อัซซูรี่

อัซซูรี่

อัซซูรี่

อัซซูรี่

ผลงานสุดยอดในศึก ยูโร 2020 รอบคัดเลือกของทีมชาติอิตาลี ถือเป็นการถีบตัวเองขึ้นมาจากความตกต่ำ ที่ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ได้อย่างสง่างาม

โรแบร์โต้ มันชินี่ พาทีมอัซซูรี่ชนะ 100% ตลอดทั้ง 10 นัดในศึกคัดยูโร ซึ่งทุกเกมล้วนฟาดแข้งในปี 2019

ทำให้อดีตกุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นโค้ชคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่พาทีมชาติอิตาลีชนะรวดทั้ง 10 นัดใน 1 ปีปฏิทิน

ถึงแม้คู่แข่งในรอบคัดเลือกอย่าง ฟินแลนด์, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, กรีซ และ ลิกเตนสไตน์ จะดูไม่แข็งแกร่งเท่าไร แต่แชมป์โลก 4 สมัยก็ทดแทนด้วยการคว้าชัยเหนือทุกทีมที่ว่าได้อย่างสวยงาม

จาก 10 นัดที่แข่งขัน ไม่มีนัดไหนที่ยิงน้อยกว่า 2 ลูก และมีถึง 5 ครั้งที่คว้าชัยด้วยผลต่างขาดลอย 3 ประตู

ผลงานล่าสุดที่ยำใหญ่ อาร์เมเนีย 9-1 กลายเป็นชัยชนะด้วยสกอร์สวยหรูที่สุด นับตั้งแต่ถล่ม สหรัฐอเมริกา 9-0 ในศึก โอลิมปิก เกมส์ 1948 ซึ่งยังคงเป็นสถิติชนะขาดลอยที่สุดตลอดกาลจนถึงทุกวันนี้

เสียงครหาที่ว่า “อิตาลีเป็นพวกเล่นบอลน่าเบื่อ” ถูกลบล้างไปด้วยสถิติการเป็นทีมที่ยิงได้เยอะที่สุดใน ยูโร 2020 รอบคัดเลือก

พวกเขาซัดตลอดเส้นทางไป 37 เม็ดเทียบเท่าทีมชาติอังกฤษ ทั้งที่ชื่อชั้นของแนวรุก ไม่ได้โด่งดังเหมือนพวกแข้งทีมสิงโตคำราม

ขณะที่เกมรับยังเหนียวแน่น เมื่อเก็บคลีนชีตได้ถึง 6 นัด และไม่มีทีมไหนทำประตูใส่พวกเขาใน 1 เกมได้เกิน 1 ประตู

หรือนี่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกหลายๆ ชาติว่า อิตาลี พร้อมแล้ว ที่หวังลุ้นแชมป์ยุโรปกับเขาด้วย

ก่อนที่ โรแบร์โต้ มันชินี่ จะนำทีมคว้าชัยชนะนัดประวัติศาสตร์เหนือ อาร์เมเนีย เขาให้สัมภาษณ์เปิดเผยทัศนคติของตัวเอง ในการเปลี่ยนแปลงทีมที่ดูแล้วชวนง่วงนอน กลายมาเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นแล้วดูสนุกที่สุดตลอด 90 นาที ณ ชั่วโมงนี้

“ผมไม่คาดหวังถึงชัยชนะ 10 นัดติดต่อกัน แต่การผ่านเข้ารอบ ยูโร 2020 ต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริง ยิ่งกว่าการสร้างสถิติใดๆ”

“แต่ถึงอย่างนั้น เป้าหมายหลักที่ผมมารับงานนี้ ก็ยังไม่ใช่เรื่องของชัยชนะ แต่เป็นการนำแฟนบอลกลับมาศรัทธาในทีมชาติอีกครั้ง และให้โอกาสนักเตะได้ปรับเปลี่ยนสไตล์ฟุตบอลในการชนะแต่ละเกม”

“เรารู้ว่าถ้าหากเราทำได้ ผลการแข่งขันมันจะเป็นผลลัพธ์ที่ตามมาเอง”

“เราไม่ต้องการชนะด้วยการเล่นเกมรับแล้วโต้กลับ แต่จะพยายามเล่นด้วยการเป็นฝ่ายเปิดฉากใส่ และควบคุมเกมไว้ให้ได้ นั่นหมายถึงเราต้องเสี่ยงด้วย แต่นักเตะซึมซับไอเดียเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว”

“นี่คือเส้นทางที่เราเดินหน้า เรามองไม่เห็นทางเลือกอื่นอีก จิตใจของพวกเราจะต้องมองในแง่ดีและเล่นฟุตบอลที่มีคุณภาพ”

“เราคงจะไม่สามารถชนะทุกนัด แต่นั่นคือวิธีเล่นที่เราจะใช้ในทุกเกม”

มันชินี่ เข้ามาเป็นเฮดโค้ชของทีมชาติอิตาลี ในเดือนพฤษภาคม 2018 แทนที่กุนซือขัดตาทัพอย่าง ลุยจิ ดิ เบียโจ้

โดย 6 เดือนก่อนที่มันโช่จะเข้ามารับตำแหน่ง “อิล ชีที” อิตาลีเพิ่งตกต่ำถึงขีดสุดภายใต้การคุมทีมของ จาน ปิเอโร่ เวนตูร่า เมื่อพลาดโอกาสไปลุยฟุตบอลโลก เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี

ที่ มันชินี่ กล่าวเอาไว้ว่าเป้าหมายแรกที่เขามาไม่ใช่เรื่องของผลการแข่งขัน คือความจริง

6 เดือนแรก ภายใต้การคุมทีมของเขา ทีมลงแข่งรวมทุกรายการไป 9 นัด ชนะได้แค่ 3 เกม และไม่มีนัดไหนที่ชนะด้วยผลต่างมากกว่าประตูเดียว

ด้วยความที่โปรแกรมส่วนใหญ่ในปี 2018 คือเกมอุ่นเครื่อง (เพราะไม่ได้ไปแข่งฟุตบอลโลก) มันจึงเป็นเวลาที่ มันชินี่ ลองผิดลองถูกได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเล่น หรือนักเตะที่จะเรียกมาใช้ในทีม

หลังจากสลับใช้ไปมาระหว่าง 4-2-3-1, 4-3-3 และ 4-4-2 สุดท้ายเขาก็ค้นพบว่า 4-3-3 คือแท็กติกที่เหมาะที่สุดสำหรับฟุตบอลยุคโมเดิร์น เหลือแค่ทำยังไง ให้ได้ทีมชุดที่ดีที่สุดเท่านั้น

อิตาลี ในยุคของ มันชินี่ ช่วงแรกๆ ยังมีนักเตะหน้าเก่าๆ ที่ผลงานเอาแน่เอานอนไม่ได้อย่าง มาริโอ บาโลเตลลี่, โดเมนิโก้ คริสซิโต้, ซิโมเน่ ซาซ่า, จาโคโม่ โบนาเวนตูร่า และ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า โผล่มาเข้าๆ ออกๆ ในทีม

แต่ ณ เวลาเดียวกัน เขาก็เล็งเห็นถึงพรสวรรค์ของพวกแข้งสายเลือดใหม่ ที่พร้อมจะมาเป็นความหวังใหม่ของทีมชาติ โดยที่อายุไม่ใช่ประเด็น

นักเตะอย่าง นิโกโล่ บาเรลล่า, นิโกโล่ ซานิโอโล่, สเตฟาโน่ เซนซี่, ซานโดร โตนาลี่ มาจนถึง ริคคาร์โด้ ออร์โซลินี่ ต่างได้โอกาสเฉิดฉายในทีมอัซซูรี่ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในยุคที่ มันชินี่ คือกุนซือ ขณะที่ เฟเดริโก้ เคียซ่า ก็มีความสำคัญกับทีมมากขึ้น

จริงๆ มอยเซ่ คีน คืออีกคนที่ได้เล่นทีมชาติครั้งแรกในยุคของมันโช่ แต่หลังจากชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อย้ายไปอยู่ที่ เอฟเวอร์ตัน แล้วยึดตำแหน่งตัวหลักไม่สำเร็จ ก็หลุดจากทีมไป

รูปแบบการซ้อมของ มันชินี่ ยังเน้นการเพิ่มสปีดบอล และทำให้นักเตะคุ้นชินกับวิธีเล่นแบบเพรสซิ่ง

“ถ้าหากเราแย่งบอลคืนมาได้เร็ว กองหลังของเราก็จะมีโอกาสเสียประตูน้อยลง มันเป็นหลักการง่ายๆ แต่เป็นความจริงของการเล่นฟุตบอลแบบเพรสซิ่ง”

อิตาลี ไม่ใช่ทีมที่ถนัดกับการเล่นบอลสไตล์นี้ พวกเขาต้องใช้เวลาเป็นปีในการปรับตัว นั่นทำให้ผลงานในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ยังไม่ดีเท่าไรนัก เมื่อแข่ง 4 นัด ชนะแค่เกมเดียว คือบุกอัด โปแลนด์ 1-0 และไม่มีนัดไหนที่ยิงประตูได้มากกว่า 1 ลูก

แต่พอเข้าสู่ปี 2019 โรแบร์โต้ มันชินี่ เติมพลังด้วยการให้ความสำคัญกับแข้งสายเลือดใหม่มากขึ้น ทำให้ อิตาลี มีประสิทธิภาพในการเล่นด้วยพละกำลัง และคิดเร็วทำเร็วยิ่งกว่าเดิม

จาก 29 นักเตะที่ถูกเรียกมาติดทีมในเดือนพฤศจิกายน มีแค่ 11 คนที่อายุมากกว่า 25 ปี

มีเพียง 3 รายที่อายุเกิน 30 คือ ซัลวาตอเร่ ซิริกู, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ และ ฟรานเชสโก้ อาแชร์บี นั่นทำให้ทีมชาติอิตาลีชุดนี้คือทีมที่เป็น “พลังหนุ่ม” อย่างแท้จริง

อิตาลี ชุดปี 2019

คือส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่างพวกแข้งพลังหนุ่ม กับพวกนักเตะที่มีประสบการณ์สูง

และตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาค้นพบ 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในระบบ 4-3-3 ที่ใช้มาตลอดรอบคัดเลือกที่ชนะ 100%

หลังการอำลาทีมชาติของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ทำให้ตำแหน่งมือหนึ่งตกเป็นของ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า มือกาวอนาคตไกลจาก เอซี มิลาน ซึ่งมีประสบการณ์ในลีกสูงสุดมาไม่ต่ำกว่า 4 ปี

แผงหลังยังมี เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ คือเซนเตอร์แบ็กตัวเลือกแรก ส่วนคู่ขาถ้าหาก จอร์โจ้ คิเอลลี่นี่ ไม่พร้อม ก็จะเป็นโอกาสของ อเลสซิโอ โรมันโญลี่ โดยที่ ฟรานเชสโก้ อาแชร์บี คืออะไหล่สำรอง

แบ็กขวามี อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ คือตัวเก๋า ส่วนตัวเลือกรองมี โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ จาก นาโปลี

แบ็กซ้ายมีให้เลือกทั้ง คริสเตียโน่ บิรากี้ จากอินเตอร์ มิลาน และ เอเมอร์สัน พัลมิเอรี่ ของเชลซี

ในแผงมิดฟิลด์ จอร์จินโญ่ คือนักเตะที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นตัวคุมจังหวะเกมที่ดีที่สุด ส่วนตัวขับเคลื่อนที่ฟอร์มเยี่ยมที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ หนีไม่พ้น นิโกโล่ บาเรลล่า

มาร์โก แวร์รัตติ ยังคงจองตัวจริงถ้าหากไม่บาดเจ็บ โดยที่ นิโกโล่ ซานิโอโล่, สเตฟาโน่ เซนซี่ กับ ซานโดร โตนาลี่ รอสแตนด์บาย

ส่วนแนวรุก มีศูนย์หน้าตัวเป้าชั้นดีคอยสลับกันถึง 2 คนคือ ชิโร่ อิมโมบิเล่ กับ อันเดรีย เบล็อตติ

ขณะที่ตัวรุกริมเส้น จะใช้งานนักเตะที่สามารถเล่นได้ดีทั้ง 2 เท้าอย่าง ลอเรนโซ่ อินซินเญ่, เฟเดริโก้ เคียซ่า, เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *