อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง ยุติบทบาท 27 ปี ในฐานะผู้จัดการทีม”ปิศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยสำหรับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสกอตต์ วัย 71 ปี

เซอร์ อเล็กซานเดอร์ “อเล็กซ์” แชปแมน เฟอร์กูสัน  เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เคยเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุด และนำทีมชนะเลิศรายการแข่งขันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร

เฟอร์กูสันเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต่อจากรอน แอตกินสัน เมื่อ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) และพาทีมชนะเลิศเอฟเอคัพ เมื่อปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) เป็นรายการแรก และหลังจากนั้นก็ชนะเลิศรายการนี้อีก 4 สมัย (รวมเป็น 5 สมัย) รวมทั้งการชนะเลิศเอฟเอพรีเมียร์ลีก 13 สมัย

ชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย โดยเมื่อปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) หลังจากชนะเลิศรายการแชมเปียนส์ลีก (ต่อจากปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) ในยุคของเซอร์แมตต์ บัสบี) สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง แห่งสหราชอาณาจักร ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เขาเป็นอัศวินแห่งอังกฤษ

นับเป็นชาวสกอตเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเกียรติอย่างสูงเช่นนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) เซอร์อเล็กซ์ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้จัดการทีม หลังจบฤดูกาล 2012-13 โดยในนัดสุดท้ายของการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ที่ไปเยือนเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม ปีเดียวกัน หลังจากนั้น เขาจะขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอล และเป็นทูตประจำสโมสรเดิมต่อไป

3 ปีก่อน เกิดข่าวใหญ่ที่ทำให้โลกลูกหนังทั้งใบต้องพร้อมใจกันยกมือขอพรและสวดภาวนาไปด้วยกัน เมื่อ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ของทีม ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด ล้มในบ้านพัก และพบว่าเลือดออกในสมอง

สำหรับชายวัย 76 ปี อาการระดับนี้หมายถึงความเป็นกับความตายเสมอกัน และต่อให้รอดพ้นจากคมเคียวพญามัจจุราชมาได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะสามารถกลับมาเป็นปกติ โชคดีสำหรับบรมกุนซือแห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ดที่แพทย์สามารถช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้ในวันนั้นจากการผ่าตัดด่วน แต่สำหรับคนที่เพิ่งพ้นจากความตายมาหมาดๆ อย่างเซอร์อเล็กซ์ มันมีสิ่งที่ทำให้เขากลัวจับใจ

ถึงแม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จด้วยดี แต่อาการข้างเคียงจากการผ่าตัดและบาดแผลที่มาจากการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงที่สมอง ได้ทำให้ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ และอาจหมายถึงวงการฟุตบอลระดับโลก พูดไม่ได้

เฟอร์กีผู้ที่ได้รับการจดจำในฐานะ ‘เครื่องเป่าผม’ พูดไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆ และมันก็นำมาซึ่งความรู้สึกกลัวที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพบเจอมา

ผมรู้สึกกังวลมาก หลังการผ่าตัดผมได้สูญเสียเสียงของผม และนั่นคือส่วนที่น่ากลัวที่สุด ผมรู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ แต่ลึกๆ ในใจของผมก็เริ่มคิด ​‘ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาพูดความจริงกับผมหรือเปล่า?’ การผ่าตัดประสบความสำเร็จก็จริง แต่ผมต้องอยู่กับความเดียวดาย มันน่ากลัวมาก และตอนที่ผมสูญเสียการเปล่งเสียงของผมไป ผมคิดว่า ‘พวกเขาไม่เคยบอกกับผมว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้น

เป็นเวลานานถึง 10 วันเลยทีเดียวที่เฟอร์กีพูดไม่ได้ และความกลัวก็จับหัวใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เฟอร์กีกลัวที่สุดไม่ได้หมายถึงชีวิตหรือลมหายใจที่อาจสูญหาย หรือการที่จะไม่สามารถพูดได้อีกตลอดไป สิ่งที่ทำให้ยอดนักสู้จากสกอตแลนด์คนนี้ต้องหวั่นใจที่สุดคือ การที่สักวันเขาอาจจะสูญเสีย ‘ความทรงจำ’ อันมีค่าที่สะสมมาตลอดชีวิตไปจนหมด

โชคดีอีกครั้งที่ในระหว่างการรักษาการพูดไม่ได้ที่นักอรรถบำบัด  ได้มีการกระตุ้นเรื่องความทรงจำด้วย และพบว่าถึงเสียงจะหายไป แต่ความทรงจำของเขายังคงดีอยู่ และเพื่อรักษาความทรงจำนั้นเหล่านั้นไม่ให้หายไปไหน เรื่องราวทั้งหมดในชีวิตและตัวตนของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงถูกนำมาถ่ายทอดในภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Sir Alex Ferguson: Never Give In ซึ่งมีกำหนดออกฉายในสหราชอาณาจักรวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ และจากนั้นจะออกฉายทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์ในวันที่ 31 พฤษภาคม

ความจริงแล้วภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีการวางแผนสร้างเอาไว้หลังจากเกิดเหตุ แต่เป็นสิ่งที่ เจสัน เฟอร์กูสัน ลูกชายของเขาได้ตระเตรียม ‘ของ’ เอาไว้สำหรับการทำบันทึกชีวิตของพ่อผู้ยิ่งใหญ่ โดยได้เริ่มต้นการเก็บบทสัมภาษณ์ทางเสียงมาตั้งแต่ปี 2016 และใช้เวลา 18 เดือนในการรวบรวมเรื่องราว

เจสันรู้ว่าสิ่งที่พ่อถ่ายทอดออกมานั้นมีคุณค่าและ ‘ทรงพลัง’ จึงได้ติดต่อ แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ ผู้กำกับภาพยนตร์ Trainspotting และ จอห์น แบตต์เซก ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชั้นเยี่ยมมากมาย ว่าสนใจจะนำเรื่องราวนี้ไปถ่ายทอดต่อไหม

แต่สิ่งที่จอห์นและแอนดรูว์ตอบกลับมาคือ เรื่องนี้ต้องเป็นเจสันเท่านั้นที่กำกับด้วยความที่ไม่เคยกำกับภาพยนตร์เองมาก่อน เจสันขอเวลาคิดในเรื่องนี้ 24 ชั่วโมง ก่อนที่จะให้คำตอบกลับไปว่าเขาตกลงที่จะทำ และหลังจากที่ใช้เวลาเขียนโครงเรื่องดราฟต์แรกและส่งให้ทั้งสองคนในเวลาตีหนึ่งครึ่งของวันหนึ่ง

สำหรับเจสัน เรื่องราววันนั้นก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่เขาจะไม่มีวันลืม “เครื่องมือและสายระโยงระยางเต็มไปหมดที่ซัลฟอร์ด รอยัล (โรงพยาบาล Salford Royal) พวกเขาเตรียมจะผ่าตัดพ่อที่แมคเคิลฟิลด์ แต่ประสาทศัลยแพทย์ได้เรียกผมไปที่ห้องข้างๆ เพื่อบอกอะไรบางอย่าง

อายุ 76 ปีแล้ว และเขาก็มีเลือดออกในสมองมาก คุณอาจต้องเตรียมใจสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสิ่งที่ไม่มีใครรู้มาก่อนคือ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีโอกาสรอดเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพียงแต่ด้วยเลือดนักสู้ ไอ้หนูจาก Govan ที่กลายเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลอังกฤษ สามารถเอาชนะความตายในวันนั้นได้

อีกสิ่งที่เป็นความลับมาตลอดคือ ในระหว่างการรักษาอาการพูดไม่ได้นั้น นักอรรถบำบัดได้ให้เขาเขียนจดหมายหาภรรยา และจากนั้นยอดผู้จัดการทีมก็ได้เขียนจดหมายถึงคนอื่นด้วย

เขาเขียนจดหมายหาคุณแม่ ถึงพี่ชายของผม และหลานๆ ทุกคน ซึ่งจดหมายนั้นก็คือจดหมายอำลา เจสันเปิดเผยเรื่องลับ

เรื่องราวผ่านมาเป็นเวลา 3 ปี ปัจจุบันเฟอร์กียังแข็งแรง แม้จะไม่แข็งแรงเท่าก่อน แต่ก็ยังเข้ามาชมเกมในโอลด์แทรฟฟอร์ดเสมอเมื่อสามารถทำได้ ยังขับรถได้ แต่ไม่สามารถขับในช่วงเวลากลางคืนหรือบนถนนมอเตอร์เวย์ แต่หลายๆ อย่างก็เริ่มดีขึ้น แต่ที่นับว่าโหดร้ายที่สุดในระหว่างการรักษาตัวคือ การที่คุณหมอไม่อนุญาตให้ดื่มไวน์ได้จนกว่าเขาจะเป็นปกติ

สิ่งที่ดีที่สุดคือเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดในชีวิต ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กหนุ่มจอมห้าว ชีวิตนักเตะกับเซนต์ จอห์นสโตน การหนีทีมแบบดื้อๆ แฮตทริกแรกที่เปลี่ยนแปลงชีวิต เรื่องราวในการเป็นผู้จัดการทีมโดยเฉพาะกับแอเบอร์ดีน และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เจสันใช้เวลาในการประกอบร่างความทรงจำของพ่อออกมาเป็นสารคดีเรื่องนี้ โดยที่เฟอร์กีผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการก่อสร้างแม้แต่น้อย จนกระทั่งภาพยนตร์เสร็จจึงได้ดู

บัดนี้เรื่องราวชีวิตและความทรงจำของชายผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการปกป้องแล้ว และมันจะยังคงอยู่คู่กับโลกใบนี้ไปอีกนานแสนนาน

 

ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะอำลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ”ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายหลัง

จบฤดูกาลนี้ นับเป็นเรื่องที่ช็อกความรู้สึกแฟนบอลเร้ด เดวิลส์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากความผูกพันและความศรัทธาที่มีในตัวกุนซือชาวสกอตติชรายนี้มันมากจนเกินคำบรรยาย   ด้วยวัย 71 ปี การผ่านร้อนผ่านหนาวในสังเวียนลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีมายาวนาน 27 ปี ทำให้เฟอร์กี้

คือบุคคลที่นักเตะทุกคนยกย่องสรรเสริญมาโดยตลอด ซึ่งยังมีนักเตะชั้นนำของยุโรปอีกหลายคนตั้งเป้าว่าสักวันจะได้ทำงานร่วมกันเทรนเนอร์สมองเพชรอย่างท่านเซอร์ แต่ดูเหมือนคงจะไม่ทันการเสียแล้ว

อย่างไรก็ดี คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือกุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดี เขาเปรียบเหมือนกับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่  ด้วยเหตุนี้ทำให้สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สร้างรูปปั้นของเฟอร์กูสันที่หน้าสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพื่อเป็นการฉลองการคุมทีมครบ 26 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ปกติรูปปั้นมักจะสร้างเพื่อยกย่องเกียรติคุณให้กับบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ในรายของ เฟอร์กูสัน แล้ว ถือว่าเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นที่สุดพิเศษ

6 เคล็ดลับความสำเร็จของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

1. ให้ความสำคัญกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีม เซอร์อเล็กซ์จะไม่ยอมให้นักเตะคนหนึ่งคนใดคิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์เป็นดาวเด่นของทีมเหนือกว่าเพื่อนนักเตะร่วมทีมคนอื่น ๆ หรือ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าแมนยู เรื่องนี้ เดวิด เบ็กแฮ่ม ซาบซึ้งดี คาดกันว่า เวย์น รูนี่ย์ จะเป็นคนต่อไป

 

2. รู้จักชมนักเตะเมื่อทำผลงานได้ดี เซอร์อเล็กซ์กล่าวว่า สำหรับนักฟุตบอลและมนุษย์ทุกคน ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้มีความรู้สึกดีใจ ภาคภูมิใจมากไปกว่าการได้รับคำชมว่า well done หรือทำได้ดี คำคำนี้ เป็นคำที่ดีที่สุด ไพเราะที่สุดในโลกของกีฬา หลังการแข่งขัน

แม้นักเตะจะเล่นได้ไม่ดี ผู้จัดการทีมก็ไม่ควรจะตะโกนดุด่านักเตะไปหมดทุกครั้ง เพราะการดุด่าไม่อาจใช้ได้เสมอไป ไม่มีใครอยากถูกต่อว่า แต่เมื่อถึงล็อกเกอร์ รูม การชี้ข้อผิดพลาดให้นักเตะเห็นเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที อย่ารอให้ถึงวันจันทร์แล้วถึงบอก

และเมื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในการเล่นนัดนั้นจบแล้วก็จบกัน ไม่เก็บเอามาว่ากล่าวซ้ำอีก ให้คิดถึงการแข่งขันนัดต่อไป  เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตำหนินักเตะในเรื่องที่ผ่านมาแล้วและแก้ไขไม่ได้-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ เซอร์อเล็กซ์บอกอีกว่าเขาไม่เคยตำหนินักเตะต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งนักเตะทุกคนในทีมทราบดี มีอะไรไม่พอใจจะพูดคุยกันภายในทีมเท่านั้น

3. การลงโทษ หากนักเตะคนไหนไม่ทำตามกฎ จะถูกปรับเงิน เป็นวิธีการควบคุมความประพฤตินักเตะที่มีเงินระดับมหาเศรษฐี และการปรับเงินของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยเปิดเผยให้คนนอกทราบ

 

4. พัฒนานักเตะรุ่นใหม่ เซอร์อเล็กซ์จะพัฒนานักเตะรุ่นใหม่ของสโมสรให้มีคุณภาพ มาตรฐานในระดับเดียวกับที่นักเตะรุ่นก่อนๆ ทำไว้ ทั้งนี้ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงตลอดไปให้กับสโมสร การสร้างนักเตะหน้าใหม่ให้มีฝีเท้าดีเยี่ยมจนสามารถลงเล่นเป็นตัวจริงได้ เซอร์อเล็กซ์ถือว่าเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสโมสรสืบต่อไป เซอร์อเล็กซ์กล่าวว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของผู้จัดการทีมที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมใหม่ทำก็คือ ซื้อนักเตะที่มีประสบการณ์ ที่เคยเล่นกับทีมที่ตัวเองเคยเป็นผู้จัดการทีมมาก่อนเข้ามาร่วมทีม เพราะต้องการให้ทีมชนะ และตัวเองจะได้คุมทีมต่อ ซึ่งไม่ใช่วิธีการของเขา

 

5. การฝึกซ้อม สิ่งที่เซอร์อเล็กซ์อบรมสั่งสอนนักเตะทุกคนในทีมคือการขยันซ้อม มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการซ้อมนั้นถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งเช่นกัน  นักเตะในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องฝึกหนักกว่านักเตะทีมอื่น ๆ หากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเป็นนักเตะทีมแมนยู เพราะตัวเขาสนใจเฉพาะนักเตะที่ฝึกซ้อมอย่างหนัก ต้องการเก่งจนผู้จัดการทีมต้องเลือกให้ลงเล่น และไม่ต้องการเป็นผู้แพ้เท่านั้น

 

6. การเลิกจ้าง หากจะเลิกสัญญาจ้างกับนักเตะคนใดก็ตาม เซอร์อเล็กซ์จะเป็นคนบอกด้วยตัวเอง จะไม่ส่ง SMS บอกเลิกแบบผู้จัดการทีมหลายคนที่ทำกันสมัยนี้ เซอร์อเล็กซ์บอกว่า.. สิ่งที่เขาพูดกับนักเตะเวลาบอกเลิกสัญญานั้นจะไม่พูดทำร้ายจิตใจให้นักเตะเสียความมั่นใจ แต่เขาจะบอกว่าที่เลิกจ้างเพราะสไตล์ของผู้เล่นคนนั้นไม่ตรงกับกลยุทธ์ในการสร้างทีม

 

และนี่คือประวัติของผู้นำทีมแมนยู เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *