรรมโลกให้เป็น “เมืองแห่งผ้ามัดหมี่” หรือ “นครแห่งผ้ามัดหมี่” โดยในการให้การรับรองพิจารณาจากข้อมูลเชิงประวัติความเป็นมาของการทอผ้าไหมมัดหมี่ วัตถุดิบที่ใช้ มาตรฐาน และการยอมรับใน “ผ้ามัดหมี่” ของเมือง

ในข้อมูลประวัติและความเป็นมา ขอนแก่นมีวัฒนธรรมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมายาวนาน ทำให้ปัจจุบันเมืองแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบอย่างเส้นไหมแหล่งใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีศักยภาพในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งมีกลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นลำดับ 4 ของประเทศ หรือประมาณกว่า 8,565 ราย  แบ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม และทอผ้าไหม 5,152 ราย ผู้ประกอบการทอผ้าไหม 2,382 ราย ผู้ประกอบการทอผ้า ฟอกผ้า และย้อมสี 644 ราย ร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมที่ขึ้นทะเบียนไว้ จำนวน 38 ร้าน และเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่สามารถผลิตผ้าไหมในแต่ละปีได้ไม่น้อยกว่า 150,000 เมตร ว่ากันว่าการที่ผ้าทอมือของขอนแก่นเติบโตเป็นเพราะเสน่ห์ของไหมมัดหมี่ที่แตกต่างจากที่อื่น ซึ่งเกิดจากความเฉพาะตัวของวิธีการมัดหมี่ และเทคนิคการทอที่ทำให้เกิดเอกลักษณ์ “ความเป็นชิ้นเดียวในโลก” ในทางเทคนิควิธีการทอแบบดั้งเดิมยังทำให้เกิดรอยซึมของสีที่วิ่งไปบนลวดลายที่ถูกมัด ที่ถึงแม้จะใช้ความแม่นยำในการทอมากแค่ไหนก็จะเกิดความเหลื่อมบนสีของเส้นไหม ซึ่งให้ความรู้สึกของความเป็นงานทำมือสุดมหัศจรรย์

ที่ตั้งและการติดต่อ

แหล่งผลิต : กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย

ที่ตั้ง : 46 บ้านหัวฝาย ม. 2 ต. ปอแดง อ. ชนบท จ. ขอนแก่น

โทรศัพท์ : 08 3656 5644, 08 1729 6025 (คุณจุ๋ม)

ลักษณะและลวดลายการทอและการผลิตช่วงเวลาใกล้เคียงกับการประกาศการเป็น “เมืองแห่งผ้ามัดหมี่โลก” ปราชญ์ชาวบ้านผ้าทอมือและทางจังหวัดได้ร่วมกันพัฒนา “ลายแคนแก่น

คูน” ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปี ของการก่อตั้งจังหวัด มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับงานทอผ้าที่มีเอกลักษณ์และตัวตนของความเป็น “ขอนแก่น” มากขึ้น โดยลายแคนแก่นคูน 7 ลาย ได้สะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองขอนแก่น 7 ประการ ประกอบไปด้วยความหมาย คือ 1. ลายแคน

หมายถึง สัญลักษณ์แทนความเจริญและสนุกสนาน เมืองแห่งหมอแคน ความสุขของชาวขอนแก่น 2. ลายดอกคูน หมายถึง สัญลักษณ์ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น 3. ลายพาน

บายศรี หมายถึง ความมีมิตรภาพ ประเพณีการผูกเสี่ยว และการยินดีต้อนรับผู้มาเยือนของประชาชนชาวขอนแก่น 4. ลายขอ หมายถึง การเป็นสัญลักษณ์แทนความอยู่ดีกินดี ความอุดมสมบูรณ์ ของประชาชนชาวขอนแก่น 5. ลายโคม หมายถึง การสืบทอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมของ

ชาวขอนแก่น 6. ลายกง หมายถึง อาณาเขต บริเวณที่ได้รับการอารักขาให้เกิดความมั่นคง ปลอดภัย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ตลอดไป และ 7.

ลายบักจับหรือหมากจับ หมายถึง ความรัก ความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนชาวขอนแก่น

ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงหรือโดดเด่น

กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านหัวฝาย

กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านหัวฝาย แม่บุญสิน ราษฎร์เจริญ เป็นผู้ก่อตั้ง กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านหัวฝาย ซึ่งได้สร้างเอกลักษณ์ของกลุ่ม คือ การอนุรักษ์การทอผ้าไหมมัดหมี่แบบดั้งเดิมให้ยังคงอยู่

นอกจากนั้นแล้ว ทางกลุ่มยังมีการย้อมสีเส้นไหมจากธรรมชาติ และในสถานที่ตั้งของกลุ่มยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การปลูก หม่อนเลี้ยงไหม และเผยแพร่กระบวนการผลิตผ้าไหมให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม

เอกลักษณ์ความโดดเด่นของผ้าประวัติความเป็นมา

การพัฒนากระบวนการผลิตผ้าไหมมัดหมี่ด้วยเทคนิคการแต้มสีเป็นการแก้ปัญหาการผลิตผ้าไหมลายมัดหมี่ที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการมัดหมี่และย้อมแต่ละสี  เกิดข้อจำกัดในการรับคำสั่งซื้อ  และการสืบทอด  การแก้ปัญหาดังกล่าวกระทำโดยการศึกษากระบวนการผลิตผ้าไหมมัด

หมี่ การทดลองเพื่อลดกระบวนการผลิตผ้าไหมลายมัดหมี่ และการเผยแพร่เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่กระบวนการผลิตในระดับชุมชน จากการศึกษาและทดลองสามารถลดกระบวนการผลิต

ผ้าลายมัดหมี่ได้ด้วยการใช้การแต้มหมี่ด้วยสีรีแอคทีฟชนิดระบายบนโฮงมัดหมี่ทุกสีพร้อมกันในครั้งเดียวแทนการมัดหมี่แบบเดิมร่วมกับขั้นตอนการแช่สารกันสีตก  ซึ่งสามารถลดระยะเวลาใน

การผลิตผ้าไหมทอมือลายมัดหมี่ลงได้โดยยังใช้อุปกรณ์เดิม  สามารถสร้างลายมัดหมี่ได้ง่ายขึ้นเอื้อต่อการสืบทอด และกลุ่มชุมชนสามารถสร้างสรรค์ลวดลายต่อไปด้วยตนเองจากพื้นฐานเดิม

โดยลวดลายที่เหมาะสมสำหรับเทคนิคนี้เป็นลายที่มีขนาดใหญ่และมีความอิสระคล้ายการระบายสีด้วยพู่กันนางสุภาณี ภูแล่นกี่ ประธานกลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย เป็นผู้นำพากลุ่มที่มีวีถีการผลิตผ้าไหมครบวงจร ที่เรียกว่า “ผ้าไหมมัดหมี่” ซึ่ง เริ่มต้นด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยง

ไหมทอผ้า ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ก่อนจะมีการรวมตัวจัดตั้งกลุ่ม สมาชิกทุกคนได้รับการปลูกฝังและมีความผูกพันกับผ้าไหมมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่น่าแปลกที่ทุกคนเจริญเติบโตมาพร้อม

กับการสั่งสมภูมิปัญญาที่งดงามที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เกิดการสรรสร้างงานมัดหมี่ที่สวยงาม มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองทั้งด้านการผสมผสานกันอย่างลงตัวด้านวัตถุดิบที่สามารถหาได้ใน

ท้องถิ่น ได้เป็นผืนผ้าที่งดงามที่สื่อถึงจินตนาการและจิตวิญญาณของผู้ทอนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ของชาวอีสาน เป็นการ “สร้างงาน สร้างเงิน สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนและประเทศ

ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงหรือโดดเด่น

อีกทั้งยังมีการบูรณาการภูมิปัญญาลายมัดหมี่เดิมเป็นการต่อยอด ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่ดั้งเดิมไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่วิจิตรสวยงาม  “ไหมแต้มหมี่” มีลวดลายใหม่ที่สร้างมิติและร่วมสมัยที่จะสามารถตอบสนองความต้องการ ของคนรุ่นใหม่และตลาดต่างประเทศทำให้

สามารถแข่งขันได้ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยเทคนิคการแต้มสีลงบนเส้นไหม จะได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถออกแบบลวดลายและสีสันได้ตามความต้องการของผู้ บริโภคและสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ทั้งผ้าไหมมัดหมี่ที่มีลวดลายที่วิจิตร

ประณีต และ ผ้าไหมแต้มหมี่ที่มีความทันสมัย นำแฟชั่น จะยังคงมีการพัฒนา ทั้งรูปแบบ ลวดลาย และสีสัน ควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อการคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาดั้งเดิม และงานแนวใหม่

เพื่อให้เป็นที่ถูกใจและยอมรับ  ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการย้อมเย็นยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เอกลักษณ์ความโดดเด่นของผ้า

“บ้านดอนข่า” ชุมชนต้นแบบ เคยได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของจังหวัดขอนแก่นประจำปี 2556 โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ “อยู่เย็น เป็นสุข” ซึ่งบ้านดอนข่ามีพื้นฐานการพัฒนาชุมชนที่ดีและค่อนข้างชัดเจน มีกิจกรรม

การพัฒนาหลากหลาย เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ธนาคารข้าว กลุ่มอาชีพการทอผ้าไหม กิจกรรมปลูกผักปลอดสารพิษ เป็นต้น

ที่นี่มีการทอผ้าไหมมัดหมี่ โดยใช้เส้นไหมออร์แกนิก ซึ่งในแต่ขั้นตอนการผลิตไม่มีการใช้สารเคมีเข้ามาเป็นส่วนประกอบตั้งแต่การปลูกหม่อนโดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่ได้จากการย้อมเส้นไหมแบบย้อมเย็น ซึ่งเป็นการย้อมที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงและสีที่นำมาย้อมก็นำมาจากวัสดุธรรมชาติ

 

การย้อมเย็น คือการนำเอาวัตถุดิบธรรมชาติที่ให้สีมาหมักเพื่อให้สีออกมา และใช้แสงแดดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการย้อมให้ติดสี ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน

และยังถนอมเส้นใยผ้าอีกด้วย “มัดหมี่” เป็นกรรมวิธีในการทอผ้าแบบหนึ่ง ที่อาศัยการย้อมเส้นด้ายก่อนการทอ มีทั้งที่ย้อมเฉพาะด้ายยืน(ด้ายที่ขึงตามแนวยาว) และย้อมเฉพาะด้ายพุ่ง(ด้ายอีกชุดหนึ่งที่สอดขัดกับด้ายยืนตามแนวขวาง) เพื่อให้เมื่อทอเป็นผืนแล้วเกิดเป็นลวดลายและ

สีสันตามที่ต้องการ เดิมการมัดหมี่นิยมใช้เส้นไหม แต่ปัจจุบันพบการมัดหมี่ทั้งเส้นไหม ฝ้าย และเส้นใยสังเคราะห์ คำว่า “มัดหมี่” มาจากกรรมวิธีการ “มัด” เส้นด้ายเป็นกลุ่ม ๆ ก่อนการ

ย้อมสี ส่วน “หมี่” นั้นหมายถึงเส้นด้าย การมัดหมี่มีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก ตั้งแต่การเตรียมเส้นด้ายและมัดเพื่อย้อมสีเป็นช่วง ๆ กระทั่งได้สีที่ต้องการครบถ้วน ซึ่งก็ต้องย้อมหลายครั้งด้วยกัน

ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงหรือโดดเด่น

การออกแบบลายผ้าไหม โดยมีการรวมลาย 9 ลาย แล้วตั้งชื่อว่า ผ้าไหมมัดหมี่เฉลิมพระเกียรติลายนพเก้า ถือเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวของที่นี่ ใครที่อยากชมการทอผ้าและการย้อมไหมสีธรรมชาติแบบย้อมเย็น สามารถไปชมได้ที่กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข โดยสามารถเลือกซื้อผ้า

ไหมไทยคุณภาพดีจากที่นี่ด้วย กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโขตั้งอยู่ที่ 86 หมู่ที่ 7 บ้านดอนข่า ตำบลชนบท อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น โทร 08 5008 2264 คุ้มสุขโขจัดว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทำให้เราเข้าถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมจริง ๆ

 

กราบพระ วัดใหญ่ชัยมงคล

กราบพระ วัดใหญ่ชัยมงคล

กราบพระ วัดใหญ่ชัยมงคล

กราบพระ วัดใหญ่ชัยมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคลถือว่าเป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาตร์มากที่สุดและเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงเป็นธรรมดาที่จะพบเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังวัดแห่งนี้ จุดสนใจของวัดใหญ่ชัยมงคลนี้ คือเรื่องราวทางประวัติศาตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยา ด้านหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามากราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณ รอบๆ ยังมีมีสวนหย่อมที่สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วยนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวอยุธยาจึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ประวัติ วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นคือในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิปดีที่ 1 หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.1900 กรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้ว ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรคขึ้นมาเผา ที่ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า วัดป่าแก้ว

ต่อมาคณะสงฆ์สำนักวัดป่าแก้วบวชเรียนมา จากสำนักรัตนมหาเถระ ในประเทศศรีลังกาคณะสงฆ์นี้ได้เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่ชาวกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ทำให้ผู้คนต่างมาบวชเรียนในสำนักสงฆ์คณะป่าแก้วมากขึ้น สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จึงทรงตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน มีตำแหน่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายคันถธุระ

เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ของวัดป่าแก้วมีอยู่ว่า อุโบสถของวัดเคยเป็นที่ซึ่งคณะคิดกำจัดขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน ครั้งนั้นได้รับผลสำเร็จจึงอัญเชิญพระเฑียรราชาลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพ.ศ. ๒๑๐๔ ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง ได้มีพระบรมราชโองการให้เอาสังฆราชวัดป่าแก้วไปสำเร็จโทษ ฐานฝักใฝ่ให้ฤกษ์ยามแก่ฝ่ายกบฎพระศรีศิลป์ พ.ศ. ๒๑๓๕ ในแผ่นดินของพระนเรศวรมหาราช มีเหตุการณ์สำคัญที่ชวนให้เข้าใจว่ามีการสร้างปฎิสังขรณ์เจดีย์ประธานวัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ที่ได้ชัยชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่า จึงทำให้เชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อวัดใหญ่ชัยมงคล

จุดที่น่าสนใจ เจดีย์ชัยมงคลอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบชนะ มังกะยอชวาพระมหาอุปราชของหงษาวดี ที่ต.หนองสาหร่าย จ.สุพรรณบุรีในครั้งนั้นพม่าได้ยกทัพเข้ามาในขอบขันฑสีมา สมเด็จพระนเรศวรฯ และสมเด็จพระเอกาทศรถผู้เป็นพระอนุชาจึงได้นำทัพไปรับศึก และได้ขับช้างเข้าไปอยู่ในวงล้อมของข้าศึกทีคอยระดมยิงปืนเข้าใส่พระและพระคชาธาร โดยที่เหล่าแม่ทัพนายกองวิ่งตามพะรองค์มาไม่ทันพระองค์จึงประกาศด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่าเชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีกษัตริย์ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว พระอุปราชของพม่าจึงไสยช้างออกมากระยุทธถีด้วยกันในการทำยุทธหัตถีครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงใช้พระแสงพลผ่ายฟาดฟันพระอุปราชขาดตะพายแล่ง

เมื่อกลับมาสู่พระนครแล้ว พระองค์ก็จะลงโทษเหล่าทหารที่ตามพระไปไม่ทันตอนกระทำศึกยุทธหัตถี ซึ่งมากฏระะเบียบแล้วต้องโทษถึงขึ้นประหารชีวิต ช่วงเวลาที่รออาญาสมเด็จพระพันรัตน พระสังฆราชพร้อมด้วยพระสงฆ์ 25 รูปได้ขอให้พระนเรศวรพระราชทานอภัยยกเว้นโทษให้กับทหารเหล่านั้น โดยให้เหตุผลว่าพระองค์เปรียบดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แวดล้อมด้วยหมู่มารก่อนที่จะตรัสรู้ เป็นการประกาศเกียรติและบารมีความกล้าหาญและเก่งกาจของพระองค์ให้ขจรกระจายไปทั่วแคว้นทั่วแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและความมีน้ำพระทัยของพระองค์ ที่มีต่อเหล่าทหารเหล่านั้น และพระะราชทานนามว่า“เจดีย์ชัยมงคล”

วัดใหญ่ชัยมงคล มีชื่อเดิมว่า “วัดป่าแก้ว” หรือ “วัดพระยาไทย” โดยสันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองเป็นผู้โปรดให้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นในราว พ.ศ. 1900 เพื่อใช้เป็นสำนักของเหล่าพระสงฆ์ที่ไปบวชเรียนมาจากสำนักพระวันรัตน์มหาเถรในประเทศลังกา ซึ่งมีชื่อเรียกนิกายนี้ว่า “คณะป่าแก้ว” ซึ่งในภายนิกายนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในสมัยอยุธยา จนมีการตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายป่าแก้วเป็นสมเด็จพระวันรัตน์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายขวา คู่กับพระพุทธโฆษาจารย์เป็นอธิบดีสงฆ์ฝ่ายคันถธุระซึ่ง มีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายซ้าย

หลังจากนั้นวัดแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดเจ้าพระยาไท” สันนิษฐานว่าเกิดจากที่พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างวัดป่าแก้วขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ณ บริเวณที่ใช้ถวายพระเพลิงพระศพของเจ้าแก้วเจ้าไท หรืออาจมาจากการที่วัดแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระสังฆราชฝ่ายขวา ซึ่งในสมัยโบราณเรียกพระสงฆ์ว่า “เจ้าไท” คำว่าเจ้าพระยาไทจึงมีหมายถึงตำแหน่งพระสังฆราช
วัดใหญ่ชัยมงคลถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 จนกระทั่งมีได้มีพระภิกษุ สามเณร รวมทั้งแม่ชีกลุ่มหนึ่ง โดยการนำของพระฉลวย สุธมโม ที่เข้ามาดูแลวัดที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม และได้พระครูภาวนาพิริยคุณ เจ้าอาวาสของวัดยม อำเภอบางบาล เข้ามารับช่วงดูแลต่อ วัดใหญ่ชัยมงคลจึงเปลี่ยนสถานะจากวัดร้างมาเป็นวัดราษฏร์ในปี พ.ศ. 2500

– รถยนต์ส่วนตัว  จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้หลายเส้นทางดังนี้

                       ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ขับผ่านประตูน้ำพระอินทร์ แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 309 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

                       ใช้ทางหลวงหมายเลข 304 (ถนนแจ้งวัฒนะ) หรือทางหลวงหมายเลข 302 (ถนนงามวงศ์วาน) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 306 (ถนนติวานนท์) แล้วข้ามสะพานนนทบุรีหรือสะพานนวลฉวี ไปยังจังหวัดปทุมธานีต่อด้วยเส้นทาง ปทุมธานี-สามโคก-เสนา (ทางหลวงหมายเลข 3111) เลี้ยวแยกขวาที่อำเภอเสนา เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3263 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบเส้นทางที่เหมาะสมเพิ่มเติมได้จากแอปพลิเคชัน Google Map

           – รถตู้ นักท่องเที่ยวสามรถขึ้นรถตู้กรุงเทพ-อยุธยาได้ที่สถานีขนส่งหมอชิต หรือบริเวณห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 60 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและจุดขึ้นลงรถ

           – รถไฟ นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถไฟที่วิ่งเส้นทางสายเหนือจากสถานีหัวลำโพง ลงที่สถานีพระนครศรีอยุธยา โดยมีขบวนรถไฟให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 04.20 – 22.45 น. ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 15 บาทสำหรับรถไฟชั้น 3 นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยที่เบอร์ 1690

รถยนต์ส่วนตัว วัดไชยวัฒนารามตั้งอยู่บริเวณนอกเกาะอยุธยา โดยใช้เส้นทางวิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยสะพานกษัตราธิราช เมื่อลงจากสะพานให้เลี้ยวซ้าย จากนั้นขับตรงไปอีกประมาณ 750 เมตร จะพบกับตัววัด (มีที่จอดรถบริการที่หน้าวัด)

             – รถตุ๊กตุ๊ก ภายในตัวเมืองอยุธยามีรถตุ๊กตุ๊กให้บริการในอัตรา 20-40 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับระยะทาง สำหรับการเหมารถ ค่าเช่าตุ๊กตุ๊กต่อชั่วโมงจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 200 บาท

             – Grabcar พื้นที่จ.อยุธยามีระบบเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Grab ให้บริการ โดยสามารถตรวจสอบอัตราค่าโดยสารแต่ละครั้งได้บนหน้าจอก่อนที่จะกดเรียกรถไปยังสถานที่ต่างๆ

การเข้ากราบนมัสการ  – พระพุทธไสยาสน หรือพระนอนที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของวัดใหญ่ชัยมงคล ประดิษฐานอยู่บนพื้นที่เดิมซึ่งเคยเป็นพระวิหารเก่าในอดีต แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียงแค่ส่วนของฐานเท่านั้น องค์พระพุทธไสยาสน์มีลักษณะเป็นสีขาว ห่มคลุมด้วยจีวรตลอดทั้งร่าง ถือเป็นจุดแรกที่นักท่องเที่ยวและศาสนิกชนมักจะแวะชมและทำการสักการะบูชาเมื่อเดินเข้าสู่บริเวณตัววัด

– พระเจดีย์ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวนมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชของหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระพิโรธต่อบรรดาแม่ทัพนายกองที่ตามทัพเข้าไปช่วยเหลือไม่ทัน จึงต้องการสั่งประหารชีวิต แต่สมเด็จพระวันรัตน์ได้ทูลขอพระราชทานชีวิตของแม่ทัพนายกองเหล่านั้นไว้ และได้ทูลแนะนำให้ทรงสร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้นแทนการประหารชีวิต สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นด้วยและดำริให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้น ในพ.ศ. 2135 และถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเยือนวัดใหญ่ชัยมงคลได้ตลอดทั้งปี

วัดใหญ่ชัยมงคลถือว่าเป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดและเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงเป็นธรรมดาที่จะพบเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังวัดแห่งนี้ จุดสนใจของวัดใหญ่ชัยมงคลนี้ คือเรื่องราวทางประวัติศาตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยา ด้านหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามากราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณ รอบๆ ยังมีมีสวนหย่อมที่สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วยนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวอยุธยาจึงไม่ควรพลาดเลยครับผม

รีวิวจากบุคคลที่เข้านมัสการ

วัดใหญ่ชัยมงคล เกาะอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งในสมัยอยุธยานะคะ สถาปัตยกรรมอันโดดเด่น ภายในวัดยังมีเจดีย์ที่สูงที่สุดในสมัยนั้นด้วยคะ พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคลไว้ให้พุทธศาสนิกาชนมากราบไหว้สักการะ

โดยปกติหากอยู่ในสภาวะทั่วไป จะมี นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมามากมาย อาทิ ญี่ปุ่น จีน และ นักโบราณต่างที่ชอบการมาท่องเที่ยวแนวประวัติศาสตร์แบบนี้คะ ..หากมาที่นี่ แวะ กราบพระพุทธรูปปางต่างๆ และถวายปัจจัยเพื่อทำนุบำรุงวัด รวมถึง ถวายน้ำมันตะเกียง ทองคำเปลว ธูปเทียนนำไปเองคะ และพวงมาลัยสวยๆๆ ก่อนกลับขอพร ปิดทองคำเปลวด้วยนะคครับ

วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญทางประวิติศาสตร์ของอยุธยา ต้องมีวัดนี้รวมอยู่ด้วย เป็นวัดที่ใหญ่โต กว้างขวาง เจดีย์ชัยมงคล ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ภายในวัด ปัจจุบันก็ยังคงความสวยงามในแบบที่เป็นซากปรักหักพัง รวมถึงพระนอนด้านข้างเจดีย์ก็ยังคงความสวยงามให้เราได้สักการะกันจนถึงทุกวันนี้ เป็นวัดที่ยังคงสวยสมบูรณ์แบบอยู่มากๆ เลย

…วัดใหญ่ชัยมงคล (พระนครศรีอยุธยา) คงเป็นเป้าหมายแรกๆของนักท่องเที่ยวที่อยากมาไหว้พระที่อยุธยา ทางวัดมีระบบการจัดการที่ดี ทั้งที่จอดรถ,ร้านค้า,บริเวณรอบๆวัด ทำให้ไม่ปัญหารับนักท่องเที่ยวได้เยอะ

…ส่วนตัวชอบโบราณสถานที่วัดใหญ่ชัยมงคลมากๆ ใหญ่โตสวยงามและยังดูสมบูรณ์ คงเป็นเหตุผลที่หลายคนมาที่นี่ ทำให้นักท่องเที่ยวเยอะมาก จึงขาดความเงียบสงบ ความร่มเย็นไป แต่ก็ยังเป็นวัดที่แนะนำว่าควรต้องมา ถ้ามีทริปไหว้พระอยุธยา ผมเองก็มาเที่ยวไหว้พระที่วัดนี้มากกว่า 5 ครั้งแล้ว เข้ากราบนมัสการพรองค์ท่านแต่งกายสุภาพเรียบร้อยด้วยชุดไทยหรือชุดสีขาวน่ะครับจะดูสง่างาม

วัดใหญ่ชัยมงคล เกาะอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งในสมัยอยุธยานะคะ สถาปัตยกรรมอันโดดเด่น ภายในวัดยังมีเจดีย์ที่สูงที่สุดในสมัยนั้นด้วยคะ พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคลไว้ให้พุทธศาสนิกาชนมากราบไหว้สักการะขาวน่ะครับจะดูสง่างาม วัดใหญ่ชัยมงคลถือว่าเป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดและเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงเป็นธรรมดาที่จะพบเห็นนักท่อง

ฮักนะ มหาสารคาม

ฮักนะ มหาสารคาม

ฮักนะ มหาสารคาม

ฮักนะ มหาสารคาม

เมืองมหาสารคามถือว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญและยาวนานมานับพันปี เพราะได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยคุปตะตอนปลายและปัลลวะของอินเดียผ่านเมืองพุกามมาในรูปแบบของศิลปะสมัยทวารวดี โดยบริเวณ(โคกพระ)เมือง

กันทรวิชัย พบหลักฐานเช่น พระพุทธมิ่งเมือง พระพุทธรูปยืนมงคล และกรุพระพิมพ์ดินเผา ส่วนบริเวณอำเภอนาดูนเมืองนครจำปาศรี พบทั้งกรุพระพิมพ์ดินเผาและพระบรมสารีริกธาตุ นอกจาก

นี้แล้วยังได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ผ่านทางชนชาติขอม ในรูปแบบสมัยลพบุรี เช่น กู่สันตรัตน์ กู่บ้านเขวา กู่บ้านแดง และกู่อื่น ๆ รวมไปจนถึงเทวรูปและเครื่องปั้นดินเผาของขอมอยู่ตามผิวดินทั่ว ๆ

ไปในจังหวัดมหาสารคามมหาสารคามตั้งอยู่ตอนกลางของภาคอีสาน มีชนหลายเผ่า เช่น ชาวไทยพื้นเมืองพูดภาษาอีสาน ชาวไทยญ้อและชาวผู้ไท ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี “ฮีตสิบสอง”

ประกอบอาชีพด้านกสิกรรมเป็นส่วนใหญ่ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมีการไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันตามแบบของคนอีสานทั่วไป

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2408 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยก “บ้านลาดกุดยางใหญ่” ขึ้นเป็น เมือง

มหาสารคาม โดยแยกพื้นที่และพลเมืองราวสองพันคนมาจากเมืองร้อยเอ็ด และให้ท้าวมหาชัย (ท้าวกวด ภวภูตานนท์ ต้นตระกูล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) เป็นพระเจริญราชเดช เจ้าเมือง มีท้าวบัวทองเป็นผู้ช่วยขึ้นกับเมืองร้อยเอ็ด

ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้แยกเมืองมหาสารคามขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2412 และร้อยเอ็ดได้แบ่งพลเมืองให้อีกราวเจ็ดพันคน พลเมืองเดิมอพยพมาจากเมืองจำปาศักดิ์ ท้าว

มหาชัยและท้าวบัวทองนั้นเป็นหลานโดยตรงของพระยาขัติยวงศา (สีลัง) เจ้าเมืองคนที่ 2 ของเมืองร้อยเอ็ด เดิมกองบัญชาการของเมืองมหาสารคามตั้งอยู่ที่เนินสูงแห่งหนึ่งใกล้กุดนางใย ได้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลมเหศักดิ์ขึ้นเป็นที่สักการะของชาวเมือง

เมืองมหาสารคามได้สร้างวัดดอนเมือง ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดข้าวฮ้าว (วัดธัญญาวาส) และได้ย้ายกองบัญชาการไปอยู่ริมหนองกระทุ่มด้านเหนือของวัดโพธิ์ศรีปัจจุบัน ในปี พ.ศ.

2456 หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์ เป็นปลัดมณฑลประจำจังหวัด โดยความเห็นชอบของพระมหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิริยะศิริ) ได้ย้ายศาลากลางไปอยู่ที่ตั้งศาลากลางหลังเดิม (ที่ว่าการอำเภอ

เมืองมหาสารคามปัจจุบัน) และในปี พ.ศ. 2542 ได้ย้ายศาลากลางไปอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน มีผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง หรือผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 46 คน

พระบรมพระธาตุนาดูนพระธาตุนาดูน

บันเทิง - งามชดช้อย'แต้ว ณฐพร'รำบวงสรวงนมัสการพระธาตุนาดูน

ตั้งอยู่ที่ บ้านนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม  นับเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาคู่บ้านคู่เมืองของ ชาวมหาสารคาม  เป็นปูชนียสถานที่สร้างขึ้นเพื่อสิริมงคลแก่ภูมิภาค พื้นที่โดย

รอบได้ถูกพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางส่งเสริมกิจการ พระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเรียกขานว่าเป็น “พุทธมณฑลอีสาน” รอบองค์พระธาตุมีบริเวณ กว้าง

ขวาง จัดแต่งเป็นสวนรุกขชาติ ปลูกต้นไม้ในพุทธประวัติ  พระธาตุนาดูน   เป็นเขตที่มีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต เพราะบริเวณนี้ได้

เคยเป็นที่ตั้งของนครจำปาศรีมาก่อน โบราณวัตถุต่างๆที่ค้นพบ ได้นำไปแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดขอนแก่น

และที่สำคัญยิ่งก็คือการขุดพบสถูป บรรจุพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ในตลับทองคำ เงิน และสำริด ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-15 สมัยทวาราวดี

รูปลักษณะพระธาตุนาดูน จำลองแบบจากสถูปสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ฐานประยุกต์แบบศิลปะทวาราวดี ฐานกว้าง 35.70 * 35.70 เมตร มีความสูงจากฐานถึงยอด 50.50 เมตร
ฐานรากและโครงสร้างทั่วไปเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ทั้งหมด ผนังภายนอก พระธาตุส่วนใหญ่ทำด้วยหินล้างเบอร์ 4 บางแห่งฉาบปูนเรียบสีขาว มีลวดลายลวดบัว เสาบัวต่าง ๆ จำลองแบบ
พระเครื่องพิมพ์ต่าง ๆ ที่ขุดพบมาประดิษฐานพระธาตุจำนวน 32 รูป และมีมารแบกปั้นเป็นแบบนูนสูงประดับที่ฐานจำนวน 40 ตัว ตัวองค์พระธาตุจะแบ่งออก เป็น 16 ชั้น ลักษณะการก่อสร้างแบบคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมดภายในโปร่ง

ชั้นที่ 1 คือ ส่วนฐานที่เป็นองค์พระธาตุมีลักษณะกลม มีพื้นทางเดินโดยรอบ และมีซุ้มประตูลายปูนปั้น 4 ประตูประจำทิศ ผนังประดับ ด้วยกระเบื้องด่านเกวียนศิลปะของ ภาคอีสาน พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิก 6 เหลี่ยม ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้าง

ชั้นที่ 2 สูงจากชั้นที่หนึ่ง 5 เมตร มีเจดีย์องค์เล็กประจำทิศเหนือทั้ง 4 และพระพุทธรูปประจำซุ้ม 4 องค์ ผนังประกอบด้วยปูนปั้นเป็น รูปเสามีบัวเหนือเสา พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิก 6 เหลี่ยม ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้างและประดับกระเบื้องด่านเกวียน

ชั้นที่ 3 สูงจากชั้นที่สอง 4.80 เมตร มีเจดีย์องค์เล็กประจำทิศเฉียง 4 องค์ เช่นเดียวกับชั้นที่ 2 พื้นปูด้วยกระเบื้อง เซรามิก 6 เหลี่ยม

ชั้นที่ 4 สูงจากชั้นที่สาม 1.60 เมตร ประกอบด้วยฐาน 8 เหลี่ยม เป็นชั้นเริ่มต้นของ ตัวองค์พระธาตุ โครงสร้างประกอบ

ชั้นที่ 5 สูงจากชั้นที่สาม 1 เมตร ประกอบด้วยฐานบัวกลม ชั้นที่ 5 ถึงชั้นที่ 10มีความสูง 11 เมตรเป็นตัวองค์ระฆังของพระธาตุ โดยเฉพาะชั้นที่ 8 จะเป็นชั้นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ชั้นที่ 10 มีลักษณะองค์ระฆัง เป็นชั้นบัลลังก์

ชั้นที่ 11 ถึงชั้นที่ 14 มีความสูง 4.60 เมตร เป็นชั้นบัลลังก์ประกอบด้วยลักษณะทรงกลมมีลายปูนปั้นเป็นกลีบบัว

ชั้นที่14 ถึงชั้นที่ 16 มีความสูง 6.80 เมตร เป็นชั้นปล้องไฉน มีทั้งหมด 6 ปล้อง ในส่วนชั้นที่ 16 ถึงยอดคือปลียอด มีชั้นปลี ชั้นลูกแก้ว และชั้นฉัตรยอด ส่วนฉัตรยอดบุด้วยโมเสกแก้วสีทอง

ทุกปีจะมีการจัดงานนมัสการพระธาตุนาดูน ในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชาภายในงานจัดให้มีกิจกรรมเวียนเทียน รอบองค์พระบรมธาตุ การบวงสรวงองค์พระบรมธาตุ การปฏิบัติ

ธรรมวิปัสสนาการทำบุญตักบาตร สวดมนต์ฟังธรรม ขบวนแห่ ประเพณี 12 เดือน การแสดงแสง สี เสียง ประวัติความเป็นมานครจำปาศรีและการแสดงมหรสพสมโภชตลอดงาน เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น.

จากตัวเมืองมหาสารคาม โดยใช้เส้นทางหมายเลข 2040 ผ่านอำเภอแกดำ อำเภอวาปีปทุม แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2045 ถึงอำเภอนาดูน ทางลาดยางตลอด ห่างจากตัวเมืองประมาณ 65 กิโลเมตร

 

 

 

เที่ยวสิงคโปร์ 2021

เที่ยวสิงคโปร์ 2021

เที่ยวสิงคโปร์ 2021

เที่ยวสิงคโปร์ 2021

 อยากหาที่เที่ยวต่างประเทศใกล้ไทย ต้องไม่พลาดไปเที่ยวสิงคโปร์

ชวนเช็กอินที่เที่ยวสิงคโปร์เด่นและแหล่งเช็กอินสุดฮิตของวัยรุ่นสิงคโปร์

ไปเที่ยวสิงคโปร์ 2020 ต้องไปฃเซลฟี่ที่ไหน มาเช็กลิสต์ไว้ได้เลย

สิงคโปร์ ประเทศสุดจิ๋วแต่แจ๋วของเอเชีย เป็นประเทศเดียวในโลกที่ไม่มีเมืองหลวง แต่กลับมีการเติบโตสูงอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก

และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไม่น้อยหน้าประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเลยทีเดียว จากดั้งเดิมการไปเที่ยวสิงคโปร์ก็คือการไปชมเมืองสุดทันสมัยและไหว้พระเก่าแก่ แต่ปัจจุบันได้เกิด

แหล่งท่องเที่ยวสิงคโปร์ใหม่ ๆ เยอะมาก ซึ่งแต่ละสถานที่นั้นก็มีความชิคแตกต่กันออกไป วันนี้เราจึงได้รวบรวมที่เที่ยวสิงคโปร์ทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือธรรมชาติก็รวมมาไว้ให้ที่นี่แล้ว บอกเลยว่าจะไม่พลาดแลนด์มาร์กเด่น ๆ

ของสิงคโปร์อย่างแน่นอน จะมีที่ไหนบ้างนั้น…ไปดูกัน

เขื่อนมารีน่า บาร์ราจ (Marina Barrage) ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำของร่องน้ำมารีน่า (Marina Channel) เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างสรรค์ความรู้และทำกิจกรรมที่สนุกสนานของชาวสิงคโปร์

กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ในสิงคโปร์ค่อนข้างมาก เพราะบริเวณริมเขื่อนมีการจัดทำพื้นที่ไว้รองรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ

อีกทั้งยังออกแบบในรูปแบบที่ทันสมัย ซึ่งสามารถใช้งานได้จริง อย่างในเขื่อนที่มีน้ำเต็มตลอดปี ก็สามารถที่จะเล่นกีฬาทางน้ำ

ได้อย่างดี หรืออย่างสวนสีเขียวบนดาดฟ้าริมเขื่อนก็กลายเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย นั่งปิกนิกชมวิวอ่าวมารีน่าได้แบบสวยสุด ๆ และยังเหมาะแก่การเล่นว่าวอีกด้วย นอกจากนี้อย่าลืมเดินไป

เที่ยวชมบริเวณริมอ่าวมารีน่าด้านนอก ซึ่งจะมีทางเดินและสวนสวย ๆ ให้ได้เดินเล่นพักผ่อนในบรรยากาศสุดชิล

านคลาร์กคีย์ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองของสิงคโปร์ เป็นย่านท่าเรือเก่าแก่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก เพราะที่นี่มีร้านค้า ร้านอาหาร พร้อมทั้งคลับบาร์ริมแม่น้ำสิงคโปร์

เปิดให้บริการมากมาย อีกทั้งยังคงมีสถาปัตยกรรมสไตล์โคโรเนียลเก่าแก่ ให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายน่านั่งพักผ่อน โดยเฉพาะยามเย็น ที่นี่จะสวยงามไปด้วยแสงไฟ และคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย

Nanyang Technological University เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสิงคโปร์ ที่มีความโดดเด่นในเรื่องวิศวกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจและทำให้ที่นี่ได้รับความนิยม

จากนักท่องเที่ยวก็คือ สถาปัตยกรรมอาคารที่สวยงามแปลกตา โดยเฉพาะตึกเข่งติ่มซำ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเข่งติ่มซำซ้อนกันขึ้นไป

เป็นพื้นที่การเรียนรู้สุดเจ๋งของนักศึกษา บอกเลยว่าน่าไปถ่ายรูปเซลฟี่สุด ๆ นอกจากนี้ภายในมหาวิทยาลัยก็ยังมีอาคารเก๋ ๆ ให้เดินเที่ยวชมอีมากมาย

ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ ตั้งอยู่บนเกาะเซนโตซ่า ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดของสิงคโปร์เลยก็ว่าได้ เป็นสวนสนุกที่รวบรวมทุกความสนุกไว้ได้อย่างครบรส

เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องเล่นและแหล่งเรียนรู้มากมายไม่เพียงเท่านั้นยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก ฯลฯ ให้บริการอย่างครบครันอีกด้วย

ตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศสิงคโปร์ ด้วยสถาปัตยกรรมของตึกที่คล้ายกับเรือขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านบน ซึ่งนอกจากจะมีห้องพักสุดหรูหราให้นักท่องเที่ยว

ได้มาพักผ่อนแล้ว ที่ด้านบนสุดของอาคารมารีน่า เบย์ แซนด์ ยังเป็นที่ตั้งของสระว่ายน้ำลอยฟ้าแบบอินฟินิตี้ไร้ขอบสระ ขนาด 150 เมตร

ซึ่งสามารถมองเห็นวิวของตึกต่าง ๆ บริเวณอ่าวมารีน่าได้อย่างสวยงาม ไม่เพียงเท่านั้นด้านหนึ่งของดาดฟ้ายังเป็นที่ตั้งของสกายปาร์คอันเป็นจุดชม

วิวสิงคโปร์มุมสูงที่สวยที่สุดของสิงคโปร์ ยิ่งยามค่ำคืนบรรยากาศด้านบนนี้จะสวยมากขึ้น เพราะแสงไฟจากตึกต่าง ๆ รอบอ่าวจะส่องประกายแสงระยิบระยับ โรแมนติกและฟินขั้นสุดเลยล่ะ บอก

เลยว่าเป็นประสบการณ์ที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์ เป็นสวนพฤกษศาสตร์ริมอ่าวมารีน่า ซึ่งมีการออกแบบอย่างโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

อีกแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ที่ต้องมาเช็กอินกันให้ได้ ที่นี่มีพื้นที่ทั้งหมดราว ๆ 101 เฮกตาร์ ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ รวมทั้งอาคารเรือน

กระจกสำหรับปลูกต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์ แบ่งออกเป็น 2 โซนใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ Bay South Garden

และ Bay East Garden โดยในโซน Bay South Garden จะเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้มากมาย ซูเปอร์ทรี (Supertrees) ก็อยู่ในโซนนี้เช่น

กัน ซึ่งจะมีทางเดินลอยฟ้าให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมสวนในมุมสูงด้วย ส่วนทางด้าน Bay East Garden จะเป็นสวนหญ้าเขียวชอุ่มพร้อมทั้งสวนปาล์มตกแต่ง

เมอร์ไลออน (Merlion) สัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ มีลักษณะเป็นรูปปั้นสิงโตทะเลพ่นน้ำ สูงประมาณ 8.6 เมตร และหนัก 70 ตัน ตั้งอยู่ริมอ่าวมารีน่า ช่วงปากแม่น้ำสิงคโปร์

บริเวณสวนสิงโตทะเล (Merlion Park) ข้างสะพานเอสพลานาด (Esplanade Bridge) ด้านหน้าของโรงแรมฟูลเลอร์ตัน (Fullerton Hotel)

ซึ่งจากจุดนี้สามารถชมวิวตึกมารีน่า เบย์ แซนด์, สิงคโปร์ ฟลายเออร์ และตึกสูงระฟ้าริมอ่าวมารีน่าได้อย่างสวยงามอีกด้วย

สะพานเฮนเดอร์สัน เวฟ (Henderson Waves Bridge) เป็นสะพานคนเดินที่สูงที่สุดในสิงคโปร์ ด้วยความสูงเหนือพื้นดินราว ๆ 36 เมตร โดยที่ด้านล่างของสะพานทั้งสองฝั่งจะเป็น

สวนสีเขียวขจี ไม่เพียงเท่านั้นสะพานแห่งนี้ยังมีรูปร่างสวยงามแปลกตา โดยลอกเลียนรูปทรงขึ้น-ลงของเกลียวคลื่น มีเส้นทางคดโค้งและบิดไป

มาตลอดความยาวทั้งสิ้น 274 เมตร สร้างขึ้นโดยใช้โครงเหล็ก และมีแผ่นไม้บาเลา ซึ่งเป็นไม้ท้องถิ่นหายากมาเสริมและตกแต่งตัว

สะพานให้สวยงาม ยามค่ำคืนยังมีแสงไฟ LED ส่องสว่างอย่างเก๋ไก๋ หนุ่มสาวชาวสิงคโปร์จึงชอบที่จะพากันมาเดินเล่น และออกกำลังกายกันที่สะพานแห่งนี้ เปิดให้เข้าเที่ยวชมทุกวัน

สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับการชมวิวเมืองสิงคโปร์ในมุมสูงแบบ 360 องศากับสิงคโปร์ ฟลายเออร์ ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ที่ตั้งอยู่บริเวณริมอ่าวมารีน่า ซึ่งสูงจากพื้นดินถึง 165 เมตร หรือ

เทียบเท่ากับตึก 42 ชั้น มีทั้งหมด 28 แคปซูล โดยแต่ละแคปซูลจะเป็นหน้าต่างกระจก ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวได้รอบด้าน ในแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถ้าหาก

ใครอยากเพิ่มความพิเศษให้กับคนพิเศษก็สามารถจองดินเนอร์บนชิงช้าสวรรค์นี้ได้อีกด้วย ตลอด 24 ชั่วโมง

Helix Bridge หรือที่นักท่องเที่ยวมักเรียกกันว่าสะพานเกลียว เป็นสะพานคนเดินที่มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ทอดข้ามผ่านอ่าวมารีน่าเชื่อมระหว่าง Marina Bay

Center ไปยัง Youth Olympic Park มีลักษณะโครงสร้างเป็นเกลียว ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากโครงสร้างของ DNA ยามค่ำคืนจะมีการเปิดไฟที่ประดับประดาอยู่บนสะพานให้สว่างไสว

สวยงาม เหมาะแก่การมาเดินเล่นชมอ่าวและถ่ายรูป การแสดงแสง สี เสียง Wonder Full-Light & Water จัดอยู่บริเวณอ่าวมารีน่า

ด้านหน้าของโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ ซึ่งจะเป็นการแสดงที่สวยงามตระการตา ด้วยการผสมผสานระหว่างน้ำ แสง และเสียง เล่าเรื่องราวต่าง ๆ จะใช้เวลาแสดงประมาณ 15 นาที บริเวณที่สามารถชมการ

แสดงได้ดีที่สุดจะอยู่ฝั่งมารีน่า เบย์ แซนด์ หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า ลานพรอมมานาด แต่ถ้าใครอยากเห็นการแสดงแสงบนยอดตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ด้วย ให้ไปนั่งชมที่ฝั่งเมอร์ไลออน

วัดพระเขี้ยวแก้ว ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับไชน่าทาวน์ เป็นวัดจีนในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน มีสถาปัตยกรรมของอาคารที่โดดเด่น ด้วยการสร้างตามแบบสมัยราชวงศ์ถัง มีทั้งหมด 5 ชั้น ผู้

ออกแบบคือ พระอาจารย์ Shi Fa Zhao ใช้งบประมาณก่อสร้างไปทั้งสิ้น 75 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ สิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้นอกจากสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าแล้ว ภายในก็ยังเป็นที่

ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้วจะประดิษฐานอยู่ในสถูปใหญ่ โดยมีน้ำหนัก 3,500 กิโลกรัม ทำจากทองแท้หนัก 320 กิโลกรัม โดยทองคำ 234 กิโลกรัม ในจำนวนนี้ได้มาจากการบริจาคโดยผู้มีจิตศรัทธา