โธมัส มุลเลอร์นักเตะเมืองเบียร์

โธมัส มุลเลอร์นักเตะเมืองเบียร์

โธมัส มุลเลอร์นักเตะเมืองเบียร์

โธมัส มุลเลอร์นักเตะเมืองเบียร์

โธมัส มุลเลอร์นักเตะเมืองเบียร์ หลังจากการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 นัดเมื่อคืนที่ผ่านมา โปรตุเกส กับ เยอรมัน ฝ่ายถิ่นเมืองเบียร์ชนะไปที่แต้ม 4 ต่อ 2 ถือว่าเกมพลิกในพลิกไปหน่อยก็ว่าได้

จากเกมการแข่งขันจึงมีความสนใจที่จะอยากรู้จักนักเตะไฟแรงคนดูกันหน่อย ว่าเขาเป็นใคร มาจากที่ไหน เหตุถึงได้เป็นนักเตะของเยอะมันและเป็นที่พูดถึงในขณะนี้

Thomas Muller ( โธมัส มุลเลอร์ ) เกิดวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 1989 อายุ 28 ปี นักฟุตบอลชาวเยอรมัน ส่วนสูง 1.86 เมตร หรือ 6 ฟุต 1.2 นิ้ว ตำแหน่ง กองกลางตัวรุก กองหน้า ปัจจุบันเล่นกับทีม บาเยิร์นมิวนิก สโมสรชั้นนำในศึกบุนเดสลีกาเยอรมัน สวมเสื้อหมายเลข 25

เขา เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับสโมสรเยาวชนเมื่อปี 1993-2000 สโมสร TSV Pähl ซึ่งเป็นสโมสรเยาวชนในเยอรมัน โดยที่เขาได้ร่วมเล่นเป็นระยะเวลา 7 ปี จากนั้นได้ย้ายเข้ามาร่วมเล่นกับสโมสรเยาวชน บาเยิร์นมิวนิก

ทีมชื่อดังในเยอรมัน ในปี 2000-2007 อยู่ร่วมเล่นเป็นเวลานานถึง 7 ปี ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับสโมสรอาชีพกับ บาเยิร์นมิวนิก ในปี 2007-2009 โดยลงเล่นมากกว่า 323 ครั้ง

โดยสามารถทำประตูได้มากกว่า 122 ประตู เป็นนักเตะที่มีความสามารถในการทำเกมรุกและยิงประตูให้กับ บาเยิร์นมิวนิก ได้เกือบทุกครั้งที่เขาได้ลงสนาม จึงเป็นยอดนักเตะของทีมเสือใต้ที่ได้รับโอกาสให้ลงสนามแข่งมาโดยตลอดและเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของทีม

ต่อมาเข้าได้เข้าร่วม ล่นฟุตบอลทีมชาติเยอรมันครั้งแรกในปี 2004-2005 ในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี ปี 2007 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ปี 2008 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี ปี 2009-2010 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี 

หลังจากนั้น ได้รับโอกาสให้ก้าวขึ้นมาเล่นฟุตบอลทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ในปี 2010 โดยลงเล่นมากกว่า 95 ครั้ง สามารถทำประตูได้มากกว่า 38 ประตู  เป็นนักเตะสำคัญของทีมชาติเยอรมันที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติบ่อยครั้งมากขึ้น

ประวัติของเขายังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เนื่องจากเขาเริ่มต้นการเป็นนักเตะเยาวชนเมื่ออายุได้ 10 ขวบ ให้กับทีมฟาล ก่อนจะไปเตะตาแมวมองของบาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมจากบุนเดสลีก้า ทำให้มุลเลอร์ ย้ายไปร่วมทัพ “เสือใต้” เมื่อปี 2000 (11 ขวบ)

ทั้งนี้ดาวเตะร่างบาง สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองหน้าตัวต่ำ, มิดฟิลด์ตัวรุกหรือแม้กระทั่งปีก โดยแม้จะมีอายุเพียง 20 ปี แต่เจ้าหนูรายนี้ก็ได้รับการยกย่องในวงกว้าง ทั้งในเรื่องของความเร็ว, เทคนิค, การครองบอล, ความเฉียบขาดในการพังประตู และการจ่ายบอลอัญชาญฉลาดอีกด้วย

ในระดับเยาวชน มุลเลอร์ พัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับสามารถพาทีมคว้ารองแชมป์บุนเดสลีก้า ชุดอายุไม่เกิน 19 ปี เมื่อปี 2007 จากนั้น ในเดือนมีนาคม 2008 “ไอ้หนูมหัศจรรย์” ก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในทีมสำรองของทีม “เสือใต้” อย่างรวดเร็ว โดยเกมแรกเป็นการพบกับ อุนเตอร์ฮัคกิ้ง ซึ่งเจ้าตัวสามารถทำประตูได้ด้วย
ฤดูกาลถัดมา บาเยิร์น ลงเล่นในลีก้า 3 ซึ่งเพิ่งก่อตั้งใหม่ และ มุลเลอร์ ก็กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญด้วยการลงเล่น 32 จาก 38 เกม และทำไป 15 ประตูก่อนจะจบซีซั่นด้วยการเป็นดาวซัลโวอันดับที่ 5 ด้วยฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจทำให้ มุลเลอร์ ถูกเรียกตัวไปเล่นในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในช่วงปรีซีซั่น 2008-09 ก่อนจะได้ประเดิมสนามในศึกบุนเดสลีก้ากับ ฮัมบูร์ก เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2008
ฤดูกาลนั้น “ไอ้นกกระยาง” ลงเล่นในเกมลีกเพิ่มอีก 3 นัด และได้ลงเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2009 หลังจากที่ถูกเปลี่ยนตัวลงไปในนาทีที่ 72 แทน บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ ในเกมที่ถล่ม สปอร์ติง ลิสบอน 7-1 และเขายังทำประตูสุดท้ายให้บาเยิร์น ถล่มคู่แข่งจากโปรตุเกสรวม 2 นัด 12-1

 

ตอนเดือน ก.พ. 2009 มุลเลอร์ ก็ได้เซ็นสัญญาฉบับแรกกับทีมชุดใหญ่ โดยมีผลตั้งแต่ฤดูกาล 2009-10 เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมสำรองที่เติบโตมาด้วยกันอย่าง โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ และนับตั้งแต่ หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามาคุมทัพ “เสือใต้” ทั้ง มุลเลอร์ และ บาดสตูเบอร์ ก็ได้ลงเล่นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง และมุลเลอร์ ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจาก แกร์ด มุลเลอร์ อดีตตำนานกองหน้าทีมชาติเยอรมนี

กุมภาพันธ์ 2010 มุลเลอร์ ตัดสินใจต่อสัญญาค้าแข้งในถิ่นในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่า ไปจนถึงปี 2013 โดยช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ดาวเตะจอมถล่มประตูมักจะเล่นในตำแหน่งหน้าต่ำ โดยประสานงานร่วมกับฟรองค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร็อบเบน

โดยในเกมนัดก่อนรองสุดท้ายของซีซั่น มุลเลอร์ ทำแฮตทริกแรกให้กับ “เสือใต้” ในเกมที่ชนะ โบคุ่ม 3-1 และช่วยให้ยักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรียคว้าแชมป์บุนเดสลีก้ามารองได้สำเร็จ โดยเจ้าหนูวัย 20 ปีลงเล่นในเกมลีกครบทั้ง 34 นัด โดยเป็นตัวจริงถึง 29 ครั้ง และทำไป 13 ประตูบวกกับช่วยผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูอีก 11 ครั้ง

และต่อมา โธมัส มุลเลอร์ ก็ทำอีก 1 ประตูและแอสซิสต์อีก 2 ครั้งให้ บาเยิร์น ถล่มแวร์เดอร์ เบรเมน 4-0 ในรอบชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ซึ่งทำให้ทีมของ ฟาน กัล คว้าดับเบิลแชมป์ได้สำเร็จ และนั่นทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ทำประตูสูงสุดให้กับทีมในฤดูกาล 2009-10

มุลเลอร์ พลาดโอกาสที่จะคว้าทริปเปิลแชมป์กับตั้นสังกัดอย่างน่าเสียดาย เมื่อพวกเขาพ่ายให้กับ อินเตอร์ มิลาน ยุค มูรินโญ่ ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงมาดริด ซึ่งเกมดังกล่าว เสือใต้ พ่ายแท็คติกของจ่ามู ไปอย่างราบคาบ 0-2

ปรากฎว่าทั้งซีซั่นดาวโรจน์รายนี้ ลงเล่นไป 52 เกมและทำได้ 19 ประตูในทุกถ้วย และได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ “คิกเกอร์” แม็กกาซีนลูกหนังเล่มดังของเมืองเบียร์ จากการโหวตของเพื่อนร่วมอาชีพ

แม้ว่าจะลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก แต่ มุลเลอร์ ก็แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว เริ่มจากทำประตูแรกในทีมชาติชุดใหญ่ในเกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่ง “อินทรีเหล็ก” ถล่ม ออสเตรเลีย 4-0 จากนั้น มุลเลอร์ ก็ทำ 2 ประตูในนัดที่ชนะอังกฤษอย่างขาดลอย 4-1
ตามด้วยการทำอีกประตูในนัดที่ต้อน “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนติน่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนที่จะโชคร้ายหมดสิทธิ์ลงเล่นในรอบตัดเชือก เพราะติดโทษแบนจากการสะสมใบเหลืองครบโควต้า และทีมของ เลิฟ ก็ต้องพ่ายให้กับ สเปน หวุดหวิด 0-1
 มุลเลอร์ กลับมาลงเล่นได้อีกครั้งในนัดชิงที่ 3 ซึ่งเขาก็ทำประตูที่ 5 ได้สำเร็จ ในเกมที่เยอรมนี เฉือนชนะ อุรุกวัย 3-2 และนั่นทำให้ดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการฟุตบอลเยอรมันเป็นดาวซัลโวเท่ากับดาวิด บีย่า, เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์
และ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน แต่ มุลเลอร์ คว้ารางวัลรองเท้าทองคำมาครองเพราะทำแอสซิสต์มากที่สุดในบรรดาผู้เล่นทั้ง 4 คน ไม่เพียงเท่านั้น เขายังคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมในศึกฟุตบอลโลกไปอีกหนึ่งตำแหน่ง

 

ปัจจุบันซุป’ตาร์ยูโร  : โธมัส มุลเลอร์ แข้งตัวกลั่นเมืองเบียร์โธมัส มุลเลอร์ หวนติดทัพ “อินทรีเหล็ก” ทีมชาติเยอรมนี อีกครั้งในรอบกว่า 2 ปี หลังจากที่กุนซือ โยอาคิม เลิฟ กลืนน้ำลายตัวเองเรียกตัวเขากลับมาช่วยทีมทำศึกฟุตบอลยูโร 2020

นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2018 เลิฟ ประกาศที่จะไม่เรียกตัว มุลเลอร์ ติดทัพอินทรีเหล็กอีกแล้ว แต่สุดท้ายต้องกลับลำมาหวังอาศัยประสบการของดาวเตะจอมเก๋าวัย 31 ปีในการไล่ล่าแชมป์ยุโรป

มุลเลอร์ รับใช้ทีมชาติเยอรมันไปแล้วมากกว่า 100 นัด และทันทีที่เขาได้กลับมาติดธงอีกครั้งก็สวมวิญญาณเพชฌฆาตสังหารตาข่ายได้ทันทีในเกมลับแข้งถล่ม ลัตเวีย 7-1 พร้อมกับแอสซิสต์ด้วย

นับเป็นประตูแรกของมุลเลอร์กับทีมชาติเยอรมนีนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 และยังนับเป็นแอสซิสต์แรกของเขากับทัทอินทรีเหล็กนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017

มุลเลอร์ แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นตัวขับเคลื่อนให้ทัพเยอรมนีมีความไหลลื่นในมิติเกมรุกจากสไตล์การเล่นที่คอยเชื่อมเกมกลางสนามไปจนถึงแดนหน้า อีกทั้งยังหาพื้นที่ในการจบสกอร์ได้ถูกที่ถูกเวลา

นั่นคงเป็นเหตุผลที่ โยอาคิม เลิฟ ตัดสินใจฉีกหน้าตัวเองในการเรียกตัว โธมัส มุลเลอร์ กลับมาติดทีมชาติเยอรมนีอีกครั้ง เพื่อความหวังในการคว้าแชมป์ยุโรปให้ได้ในรอบ 25 ปีนั่นเอง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *